The Hologram : a story - แสงสีวิจัย (มิติอดีต สู่อนาคต) - Miracle story behind R&D !

ฮอโลแกรม (Hologram) ภาพ ๓ มิติ เมื่อครั้งช่วงเวลากาญจนาภิเษก ฉลองสิริราชสมบัติ ๕๐ ปี (Golden Jubilee) พ.ศ.๒๕๓๙ กับเรื่องราวผ่านสติกเกอร์แบนราบเพ่งภาพเห็นมิติ แม้จะหมองดูเก่าแต่เรื่องเล่าผ่านแสงที่เดินทางไวที่สุดในเอกภพก็ได้มาบรรจบกับความสวยงามของวิทยาศาสตร์ที่มนุษย์คิดทำขึ้น ... ผลจากความต่างมุมหลายระดับการแทรกสอดของแสงนี้ยังคง ... ขลัง !
(บอกเล่าเรื่องราวงานวิจัยและพัฒนาไทยยุคใหม่สมัยแรก ๆ ... พร้อมแทรกเกร็ดระบบอุปถัมภ์ในสังคมวิจัยที่สะสมงบประมาณไปมหาศาล
โอกาสที่เกิดขึ้นกับผู้รับประโยชน์รุ่นหลังของงานชิ้นนี้จึงควรได้ "คืนทุน" แด่สังคมวิจัยไทยอย่างจริงจัง)
(Since:  October 29, 2017 - Updated:  October 6, 2018)
Thumnails.004.jpeg

(๒๕ ปีฮอโลแกรมกาญจนาภิเษก)

To play, press and hold the enter key. To stop, release the enter key.

press to zoom
press to zoom
press to zoom
press to zoom
press to zoom
press to zoom
“ภาพ(วิจัย)สามมิติ"   (เผยแพร่ครั้งแรก ๔ พ.ค. ๕๙ )
(เรียบเรียง เกียรติศักดิ์ ศรีพิมานวัฒน์)
(มิติ ๑)   
ย้อนแสงส่องความงามยามมอง... อลังการ แม้ยามที่เลยยี่สิบปีเข้าไปแล้วกับฮอโลแกรมแผ่นนี้

เป็นผลงานประวัติศาสตร์ของ Dr.Fu Kuo Hsu ผู้ที่ใช้ชื่อจีนนี้จนเรียกกันเป็นปกติว่า “ดร.ฟู” เขาคือคนไทยผู้ไปอยู่เมืองจีนนานกว่าสิบปีตั้งแต่วัยเยาว์ ทั้งเรียน “แสง” และต่องานที่เซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง งานที่ทำก็เรื่อง “แสง” เมื่อย้ายไปทำงานและศึกษาต่อที่แดนลุงแซม สหรัฐอเมริกาก็ยังคงเชี่ยวชาญกับการเล่น “แสง” จนอยู่มือ

“ผมเล่นกับเลเซอร์”

ทำจริงแต่ใช้คำว่าเล่นจนเป็นปรมาจารย์ที่เบิร์กลีย์ และวันที่โครงการสมอง (ไทย) ไหลกลับบ้าน ยุคที่เมืองไทยตื่นตัวด้านวิทย์รอบแรก (พ.ศ.๒๕๒๕ - ๒๕๓๐) ปรมาจารย์ท่านนี้ที่เพิ่งจบปริญญาเอกในวัยที่ปาเข้าไปเลขห้าแล้วนั้น ก็กลับมาเมืองไทยรอบใหญ่รอบนั้นด้วย

“ลูกผมเรียนจบก่อนอีก !”

