
ไอทีควอนตัม เมืองไทย
泰国量子信息论坛
2026 by quantum academy &
IEEE Thailand section Quantum IT
(since 2014 - best view on desktop)
Hologram
Search Results
พบ 358 ผลลัพธ์เมื่อไม่ระบุค่าการค้นหา
- (EP3) ปฐมบทวิศวกรหญิงแกร่ง | Woman in Science & Engineering 2022 | อัศนีย์ ก่อตระกูล
“เราเป็นคน ‘nobody’ เราได้กำไรชีวิต เมื่อเราไม่คาดหวังสูง เราก็ไม่อกหัก” #WomanInScienceEngineering #IDL2022 #IEEEComSocThailand ช่วงเวลาทศวรรษท้าย ๆ ของระบบการศึกษาไทยสายสามัญแบบ ‘7 3 2’ (ประถม ๑ - ๗ : มัธยมต้น ๑ - ๓ : มัธยมปลาย ๔ - ๕) ก่อนจะปรับมาเป็น ‘6 3 3’ ที่คุ้นเคยยาวนานกาลต่อมานั้น เชื่อมต่อระดับอุดมศึกษาด้วยการสอบเอ็นทรานซ์ (entrance) เข้ามหาวิทยาลัยแบบที่ยังไม่แยกลงตามคณะเพียงแค่แบ่งเป็น ก.๑ สายวิทย์ และ ก.๒ สายศิลป์ เมื่อเข้าได้แล้วต้องมาเรียนรวมกันก่อน การเลือกคณะเอาไว้ปีถัดไป โดยที่ ‘หนอนหนังสือ’ แห่งสตรีวิทยาผู้นี้ก็ไม่พลาด เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้มีโอกาสเข้าสถาบันอุดมศึกษาของรัฐฯ รอบพ.ศ.๒๕๑๕ ปีที่สายวิทย์ยังมีที่นั่งจำนวนจำกัดเหลือเกิน ส่วนกลางมีเพียงมหาวิทยาลัยสี่แห่งเก่าแก่กับสามพระจอมเกล้าฯ ด้านเทคโนโลยี ต่างจังหวัดก็มีแค่สามแห่งใหม่ศูนย์กลางของภาคเหนือ (เชียงใหม่) อีสาน (ขอนแก่น) และใต้ (สงขลาฯ) ทั้งหมดเพิ่งก่อตั้งอายุยังไม่ถึงหนึ่งทศวรรษใหม่มาก ๆ เฉพาะคณะวิศวกรรมศาสตร์เองรวมกันแล้วมีเปิดสอนเพียงแปดแห่ง (แปดเกียร์) รวมประมาณหลักพันที่นั่งทั้งประเทศ แต่ละแห่งเริ่มที่ตัวเลขน้องใหม่หลักร้อยเศษพอ ๆ กัน เมื่อจัดสรรแยกไปตามภาควิชาแล้วจึงเหลือนักศึกษาไม่กี่สิบคนต่อสาขาที่เปิดสอน ... หลักสิบเท่านั้น ! นักเรียนที่สอบไม่ติดจำนวนมากจำต้องเลี้ยวไปสายอื่นกับการเป็น “ลูกพ่อขุนฯ” ที่รับไม่จำกัดบ้าง ย้ายไปสายอาชีวะหรือวิชาชีพบ้าง ฯ สมัยนั้น สถาบันอุดมศึกษาเอกชนกับการสร้างบุคลากรสายเทคโนโลยียังไม่ปรากฏตัว ดังนั้น หากสอบไม่ติดแต่ยังปักใจกับสายวิทย์ล่ะก็อาจต้องไปเรียนต่อกันที่ฟิลิปปินส์ ประเทศที่เคยมีโอกาสมากมายกว่าของเมืองไทย ค่าใช้จ่ายไม่แพงนัก ‘บิ๊กหอย’ ‘น้าแอ๊ด’ กับสารพัดนักการเมืองชุบตัวเลือกไปที่นั่นไม่น้อย ... แต่ภาพเหล่านั้นกลายเป็นอดีตไปหมดแล้วและต่างลิบลับจากปัจจุบันที่โอกาสทางการศึกษามีมากมายกว่า จำนวนที่เปิดรับสายวิทย์สายเทคโนฯก็มากเกินจำนวนผู้อยากเรียนนานมาแล้ว “ติดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก.๑ เรียนรวมกันทุกคณะทั้งสายวิทย์สายศิลป์” หนึ่งในวัยรุ่นที่เพิ่งจบ มศ.๕ จากโรงเรียนสตรีล้วนบนถนนประชาธิปไตย พับเก็บชุดนักเรียนไปได้เวลาสวมชุดนักศึกษากับการเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยแห่งนี้ จากนักเรียนผู้เรียบร้อยไม่มีชุดไว้ใส่เที่ยวกำลังจะออกท่องเที่ยวสู่โลกที่กว้างใหญ่กว่าหนังสือหรือชั่วโมงอบรมบ่มเพาะกุลสตรีกันแล้ว “สมัยปีหนึ่ง ชอบที่สุดคือคณะวนศาสตร์ เพราะกิจกรรมอัตนลักษณ์ ‘วันอินเดียนแดง’ และเกือบเข้าแล้ว เพราะชอบกิจกรรม” แต่ท้ายสุดตัดสินใจเลือกที่อยากเรียน ส่วนกิจกรรมเพื่อสังคมที่ยังคงฝังหัวเปิดตาเหล่านั้น จะไปค้นหาทางอื่นกันต่อ “ปีสองเลือกเข้าคณะวิศวฯ ทุกสาขารวม ๑๒๘ คน แยกอีกทีปีที่สาม