เสียงเกริ่นสอนบอกของดร.ฟูเมื่อกว่ายี่สิบปีก่อนหน้ายังก้อง ๆ ว่า การเรียนแบบทำงาน เรียนที่จะรู้ แล้วรักที่จะทำ งานก็สามารถนำไปสู่การการเรียนได้ มิใช่เรียนเพื่อปริญญาไม่ได้เอาป.เอกมาทำอะไร แต่เอางานเอาผลของงานมาใช้ (อายุเท่าไหร่ก็ใฝ่เรียน) … นี่ซิใช่เลย

 

“ดร.วิริยะ” คือชื่อไทยเมื่อกลับมาบ้านเกิดแล้ว นามนี้ถึงทราบกันในวงการแต่ก็มักเอ่ยติดปากมากกว่าว่า “ดร.ฟู” แล้วก็มักถูกจำผิดคนกับ ดร.ฟูศักดิ์ อาจารย์อีกท่านที่ลาดกระบัง (ห้องปฏิบัติการที่ต่างสังกัดแต่ตั้งอยู่ในรั้วเดียวกัน)

 

“มาหา ดร.ฟู … คนไทยนะ” 
 

จึงมักมีนักศึกษาพาแขกเยี่ยมชมข้ามรางรถไฟไปพบกับอาจารย์ด้าน remote sensing ที่ภาควัดคุมทางอุตสาหกรรมแทน...คนไทยเหมือนกันแต่ไม่ใช่ กว่าจะเจอตัวจริงผิดซะบ่อยเลย

 

“ดร.ฟู ฮอโลแกรม” ชื่อนี้จึงมีเรียกเพิ่มใหม่ภายหลัง หาเจอง่ายขึ้นเมื่อผลผลิตงานด้านแสงเชิงสามมิติออกมาเป็นที่รู้จักช่วงยุคที่บัตรเครดิตเพิ่งกำลังเริ่มบูม ผู้คนเคยเห็นแผ่นสคส.ฮอโลแกรมนำเข้ามาเยอะ มาเริ่มคุ้นกับฮอโลแกรมรูปนกในกระเป๋าสตางค์กันก็แยะช่วงนั้นเอง แล้วก็

 

“นี่ เอาไปแผ่นนึง เห็นที่ผิดไหม แผ่นนี้ยังมีผิดนะ”

 

กับตราสัญลักษณ์งานใหญ่ยี่สิบปีก่อนของเมืองไทย แผ่นเรียบสีเงินสะท้อนแสงเก็บเก่ามายาวนาน เคยส่องอยู่สามนานจะหาให้เจอว่าจุดผิดอยู่ตรงไหน ไม่ได้เป็นคนทำแต่ต้องเพ่งย้อนศรแล้วจะพบอย่างไรล่ะนี่ ?

 

จึงต้องต่อการคุยพักลักเรียนกับนักวิจัยคนไทยที่ไหลกลับมาจากต่างแดน ซึ่งยังดูเหมือนเป็นคนต่างชาติต่างวัฒนธรรมมาก เพราะท่านผู้นี้เพิ่งกลับมาจากการใช้ชีวิตหลายทศวรรษนอกมิติห่างวัฒนธรรมการทำงานแบบไทย ๆ ไปนานนั่นเอง

 

“สวย สวย ครับ”

 

ตอบแบบกลาง ๆ ขอความรู้ต่อ เทคนิคที่ผิดนั้นท่านได้โปรดชี้แนะ (หาไม่เจอ ลึกล้ำเกิน ยังไม่เคยลงมือทำเองเลย)

 

“.... (ยิ้มตอบ) ....”

 

ครั้งกระโน้น … เทคโนโลยีวิศวกรรมแสงในเมืองไทยมีอยู่สองสามเจ้าเท่านั้นที่ใกล้เคียงสุดกับการเป็นสถานที่เรียน รู้ และเล่นจริงจัง. บางมดมีทำเลเซอร์ ส่วนฮอโลแกรม (แบบซำเหมา) มีที่จุฬาฯ ของ ดร.สมศักดิ์ ปัญญาแก้ว (https://goo.gl/SUoaO2) และที่ลาดกระบังของ ดร.แดนทอง (แดเนียล) บรีน (เช่นกัน … ซำเหมามาก ๆ ห้องมืดเล็กแบ่งจากห้องน้ำชายชั้นสี่ตึกอิเล็กฯ) นอกนั้นเป็นห้องปฏิบัติการพื้นฐานเพื่อนักศึกษาสาขาฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยใหญ่และส่วนภูมิภาคหลักที่ก็ไม่ครบเครื่อง แค่ “ได้รู้จักหลักการ” (ดูภาพงานผลที่เสร็จแล้ว ไม่ได้ทำเองทั้งหมด) หรือเป็นแลปกึ่งแห้งประกอบวิชา Optics 201 … ฮอโลแกรมบ้าน ๆ โชว์เสร็จแล้วเก็บเข้าตู้ที่ทำกันก่อนยุคสมัยน้าชาติเป็นนายกนั้น ภาพจึงต้องเอียงคอดูหนักหน่อยกว่าจะเห็นมิติ เพราะมาจากเครื่องไม้ใช้สองมือกันล้วน ๆ สร้างมิติขึ้นมาด้วย “ใจ” ทั้งนั้น