ภาควิชาวิศวฯไฟฟ้ามี ๒๕ คน” โดยที่ “ทั้งคณะมีผู้หญิงรวม ๑๕ พอถึงปีสามเข้าภาคฯไฟฟ้าแล้วเหลือเพียงแค่ ๕” อาจารย์อัศนีย์บอกเล่าบรรยากาศเมื่อห้าสิบปีก่อนมาแบบนี้ ... “ดีใจที่เลือกวิศวฯ คิดไม่ผิด เพราะสัมผัสได้ทุกคณะ เรียนรวมกัน พี่ทุกคณะดูแล” แล้วก็ ... “ได้ออกค่ายวิศวฯ ชลประทาน เครื่องกล โยธา สร้างเขื่อน สร้างโรงเรียน” มาแล้ว เริ่มแล้ว ช่วงเวลาของการคืบคลานสู่สังคมที่กว้างใหญ่กว่าหน้าหนังสืออันมีกระดาษห่อปกไว้เรียบกริบ หนอนหนังสือร่างน้อยกำลังค่อย ๆ เดินเข้าสู่โลกความจริงที่ยิ่งใหญ่และอลหม่าน โดยเน้นคำการตกหลุมรักกิจกรรมเพื่อสังคมไว้แบบนี้ “ชีวิตไม่มีอะไรตื่นเต้น นอกจากออกค่าย” “ถูกกดขี่ เรียนอยู่จะไม่รู้ ต้องออกค่ายทำกิจกรรม” “มันเป็นกระแส อยากรู้อยากเห็น” ... เอ้า ! เพลงพร้อม ... “โยธิง โยธิง โยธิง ชายหญิงมาร่วมแสดง มากันหลายแห่ง มาร่วมแสดงเล่นรอบกองไฟ ฉันมาก็ด้วยใจภักดิ์ ฉันรักก็ด้วยความจริง โย้น โย้น โยทิง โยทิง โยทิง” นอกจากตัวเทคโนโลยีที่ต้องเล่าเรียนแล้ว ชีวิตสาวมหาวิทยาลัยของ ‘ผ้าพับไว้’ จึงมาถึงเวลาคลี่ผืนผ้าแห่งชีวิตเพื่อโอบรับประสบการณ์ใหม่อย่างอิ่มเอมใจ เสมือนอยู่เส้นทางอนาคตที่มีเสียงเพลงต้อนรับไปทั่ว ทั้งเพลงรำโทน เพลงเพื่อชีวิต ละครรอบกองไฟ ขับขานนิทาน พบปะฟังเสียงชาวบ้านชาวนา ความเบิกบานเหล่านั้นปรากฏออกมากับการเล่าเรื่องพร้อมโชว์ภาพเก่าขาวดำจากค่ายอาสาฯ เป็นภาพนิ่งที่ราวกับว่ามีเสียงประสานเปล่งออกมา ... “เราอาสา พัฒนา ใจเริงร่าและสามัคคี เราร่วมจิตอุทิศชีวิตพลี ทำความดีเพื่อพี่น้องผองไทย” ... ฮุ้ย เล ฮุ้ย ! ณ เวลานั้นดูเหมือนสาวน้อยจากเมืองกรุงได้ค้นพบตนเองเข้าแล้วกับเรื่องใหม่และใหญ่มาก เวทีโลกกว้างที่มีทั้งความรักความศรัทธา ท้องฟ้ากว้างใหญ่ ภูเขา ท้องนา และสายลม จะชมนกหรือดูดาวก็สุขใจยิ่งนัก ... “แม้ห่างไกล ไม่ท้อถอย ถึงยอดดอย สูงเยี่ยมเทียมฟ้า เราบากบั่นฝ่าฟันเข้าไปหา ร่วมพัฒนาด้วยพี่น้องผองไทย” ท้ายเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๖๕ เป็นโอกาสดีเมื่อต้นเรื่อง “Woman in Science & Engineering 2022” ในวัยเกษียณผู้นี้พาเดินทัวร์มหาวิทยาลัยย้อนความหลัง พ.ศ.๒๕๑๕ ให้รำลึกภาพของห้าสิบปีก่อน สถานที่ ๆ คุ้นเคยมายาวนานตั้งวศ.บ (ไฟฟ้า) และ วศ.ม มหาบัณฑิตแขนงโทรคมนาคม รวมทั้งกลับมาเริ่มงานใหม่จนเกษียณก็ที่เดียวกันแห่งนี้ ในอดีต ด้านหน้าของมหาวิทยาลัยคือถนนพหลโยธิน ส่วนวิภาวดีหลายเลนยังไม่มี โทลเวย์ยังไม่มา รถไฟฟ้าสายเขียวหรือแดงคืออะไรยังไม่มีใครรู้จัก สิ่งที่แวดล้อมอยู่คือท้องทุ่งและดงตาล หากเลยขึ้นไปอีกนิดก็จะถึงทุ่งสีกันพื้นที่ดอนโล่งกว้างของกองทัพอากาศ ... ‘ลาดพร้าว’ ‘บางเขน’ ยังมีนาข้าวกันอยู่เชียวนา ครึ่งศตวรรษก่อนหน้าโน่นไง ดังนั้น ร้อยกว่าคนของคณะวิศวฯ สมัยเรียนจึงมีโอกาสได้ “สัมผัสสีเขียว” ร่มรื่น จะดูนก ชมดาว ปั่นจักรยานท่องไพร ทั้งหมดยังทำได้ในเขตรั้วมหาวิทยาลัย “มีสอบทุกอาทิตย์ สมัยเรียนติวโต้รุ่งแล้วไปสอบเลย ...” และตื่นเต้นมากหากได้หม่ำ “มาม่า” เพราะถือเป็น “อาหารวิเศษ” ขณะที่ข้าวแกงจานละ ๕๐ สตางค์ ! สำหรับของติดมือคนสายช่างที่จำเป็นและถือกันอยู่นอกจากหนังสือแล้วก็มี ‘ไม้ที ไม้โปรฯ วงเวียน ฯ’ ส่วนเครื่องคิดเลขก็เพิ่งเกิดแต่ราคายังหูฉี่ ๒,๐๐๐ บาท แพงกว่าเงินเดือนบัณฑิตจบใหม่สมัยนั้นเสียอีก อุปกรณ์ช่วยคำนวณโจทย์ที่ซับซ้อนขึ้นมาหน่อยจึงนิยมใช้ ‘สไลด์รูล’ (slide rule) แต่ไหนแต่ไรมา วิศวฯ ทั่วประเทศคือคณะจ้าวตำรับการรับน้องด้วยระบบโซตัส (SOTUS) ที่นี่เองมีด้วยแน่ แต่ ... อีกห้าสิบปีต่อมาองค์การนิสิต (อบ.ก.) ประกาศเลิกรับน้องระบบโซตัสอย่างเป็นทางการไปแล้ว กระนั้น อดีตนักศึกษาวิศวฯหญิงรุ่นแรกของม.เกษตรฯ เปรยสิ่งที่แตกต่างซึ่งผันแปรมาจนเพี้ยนไว้ให้ด้วยว่า โซตัสสมัยก่อนนั้นคือ “ความรักของรุ่นพี่ แบบนั้นจริง ๆ” การมาถึงของ ‘ผ้าพับไว้’ ได้เคยมาพบกับการบ่มเพาะความรักความเข้าใจต่อสังคมรอบด้านทั่วไปที่รุ่นพี่มอบให้ เมื่อเติบโตเป็นรุ่นพี่จึงส่งให้รุ่นน้องกันต่อ ๆ ไป ... หาใช่แบบ ‘อำนาจนิยม’ ที่มีพัฒนาการถดถอยเรื่อยมาจนสังคมตาสว่างกันหมดแล้วในยุคสมัย 5G นี้ “เป็นติวเตอร์” ไม่พลาดอีกครั้ง เมื่อความสามารถหลักคือการชอนไชความรู้อยู่บนหนังสือ การส่งต่อเรื่องดีให้เพื่อนร่วมรุ่น (E 28) และรุ่นน้องจึงผ่านมากกับการช่วยให้เรียนรอดปลอดภัยกับยุคสมัยที่การรีไทร์ของสายช่างยังกระหึ่ม เรื่องราวดี ๆ ในรั้ว ‘มหาวิทยาลัยสีเขียว’ มากมายที่อาจารย์อัศนีย์ทยอยรำลึกออกมานั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับเรื่องของ ‘เครื่องแบบสีเขียว’ นอกรั้วมหาวิทยาลัยที่กำลังเข้มข้นขึ้นด้วย ซึ่งกำลังจะนำพาไปสู่เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ในเวลาอันใกล้ แต่ก่อนจะไปนั่งคุยย้อนความหลังกับจุดหักเหของชีวิตครั้งสำคัญเรื่องนั้น ตบท้ายการเดินทัวร์ช่วงชีวิตการเรียนที่ “ไม่รักสวยรักงาม” “ไม่บู้” ด้วยอีกสองภาพเก่ายิ้มไปเล่าไปว่า ที่นี่ “ไม่มีดาวคณะ แต่วิศวฯ ก็มีคนสวยนะ !” แล้วคนเล่าเรื่องเองก็เคยเป็นถึงนักกีฬาว่ายน้ำเหรียญเงินมาแล้วเชียว โดยแจกอีกหนึ่งยิ้มพร้อมเอ่ยถึงความสำเร็จนั้นไว้ว่า “มีคนลงสระแข่งขันกันแค่สองคน !” ... “ฮ่ะ ฮ่า” ... “พวกเรามิย่อท้อใจเรียนไปทำการ ตั้งใจหวังจะสร้างผลงานให้เหมือนรุ่นพี่ เพื่อไทยนี้รุ่งวิไลกายใจเราพลี พวกเรานี้ร่วมสามัคคีมิมีวันหน่าย ศึกษาพร้อมกันร่วมผูกพันน้ำใจไมตรี จิตชาวดงตาลเรานี้มิมีเสื่อมคลาย” (ส่วนหนึ่งจากเพลง 'วิศวดงตาล') ๐ ยุคตุลาฯ เห็นอะไรที่มากกว่าหนังสือ ‘อ๊าร์ต’ คือชื่อเล่นอันหมายถึงศิลปะ (art) ผู้เป็นพ่อตั้งให้เพราะชอบวาดรูปสร้างภาพเชิงศิลป์ แล้วก็ช่วยติวแถมแต้มเติมการบ้านส่งครูให้อีกด้วยสมัยเป็นนักเรียน แต่ยามสอบไล่พ่อช่วยไม่ได้วิชาศิลปะจึงตกเพราะคะแนนต่ำกว่าครึ่ง ‘อ๊าร์ต’ จึงเป็นเพียงชื่อหาใช่ความถนัดของตนเองในการใช้พู่กันไม่ แต่ ... แต่หากเป็นศิลปะการใช้ชีวิตแนวอิมเพรสชันนิสม์ของภายภาคหน้าแล้วล่ะก็ ดูเหมือนจะได้คะแนนสูงลิบลิ่ว เพราะสามารถปรับตัวเปลี่ยนไปตามครรลองของสังคมได้เองอย่างเด็ดเดี่ยว วาดภาพสะบัดสีวางแสงแบ่งโทนลมหายใจแห่งชีวิตให้ตนเองได้อย่างสวยงามจริง ๆ การออกค่ายอาสาฯ เปิดตากับโลกกว้างปะทะกับความจริงที่แตกต่างของช่วงการเป็นนักศึกษาสายช่างช่วงนั้น เริ่มพร้อมกับบรรยากาศการบ้านการเมืองที่สะสมความครุกรุ่นสมัยสารพันจอมพลทหารยังเต็มบ้านเต็มเมืองและเต็มสภา ฯ ศิลปะการใช้ชีวิตจึงถูกเอ่ยว่าว่าอยู่ในยุค “แสวงหาข้อเท็จจริง” และ “เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน เป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์” เพราะ “ใครไม่ทำ เป็นคนล้าหลัง” โดยย้ำว่านั่นคือความคิดตนเองช่วงวัยรุ่น แล้วก็เป็นช่วงที่สังคมไทยปรากฏวรรคทองฮิตติดปากจาก ‘เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน’ ด้วยที่ว่า “ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึง มาหา ความหมาย ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว” “ใครไม่มี ไม่ทันสมัย ไม่มีจิตใจการต่อสู้เพื่อส่วนรวมเพื่อสังคมที่ดีขึ้น” ... อีกทั้ง “เป็นการเสียสละ” “เป็นกระแส” แม้คำ “๕ ย” (ผมยาว รองเท้ายาง ถือย่าม เสื้อยืด และกางเกงยีนส์) นี้ก็เช่นกัน อดีตนักเรียนหญิงผู้ไม่เคยมีชุดเที่ยว ไม่ถนัดงานศิลปะ แต่ก็ปรับตัวตนไปตามกระแสติสม์ยุค 70's แบบนั้นด้วยได้ โดยทิ้งคำศิลป์ให้แกะเองต่อแบบงง ๆ อีกหนึ่งว่า ... “โลกกว้าง มีสิ่งที่สัมพันธ์กับสังคม” ... อุ๊ ! และแล้ว เหตุการณ์เดือนตุลาฯ ๒๕๑๖ จึงได้มาเปิดโลกที่เคยพับเพียบเรียบร้อยไปอย่างสิ้นเชิง แม้ตนเองจะไม่ใช่นักต่อสู้แต่ก็ไปร่วมเพราะ “เราเป็นวิศวกรนะ ฟังข้อเท็จจริงด้านเดียว ไม่ชอบ” รวมถึงการที่ “เพื่อนถูกจับ” จึงเข้าร่วมเดินขบวนประท้วงกับเหล่านิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศเพื่อ “ไปพิสูจน์” ด้วยตนเอง “ไปในฐานะรุ่นพี่ ติวน้องกลับมาสอบ เดินขบวนสำเร็จ การเรียนไม่เสียหาย” ... โอ้มายก๊อด ! ประโยคเดียวจบในตัวนี้ หากรุ่นน้องได้ยินคงอยากจะเปล่งวาจาเยลรอบกองไฟให้ว่า “สุดยอดพี่อ๊าร์ต พี่อ๊าร์ตเยี่ยมจริง ๆ เยี่ยมจริง ๆ” “ปี ๑ เกรดสี่ทุกตัว ปีสองเดินขบวน เกรดตก” ... อ้าว ! (ถึงกระนั้นก็ยังจบปริญญาตรีด้วยเกียรตินิยมอันดับสองได้อยู่) แล้วจะมีใครนึกภาพออกไหมว่า ติวเตอร์วิชาการหญิงที่ดูนุ่มนิ่มผู้นี้จะเป็นอย่างไรกับเหตุการณ์เดือนตุลาฯ เมื่อ ... “ได้รับแต่งตั้งเป็น ‘ฝ่ายรักษาความปลอดภัย’ !” เพราะไม่ได้รักษาสถานการณ์อยู่คนเดียว หมายถึงเหล่าหนุ่มสาวในชุดนักศึกษาผู้มาเดินขบวนร่วมกันประสานมือล้อมเพื่อ “ปกป้องประชาชน” ‘ผ้าพับไว้’ จึงสะบัดพัดไสวด้วยจิตใจที่ฮึกเหิมร่วมไปกับเขาด้วยได้ “ระเบิดลงตู๊ม” ... เสียงระเบิดลูกแรกในชีวิตกับนักศึกษามือเปล่าบนถนนย่านสยามแสควร์ กลายเป็นจุดหักจุดเปลี่ยนทางจิตใจเพราะ “กระตุกความรับผิดชอบกลับมา” ... รถพยาบาล คนบาดเจ็บ เหตุชุลมุน ผู้คนมากมาย ฯลฯ คือสารพันหน้าความรู้ใหม่ที่ไม่มีอยู่ในหนังสือจึงทำให้รู้สึกตนเองว่า “กล้าหาญมากขึ้น” กล้าที่จะ “เจ็บด้วยกัน” เมื่อเหตุการณ์ลากยาวมาถึงวันที่ ๑๓ ตุลา ฯ วันที่ฝนตกเปียกปอน ฝ่ายรักษาความปลอดภัยสาวน้อยในอดีตผู้นั้นจึงไม่รอด “เป็นไข้” ๑๔ ตุลา ฯ วันมหาวิปโยคจึงไม่ได้สัมผัสเต็มที่นัก กระทั่ง “ชนะ” “ผู้มีอำนาจออกนอกประเทศ ...ฯ” เป็นอันว่า “จบคือจบ” ตบท้ายด้วยคำว่า “เรียนรู้” ปิดหน้าหนังสือแห่งชีวิตเล่มแรก หลังจากนั้นแยกย้ายกลับสู่บรรยากาศการเรียน ออกค่าย ทำกิจกรรม ค้นหาความหมาย บ่มเพาะกันต่อไปกับว่าที่วิศวกรหญิงรุ่นแรกของมหาวิทยาลัย เช่นเดียวกับผู้คนทั่วไป ใครจะคิดว่าเหตุการณ์ที่สังคมเข้าใจไปแล้วว่า “ชนะ” นั้น ได้ไปจุดกระแส “เอาคืน” อย่างเลือดเย็นของผู้มีอำนาจติดอาวุธในอีกสามปีข้างหน้ากับเหตุการณ์ ๖ ตุลาฯ พ.