 

พลันที่ “ดร.ฟู” บุคลกรผู้ที่บินกลับมานำเสนอให้กระทรวงวิทย์ฟังว่าเทคโนฯ “แสง” จำเป็นสำหรับเมืองไทยในอนาคตนะ … สำเร็จ ได้งานใหญ่สร้างห้องปฏิบัติการพร้อมเครื่องมือที่อาจทำให้สองกลุ่มพื้นเมืองทำกันมาก่อนหน้า “น้ำลายหก”

 

อาจหกจริง ๆ หากได้ไปเห็น เพราะแค่โต๊ะแสงสองตัวปรับอัดลมอัตโนมัติให้นิ่งเนียบไม่กระเพื่อมก็บอกได้แล้วว่า อุปกรณ์แสงทรงเครื่องมูลค่าหลาย ๆ ล้านจะมาวางอยู่คู่บนโต๊ะนี้ในอนาคตอีกยาวนาน ... ต่างจากที่มีกันแบบซำเหมาทั้งประเทศก่อนหน้าแบบใช้โต๊ะปิงปองโต๊ะสนุ๊กดัดแปลงแกว่งตามแรงกด ทำนองนั้น .. มีงบทำหลักหมื่นก็หน้ามืดกันแล้ว

 

และแล้วก็ทำออกมาสวยคม คุ้ม ทนทานมานานนับยี่สิบปีแบบแผ่นผิวเคลือบนี้ สุดยอดแห่งยุค ... งานวิจัยแบบยกทั้ง “คน” “วิทยาการ”และ “ของ” มาตั้งแล้วลุยทำแบบนี้เมืองไทยเคยมีมาแล้ว !

เมื่อมือนิ่ง น้ำหนักนิด ความคิดกลมกล่อม ย่อมผุดซึ่งไอเดียบรรเจิด เกิดพอดีกับปีแห่งการเฉลิมฉลอง สองทศวรรษก่อนหน้าจึงได้เห็นราตรีประดับดาวระยิบระยับอยู่หลังรอบตราสัญลักษณ์ ที่ก็เปล่งแสงประกายสีในมิติเบื้องหน้า ล้อมด้วยฟ้าวาระกาญจนาภิเษก...

 

เพ่งมองสิ ! …

 

ซึมซับสีสันจากการแทรกสอดของแสง เพื่อย้อนประวัติศาสตร์เห็นการเริ่มวาดวิจัยและพัฒนาของไทยได้หลายเรื่องหลากมิติ ... จากแสงอดีตได้ส่องมาถึงมิติของวันนี้แล้ว

.........................

(มิติ ๒) 

ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

การลงทุนแบบไม่คิดต้นทุนลักษณะเดิมเกิดขึ้นได้เฉพาะช่วงแรกของวงการวิทยาศาสตร์ไทยสมัยใหม่ (พ.ศ. ๒๕๓๐ - ๒๕๔๐) เท่านั้น

และสูญสลายหายไปกับการเรียนรู้ช่วงแรกนั้นเอง เช่น งานปฏิบัติการสร้างฮอโลแกรมนี้ และพลันที่รู้ตัวว่าเมืองไทยไม่มีพื้นฐานปัจจัยสี่สำหรับงานวิจัยและพัฒนา (คน งบ วิทยาการ และนโยบาย) ใด ๆ ในระดับที่เพียงพอ การตำน้ำพริกละลายแม่น้ำจึงได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่อ ๆ มาหลายกรณีแล้ว อันควรได้เรียนรู้และพัฒนากันต่อไปกับบทเรียน เช่น

๑.​ ต่อมานับหลักร้อยถึงพันล้านของรอบกว่าสามสิบปีกับงานด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์ของอุตสาหกรรมไอซี (Intagrated circuits) ที่บูมมากช่วงต้นยุคทศวรรษที่ 80 เป็นต้นมา รวมทั้งในประเทศไทยที่อุตสาหกรรมนี้ร้อนแรงเกิดการลงทุนและก่อตั้งบริษัทประกอบไอซีในประเทศช่วงนิคมอุตสาหกรรมและฟองสบู่ เกิดศูนย์วิจัยและพัฒนาของรัฐฯ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 ในปีพ.ศ. 2538 คือ งานด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์ที่วางแผนไว้ว่าจะอยู่ท่ามกลางบริษัทประกอบไอซีต่างๆ แล้วก็เป็นไปตามกฏของเทคโนโลยี เมื่อผ่านมากว่าสองทศวรรษ ยุคไมโครฯ ก็มาถึงจุดเปลี่ยนสู่ยุคทองของนาโนฯ การบูมของอุตสาหกรรมก่อนหน้าดังกล่าวจึงแบนเล็กลงและหายไปตามเวลาทั้งเทคโนโลยี การลงทุน บริษัทฯ และผู้คนที่เกี่ยวข้อง... ละลายสู่แม่น้ำเทคโนโลยีสายใหญ่

๒. เทคโนโลยีที่ต้องการลงทุนสูงสาขาใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ยาก ต่างจากการเริ่มยุควิทย์ไทยสมัยใหม่ครั้งแรกที่ไม่คิดต้นทุน (เช่น ฮอโลแกรม) ​หากมีโอกาสเกิดขึ้นได้จริงจัง จะต้องไปสู่ระดับศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งชาติ เช่น ศูนย์นาโนฯ งานด้านแสงซินโครตรอนฯ  ฯลฯ ซึ่งต้องลงทุนสูงทั้งสี่ปัจจัยหลัก รวมทั้ง การที่จะมีโอกาสเกิดช่องทางใหม่ใด ๆ ในเวลาที่ต้นทุนหาได้ยากต้องอาศัย "พละกำลังพิเศษ" และแรงอุปถัมภ์อีกมากมาย ! 

 

... เป็นต้น จึงไม่ควร "ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ" อีก

(อนาคตสำหรับ "ไอทีควอนตัมไทย" ได้ประมวลผลตัวอย่างไว้แล้วกับ “ศูนย์ทดสอบ ฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบวิทยาการรหัสลับเชิงควอนตัม (พ.ศ. ๒๕๕๙) ว่า หากไปไม่ถึงจุดมวลวิกฤติ ก็มิควรลงทุนใด ๆ เพื่อไม่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเช่นอดีต แม้จะเกิดกรณีย้อนศรเกิดผลลบด้านวิชาการและความเข้าใจผิด การสื่อสารพลาดของระดับนโยบายมากมาย)

.............................

(มิติ ๓) 

เกร็ดสะท้อนแสง

ภาพฮอโลแกรม (Hologram) อันสวยงามนี้จึงนับว่าโชคดีมีโอกาสได้กำเนิดขึ้นจากงานวิจัยและพัฒนาช่วงแรกของวงการวิทย์ไทยสมัยใหม่ โดยเกิดอยู่ในต้นทุนสะสมด้านงานปฏิบัติการแสง (photonics) เกินร้อยล้านไปนานแล้วจากวันเริ่มต้นที่ทุ่มเทลงไป

ได้สร้างงาน มอบโอกาสและสร้างบุคลากรให้เกิดขึ้นหลายช่องทางต่อเนื่องมามากมาย นับเป็นตัวอย่างที่ควรได้เรียนรู้ และ ...

ควรที่ผลจากต้นทุนโอกาสที่สูงมากเหล่านั้นของ "ฮอโลแกรม" แผ่นเหล่านี้ จะได้เร่งช่วยช่วยเหลือให้กับอีกหลายสาขาเทคโนโลยี ที่ขาดโอกาสในลักษณะเดียวกันนั้นและละลายหายลงแม่น้ำไปก่อนหน้า (เช่น ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ และอื่น ๆ)

รวมทั้ง เพื่อมอบโอกาสแด่เทคโนโลยีอนาคตสาขาอื่น ๆ ให้กำเนิดขึ้นได้จากต้นทุนเก่า

ที่ทำให้งานปฏิบัติการแสง (photonics) มีโอกาสได้ส่องแสงออกมา ...