ศ.๒๕๑๙ อันเป็นปีที่สตรีผู้นี้สิ้นสุดการศึกษาขั้นต้นของ “กระดาษแผ่นเดียว” พอดี โดยเลือกข้ามฝั่งถนนเข้าทำงานยังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ณ ทุ่งงามวงศ์วานต่อ แต่แล้วยังได้กลับมาพบกับเหตุการณ์ราวกับว่ามี “กระดาษอีกแผ่น” ที่สำคัญกว่า เพราะหลังจากวันที่บาซูกาถูกยิงถล่มเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ... “เพื่อนบอกมีชื่ออยู่ในลิสต์ (list) ... กลัวถูกจับ” จึงได้เวลาพาตนเองเข้าสู่พงพนาอันกว้างใหญ่ที่ไม่เคยมีวี่แวว ไม่มีตัวอย่าง ไม่มีภาพศิลปะใดที่ผู้เป็นพ่อจะเคยวาดให้ลูกสาวคนโตเดินหายไปในป่าทึบอย่างแน่นอน ภาพวาดแบบนั้นไม่เคยมี แต่อิมเพรสชันนั้นกำลังจะกลายเป็นภาพจริง เพราะคำตอบจากที่ถามว่า “แล้วที่บ้านรู้ไหม ?” คือ ... “ก็หนีสิคะ” ! วิศวกรหญิงที่เพิ่งรู้จักและหลงรักค่ายอาสาพัฒนาเข้าหาผู้คนผู้ถูกกดขี่ บัณฑิตด้านไฟฟ้าที่เพิ่งรู้จักระบบโซตัส (ดั้งเดิม) อันอบอวลด้วยความรักจากรุ่นพี่ พี่สาวคนโตของบ้านที่เพิ่งสลัดภาพ ‘หนอนหนังสือ’ แบบเต็มตัวมาเป็นหนอนความรู้ช่วยติวเพื่อนฝูงและรุ่นน้อง ... ใครจะคาดคิดว่าผู้ที่มีชีวิตเรียบง่ายราวกับผ้ารีดเรียบ เรียบร้อยเหลือเกินคนนี้ จะเลือกวาดถนนชีวิตของตนให้ออกไปผจญกับเสียง “ตูม” จากทั้งกับระเบิดฝังดินและที่ปล่อยลงมาจากเครื่องบินรบอีกมากมายหลายลูกอยู่ในป่าสองฝั่งโขง “เรียนให้ดี งานดี แต่งงานมีครอบครัว ... ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา” “ทำยังไงให้ประเทศดีขึ้น” คือสองประโยคคำตอบท้าย ผลจากการตั้งคำถามด้วยความสงสัยอย่างยิ่งถึงศิลปะการใช้ชีวิตและตัวตนคนที่ชื่อ ‘อ๊าร์ต - อัศนีย์ ก่อตระกูล’ ก่อนวันที่จะเปลี่ยนการเรียกขานตนเองให้เหลือเพียง ‘สหายตะวัน’ “ดอกหาง นกยูง สีแดงฉาน บานอยู่ เต็มฟาก สวรรค์ คนเดิน ผ่านไป มากัน เขาด้น ดั้นหา สิ่งใด” -- (จบภาค ๓) Woman in Science & Engineering - The Series 2022 “เรียนรู้ประวัติศาสตร์ เพื่ออนาคตที่ผิดพลาดน้อยลง” #WomanInScienceEngineering #IDL2022 #IEEEComSocThailand ร่วมสนับสนุนกิจกรรมถ่ายทอดประสบการณ์สาธารณะ รวมทั้งข้อคิดเห็น คำแนะนำ ฯ ได้ที่ Email: thailand_chapter@comsoc.org web: web.facebook.com/IEEEComSocThailand | EP1 - Intro | EP2 -อดีตนักเรียนที่ครูสอนไม่ได้ | EP3 - ปฐมบทวิศวกรหญิงแกร่ง | EP4 - วิศวกรไฟฟ้าค้นป่าหาคำตอบ ๒๕๑๙ | EP5 - คนสองตุลาฯ “อัตตากับวินัย” | EP6 - ไม้บรรทัดแห่งชีวิต | EP7 - หัวใจไม่ยอมแพ้ - “สักตั้ง” (จบบริบูรณ์) |
- (EP4) วิศวกรไฟฟ้าค้นป่าหาคำตอบ - พ.ศ.๒๕๑๙ | Woman in Science & Engineering 2022 | อัศนีย์ ก่อตระกูล
ท้องทุ่งแจ้งวัฒนะอันกว้างใหญ่ ณ พ.ศ.๒๕๑๙ ยังเป็นที่ตั้งของโครงข่ายเสาอากาศวิทยุคลื่นยาวสูงใหญ่หลายต้น อยู่ใกล้กับดอนเมืองแต่ไกลมากจากกลางกรุง ถัดเข้ามาคืออีกหนึ่งทุ่งรอบมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แหล่งบ่มเพาะปัญญาชนพิกัดพระนครด้านทิศเหนือ ท้ายปีนั้นบรรดาวัยรุ่นสมองสดใสของที่นี่จำนวนมากมายกำลังตัดสินใจกับจุดเลี้ยวชีวิตครั้งใหญ่หลังเหตุการณ์วันฆ่าพิราบขาว ๖ ตุลาคม หรือวันที่ห่ากระสุนถูกยิงถล่มเข้าไปยังธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ วันที่หลายชีวิตบริสุทธิ์ต้องสูญสลาย วันที่นิสิตนักศึกษาถูกศาลเตี้ยพิพากษาอย่างมากมาย วันที่กลายเป็นประวัติศาสตร์ “ลืมไม่ได้ จําไม่ลง” ! ... ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่ ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่ เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน (วิสา คัญทัพ) หากมีคำถามว่าตัดสินใจ “เข้าป่ากันไปทำไม ?” คำตอบของ “อาร์ต” ผู้เพิ่งเรียนจบไม่กี่เดือนจากทุ่งบางเขนแห่งนี้ไม่ต่างจากอดีตสหายอื่น ๆ นัก “ทำไม นักศึกษามือเปล่าโดน” “มันรุนแรงเกินไป” “เราไม่ได้ต่อสู้แบบอื่น คิดไม่ออก” “เข้าป่าเพื่อไปสู้ต่อ ตั้งหลัก” “เราก็ไม่รู้ว่าสู้ต่อคืออะไร” “เรียนสายวิทย์มา ต้องเห็นกับตา” “ภาครัฐกับนักศึกษามีกำแพงกั้น” “เราเรียน ฟังอย่างเดียว ทำไม ทำไม ทำไม ?” ทั้ง ๆ ที่คำว่าทำไมแบบนั้นควรเป็นคำถามจากผู้หันหน้าเข้าป่าไปยังท่านผู้ใช้อำนาจรัฐฯทั้งหลายมิใช่หรือ ... จากเสียงระเบิดที่กระแทกมาสามปีก่อนหน้าย่านสยามแสควร์เคยกระตุกหญิงสาวผ้าพับไว้ผืนเรียบนี้มาครั้งใหญ่แล้ว ทั้ง “ความรับผิดชอบ” ทั้ง “ความกล้าหาญที่มากขึ้น” เมื่อวนตุลาฯ มาถึงสามรอบใหม่ครานี้ บัณฑิตหมาด ๆ สตรีรุ่นแรกของคณะวิศวกรรมศาสตร์ถูกกระแทกอีกมากครั้งด้วย “คำถาม ความสงสัย” ที่วิ่งอยู่ในหัวผสมกับข้อมูลด้านเดียวข่าวสารไอโอจากผู้มีอำนาจที่ย้อนแย้ง พลันเพื่อนแจ้งว่าอยู่ในรายชื่อไม่พึงประสงค์มาพร้อมกับความน่าฉงนใหม่ที่ว่า “พรรคคอมมิวนิสต์คือใคร ?” “ในเมืองเป็นแบบนี้ ขณะที่ในป่ามีพรรคคอมฯ” คำตอบชัดเจนก็ไม่เคยมี ไม่เคยพบ ไม่มีใครอธิบายให้เข้าใจได้ เส้นประสาทสมองจึงถูกบีบคั้นเหลือคณา การหาคำตอบโดยวิธีออกจากบ้านป่าเมืองเถื่อนไปสู่ชีวิตป่าจริงจึงเป็นคำตอบสุดท้าย “ทั้งเพื่อนและตัวเราอยากพิสูจน์” “เห็นนักศึกษาโดนทำร้าย” เมื่อสุดทางของความคิด วัยรุ่นอายุเพียง ๒๒ ปีจึงตัดสินใจมุ่งสู่ “สกลนคร” ประตูป่าอีสานที่นั่นได้อ้าแขนสวมกอดร่วมกับผู้บอบช้ำอื่น ๆ อีกมากหลาย พร้อมปิดท้ายด้วยคำว่า ... “ขอสักตั้ง !” ถึงยุคทมิฬมาร จะครองเมืองด้วยควันปืน ขื่อแปจะพังครืน และกลิ่นเลือดจะคลุ้งคาว แต่คนย่อมเป็นคน ในสายธารอันเหยียดยาว คงคู่กับเดือนดาว ผงาดเด่นในดินแดน (จิตร ภูมิศักดิ์) ๐ “ขบถ” ๐ เส้นทางเดินที่เพิ่งเลือกนี้มีเพียงลูกพี่ลูกน้องรับรู้ แม้มีทางเบี่ยงให้ไปเรียนต่อต่างประเทศ ไปอยู่กับญาติผู้ใหญ่ “ไปอเมริกาไหม อาอยู่ที่นั่น” จึงให้คำตอบคืนไปว่า ... “ไปอเมริกาก็ห่างพ่อแม่อยู่ดี เข้าป่าก็ห่าง” หนีความจริงไปเมืองนอกหาใช่หนทางไปสู่ความเข้าใจที่ถ่องแท้ อย่างนั้นเข้าป่าเสียดีกว่า การสนองตอบความรู้สึกบีบคั้นสุด ๆ ของญาติผู้พี่มาหยุดลงที่ “๓,๐๐๐ เงินเดือน ๆ แรกของพี่สาว” “อาร์ต” จงนำติดตัวไปแทนของขลัง พระเครื่อง คาถาแทนคำร่ำลาใด ๆ แม้จะพกเข้าป่าก็ไม่มีร้านค้าหรือตลาดให้จับจ่ายคงไม่เหลือมูลค่า แต่นัยเงินเดือนก้อนแรกของคนจบสายบัญชีที่สูงกว่าสายช่างวิศวกรไฟฟ้ายุคนั้นคือสิ่งมีค่าใกล้ตัวกับเวลาที่เหลือเพียงน้อยนิดโดยไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะได้สนทนากันอีกหรือไม่ จึงบ่งถึงคุณค่าทางใจจดจำได้เป็นอย่างดี คล้าย ๆ กัน “ความกดดัน คับแค้น