มิติของภาพเหล่านี้ได้สะสมเรื่องราวที่มาของแสง "ฮอโลแกรม" อันสวยงามในอดีตเมืองไทยไว้แล้ว

พึงจะได้เริ่มทำหน้าที่ "ส่องแสงสู่สังคม" คืนโอกาสให้วงการวิจัยและพัฒนาไทยมิติอื่น ๆในอนาคต ... เป็นตัวอย่าง

 

 

.............................

(มิติ ๔) 

Hologram Model: งานวิจัยไทยสำเร็จได้ด้วย ... ?

 

เรื่องราวงานวิจัยและพัฒนาไทยยุคใหม่สมัยแรก ๆ ... พร้อมแทรกเกร็ดระบบอุปถัมภ์ในสังคมวิจัยไทยว่าเหตุแห่งความสำเร็จงานวิจัยในอดีตคืออะไร แล้วจะไปอย่างไรกันต่อให้สำเร็จได้อีก โดยพิจารณาจากตัวอย่างสองระดับคือ “บุคคลและทีม”

 

ก) อดีต ... ความสำเร็จของงานวิจัยไทย “ระดับบุคคล” เกิดขึ้นมาบ้างแล้วทั้งด้านเครื่องมือแพทย์รวมถึงผลต่อยอดทรัพยากรจากงานฮอโลแกรมสุดสวยนี้สู่งานด้านแสง (photonics เรื่องราวการเดินทางสร้างงานด้านฮอโลแกรมดูบทความ มิติ ๑- ๓) โดยความสำเร็จระดับนี้มีปัจจัยสู่เส้นชัยที่สะสมมาสูงมากในเรื่องทรัพยากร(งบและเวลา)ที่ใช้มานานแล้ว

 

ข) ขณะที่งาน “ระดับทีม” ที่ต้องอาศัยความต่างของความถนัดเช่นด้านโทรคมนาคมกับการผสม OSI ทั้ง 7 layers ให้ผสานกันนั้น ล้มเหลวมาโดยตลอด (http://www.tpa.or.th/publisher/pdfFileDownloadS/TN%20253p10-11.pdf) ปัจจัยสำคัญทั้งสี่ (คน งบ วิทยาการ และนโยบาย) ระดับทีมใหญ่มิเคยบรรจบได้พร้อมเพรียงกัน และยังมิเคยเกิดวัฒนธรรมความสำเร็จต่างระดับงาน (layer) ต่อ ๆ มาในเมืองไทย

 

เมื่อมองย้อนกลับไปที่งาน“ระดับบุคคล” ที่สรรเสริญกันว่าเป็นกรณีวิจัยและพัฒนาที่สำเร็จทั้งสองตัวอย่าง (เช่น อุปกรณ์การแพทย์และ photonics & optics) นั้น กลับพบว่างานหนึ่งด้านอุปกรณ์การแพทย์ใช้ทั้ง เวลา “การจัดการพิเศษ” และสะสมทรัพยากรไปร่วมสามสิบปี ส่วนด้านแสงนั้นได้สะสมทรัพยากรตั้งแต่งานฮอโลแกรมนี้ต่อมายังงานอื่นรอบด้าน (photonics & optics) โดยนำพาไปมากกว่าร้อยล้านถึงมีโอกาสการสร้างงานระดับเดี่ยวและได้บุคลากรแถวหน้าระดับตัวบุคคลในกว่าสองทศวรรษถัดมา

 

ดังนั้น หากเมืองไทยต้องการให้งานวิจัยและพัฒนาเป็นทีม (เช่น ไอที หรือ โทรคมนาคม) ประสบผลสำเร็จได้ จำเป็นยิ่งที่ต้องสร้างงานระดับบุคคลเดี่ยวให้สำเร็จดังเช่นตัวอย่างทั้งสองดังกล่าวก่อน ... และดูเหมือนว่าไม่มีทางอื่นใดเลยที่จะไปต่อได้หากมิใช่การสนับสนุนอย่างน้อยสุดหนึ่งใน “สี่ปัจจัยพื้นฐาน” ที่สำคัญให้เพียงพอ ที่เป็นไปได้มากสุดจากประสบการณ์ในอดีตของเมืองไทยนั่นก็คือปัจจัยด้าน “ทรัพยากร (งบและเวลา)” ... 