สงสัยในความยุติธรรม ฯลฯ” เหล่านั้น เกิดขึ้นพร้อมกับอีกหลายบ้านมากตัวอย่าง บางหลังผู้เป็นพ่อเอนตัวนอนตะแคงหันเข้ากำแพงไม่กล้ามองสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ขอเพียงได้ยินเสียงอีกสักครั้งหลังเอ่ยถามลูกชายที่กำลังย่องออกจากบ้าน ทั้งที่ก็รู้อยู่เต็มอกว่าการ “ออกไปซื้อก๋วยเตี๋ยว” หมายความว่าอย่างไร บางครอบครัวแม่ถึงกับขู่ทำร้ายตนเองหากลูกรักจักก้าวข้ามรั้วประตู เจ้าก็จงนำชีวีของแม่นี้ไปด้วย และอีกหลายบ้านสายสัมพันธ์ทางสายเลือดต้องขาดสะบั้นเพราะอุดมการณ์กับความรักคุยแล้วไม่ลงตัว แต่บ้านนี้ ... “หนีไปเลย ไม่บอกเขา” ลูกสาวคนโตครอบครัวก่อตระกูลตัดสินใจแบบนี้ “เขาไม่รู้ว่าเราไป เขาอยู่ได้โดยไม่มีเรา ไม่ได้คิดอะไรเลย สองปีถึงรู้ว่าเรายังมีชีวิตอยู่” อาจารย์อัศนีย์ย้อนความหลังกว่าสี่ทศวรรษกับเรื่องที่ไม่ค่อยได้เล่าให้ใครฟัง เล่าแบบทั้งเข้าเกียร์เดินหน้าสลับกับหยุดนิ่ง เว้นวรรคขาดตอนหลายครั้งโดยขอไปถามเหล่าสหายที่เคยร่วมทับกลับมากก่อน การสนทนาจึงต้องปะติดปะต่อจากหลายยก ทั้งนั่งคุย แชท โทรศัพท์ ฯ จนชักไม่แน่ใจแล้วว่าการพูดเรื่องเก่านี้ไปกระตุกต่อมโศกหรือเส้นประสาทแห่งทุกข์ให้กลับมาหลอกหลอนอยู่หรือเปล่าหนอ หากมีประเด็นเจ็บปวดใดจะได้ละเสีย อีกทั้งเกรงว่าหากสลักอารมณ์ที่ค้างมากว่าสี่สิบปีถูกสะกิดจนระเบิด “ตูม” ครั้งใหม่ ผ้าพับไว้อาจกลายเป็นอัศนีย์สายฟ้าฟาดแทน การสัมภาษณ์คงไหม้เกรียมแน่ ... ดังนั้น คำถามต่อจากนี้จึงควรยกออกมาถามก่อนโดยทั้งซ้อมกระทั่งกลืนทิ้งไปหลายครั้ง เพราะปุจฉาหนัก ๆ นี้มาจากความสงสัยทุนเดิมที่ไม่เข้าใจว่า เหตุใดปัญญาชนนับพันหมื่นทั้งผู้ที่ “ออกไปซื้อก๋วยเตี๋ยว” คนที่ทะเลาะกับครอบครัว หรือแม้จะกลุ่มที่ตัดสินใจ “หนี” เข้าป่าครั้งนั้น เมื่อยังมีลมหายใจกลับออกมาได้ผ่านมาถึงวัยชรายุค 5G ไอโฟน 14 นี้กันแล้ว กลับพบเห็นโดยทั่วไปว่า อุดมการณ์ที่เคยมี “เหมือนกัน” แตกกระจายเป็นหลายกลุ่มที่ “ต่างกัน” ยิ่งนัก (คำถาม) - - ปัจจุบันเห็นว่าคนเดือนตุลาฯ แบ่งเป็นหลายกลุ่มหลายชั้นหลายภาพ ทั้ง ๑) “อุดมการณ์มั่นคง” สู้ต่อเพื่อความเท่าเทียมของสังคม ๒) “แฮงก์” ไม่เอาอีกเลยหลีกลี้หนีโลก ๓) “เจ็บแค้น” แสวงหาโอกาสเอาคืน ๔) “เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา” ยังคงสับสน หรือไม่ก็ ๕) “กลับข้าง” รับใช้เผด็จการด้านที่เคยต่อสู้มาหน้าตาเฉย ! “แล้วอาจารย์อัศนีย์อายุใกล้เลขเจ็ดแล้วเป็นแบบไหน ?” “ไม่เป็นแบบไหนเลย” “ห๊าาาาา อ้าววว !” คิดผิดระแวงไปเองหรือนี่ ยังคงเป็นผ้าที่พับไว้อย่างเรียบสนิทเหมือนเดิมอย่างนั้นหรือ “เราไม่คาดหวัง เราก็ไม่ผิดหวัง” “อืมมม ... (อะไรกันนั่น)” เข้าป่าตั้งห้าปีกลับออกมาไม่เหมือนใครเขาเลย แค่เริ่มเปิดประตูป่าก็น่าค้นหายิ่ง เหตุใดพงพนาถึงทำให้อดีตวิศวกรสาวกลายเป็นอีกคนใหม่และต่างมากมายจากสหายอื่นที่สำรวจมา ๐ โรงเรียนสีเขียว ๐ ภาพคู่ขนานด้านเทคโนโลยีช่วงเวลาเดียวกันกับปรากฏการณ์เข้าป่านั้น ระบบการสื่อสารหลักของผู้คนในสังคมยังอยู่ที่จดหมายและโทรเลข ส่วนโทรศัพท์บ้านกระจุกอยู่ในเขตเมืองใหญ่และมีจำนวนคู่สายน้อยเหลือเกิน การรับรู้ข่าวสารของสังคมมาจากหนังสือพิมพ์ วิทยุ และทีวี ความบันเทิงผ่านสื่อสมัยนั้นเกาะมากับละครพื้นบ้านยังโลดแล่นส่วนใหญ่บนจอขาวดำหนาหนัก