 

ใช่ !

เพียงแค่ได้งานหรือความสำเร็จของตัวบุคคลจำต้องทำแนวทางเหมือนเดิม

 

จึงมีข้อเสนอและอุปสรรคที่ได้สำรวจและติดตามประวัติการพัฒนางานวิจัยเมืองไทยผ่านเรื่องราวสวยงามของฮอโลแกรมมากว่าสามสิบปี ดังนี้

 

๑) รัฐฯไทยควรลงทรัพยากรแบบไม่อั้นเพื่อสร้างฝันคนวิจัยพันธ์ุใหม่ให้มีโอกาสเหมือนกรณีสำเร็จแบบที่เริ่มมาจาก Hologram model และต่อยอดได้งานระดับตัวบุคคลากรก่อน (แม้จะสร้างได้เพียงนักวิจัยโดดเด่นรายบุคคลหรือจำนวนน้อย) โดยรัฐฯต้องแบกรับแรงเสียดสีมากหากลงงบให้กับสาขาที่เลือกแล้วใด ๆ  แต่อีกมากสาขาอื่นจะไม่ได้รับในระดับเดียวกันนั้น กระนั้น ยังคงต้องสร้างและทุ่มอีกมากมายหลายครั้งกว่าจะได้เป็นทีมที่ใหญ่ขึ้น เพราะ ...

“ความสำเร็จแบบทีม เริ่มจากระดับตัวบุคคล” ที่ยังขาดแคลนหนัก* ... แม้จะยาก !

 

หรือ

 

๒) ส่วนบุคคลผู้ที่เคยได้รับประโยชน์แบบไม่อั้นกับการลงทุนทั้งเวลาและงบสะสมรวมโครงสร้างพื้นฐานงบแฝงมหาศาลในอดีตนั้น (เช่นเครื่องมือแพทย์และงานด้านแสง photonics & optics) จำต้องเป็นผู้คืนทุนหรือมีหน้าที่หาทรัพยากรมาให้คนรุ่นใหม่ ให้เขาเหล่านั้นพึงได้มีโอกาสตามที่(ไม่กี่)บุคคลในอดีตเคยมีโอกาส“สำเร็จ”มาเช่นกัน ... 

 

ทว่า ...

หากลงทรัพยากรไม่ได้กับข้อเสนอใดเลยจากทั้งสองประการนี้อีก แสดงว่าความหวังในการสร้างงานวิจัยและพัฒนาไทยแบบเป็นทีม (ไอที & โทรคมฯ)จึงเลือนลาง และเรื่องราวความสำเร็จระดับบุคคลเช่นตัวอย่างที่ผ่าน ๆ มา จะเป็นเพียงภาพพลางตาสวย ๆ ที่พยายามประชาสัมพันธ์ให้เป็นตำนานเล่าขาน เพราะเป็นเพียง ...

“ความสำเร็จระดับบุคคลที่ไม่อยากเผยให้เห็นทรัพยากรงบของรัฐฯและเวลาที่ลงไปมากมายซ่อนอยู่ด้านหลังเหล่านั้น” ... นั่นเอง

Hologram model ความสวยงามยามสะท้อนแสงที่ควรมองหลายมุมกระทบ ...

ความสำเร็จ(หรือไม่)ของงานวิจัยไทยไม่ว่าระบบ ทีม หรือเดี่ยวบุคคล ... พึงมองให้ครบหมดทุกมุม !

……….

หมายถึงอาชีพงานวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    กรณีนี้ไม่ครอบคลุมการสร้างทีมวิจัยแนวทางเมธีวิจัยอาวุโสของมหาวิทยาลัยด้วยทุนจากสกว.

(หมายเหตุ: วิดีโอนี้ใช้แสงสีเหลือง)

  • Wix Facebook page

(หมายเหตุ: วิดีโอนี้ใช้แสงสีขาว)

IDL 2021 - 25th Anniversary of the Golden Jubilee Hologram