รวมทั้งจอเงินหนังกลางแปลง มีทั้ง ‘ขุนแผน’ ‘ปลาบู่ทอง’ ‘ดาวพระศุกร์’ ส่วนความสุขที่ผ่านมากับเสียงวิทยุใช้ถ่านไฟฉายมีทั้งเพลงและละครพูด แต่มักถูกคั่นด้วยการถ่ายทอดข่าว รายการปลุกใจให้รักชาติ ฯลฯ ต้นทางก็คุ้นเคยทั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงศูนย์การทหารปืนใหญ่ สถานีวิทยุยานเกราะออกอากาศคำปราศรัย ฯ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยกับเรื่องการบ้านการเมืองการปกครอง หรืออีกสารพัดรายการและสถานีที่เหล่านิสิตนักศึกษาเปรียบว่าเป็น “เต่าล้านปี” แต่ก็แพร่กระจายเสียงทุกวันตลอดปี พอ ๆ กันกับข่าวจากทีวีสมัยที่หมุนหาคลื่นได้แค่สี่ช่องแต่เป็นของทหารไปซะสองแล้ว และยามใดเกิดการแย่งอำนาจกัน ทุกคลื่นวิทยุและทีวีจะถูกยึดไปออกอากาศตามใจผู้ถืออาวุธเรื่องเดียวกันหมด แถมเวียนซ้ำด้วยคำว่า “โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง” แบบที่ไม่เคยจำกัดจำนวนครั้งเลย กระนั้น ประวัติศาสตร์ของชาติไทยยังเคยโชคดีที่ครั้งหนึ่งผู้ดูแลทีวีช่อง ๙ และวิทยุในเครือข่ายไม่ยอมหยุดการรายงานข่าวฆ่าหมู่ของวันที่ ๖ ตุลาฯ ตัดสินใจเผยความโหดอำมหิตออกไปให้โลกรับรู้แม้เพียงแค่ช่วงหนึ่งสั้น ๆ แต่นั่นได้ทำให้ตนเองถูกปลด รวมทั้งถูกสอบสวนว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ถูกดำเนินคดีและถูกอายัดทรัพย์ทั้งครอบครัว ฯลฯ ยุคทมิฬมารที่การ “คุม ยัน ปิด กั้น และปั่นทุกสื่อ” แบบเต่าโบราณที่กระทำซ้ำ ๆ ซ้ำ ๆ เยี่ยงนั้น ยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟเร่งเร้าให้หนุ่มสาวทั่วประเทศออกค้นหาความจริงด้วยตนเอง ถึงแม้จะต้องแรกมาด้วยชีวิต สลับภาพกลับไปที่ป่าเหนือ ใต้ อีสาน ตะวันออก ฯ หลังเหตุการณ์สังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๖ ตุลาฯ หนุ่มสาวปัญญาชนคนร่วมอุดมการณ์เดียวกันจำนวนมากหันหลังให้กับการต่อสู้ในเมืองทยอยเดินทางสู่การจับอาวุธอยู่ในป่า และ ณ ประตูสู่ภูพาน “อาร์ต” จากสมัยเรียนที่เคยมีชื่อรหัสเรียกขานรุ่นวิศวฯเกษตรฯว่า “E 28” เมื่อย่างก้าวเข้าป่ามามีรหัสเรียกขานเฉพาะตนกันแล้วว่า “สหายตะวัน” บัดนี้ สหายใหม่เริ่มต้นเส้นทางชีวิตใหม่ไปกับทุกสหายอื่นแบบเท่าเทียมไม่มีชนชั้นวรรณะแล้วที่นี่ ต่อจากนี้ตัวตนวิศวกรไฟฟ้ารุ่น E 28 สลายเหลือแต่ผู้ดั้นด้นค้นหาความหมายที่ยังค้างใจ จากวัยรุ่นกับชุดนักเรียนที่ไม่เคยมีชุดเที่ยว ผ่านชุดนักศึกษาพับเพียบเรียบร้อยมาถึงชุดทำงานที่เพิ่งใส่ได้ไม่กี่เดือนของการไฟฟ้าเพื่อชนบท พลันต้องทิ้งหมดเพื่อสวมชุดเขียวสีเดียวกัน และพร้อมด้วยหมวกดาวแดงบนหัว ส่วนที่ลำตัวข้างเอวคาดกระติกน้ำและ “K54” ปืนพกสั้นประสิทธิภาพสูงกำเนิดจากโซเวียตรัสเซียผลิตที่จีนแดง ... พร้อม ! จากผ้าพับเรียบเนียนโรงเรียนสตรี จากติวเตอร์พี่สอนน้องและผองเพื่อน จากกรุงสว่างมืดมิดมาหาดาวเดือน จากบ้านป่าแลเมืองเถื่อนสู่พงไพร ... บ้านหลังนี้ที่เพื่อนมิตรมือเปล่าโดน บ้านที่โยนยุติธรรมให้สูญหาย บ้านนี้ไฉนกระทำกันรุนแรงไป บ้านที่ผู้ใหญ่ใส่ร้ายไม่เคยเรียน มือเคยจับไดนาโมปั่นไฟฟ้า มือที่เคยจับปากการู้ขีดเขียน มือนั้นทิ้งทุกอย่างเคยพากเพียร มืออ่อนเนียนนี่แหละหนา ข้าฯ จับปืน ! เปล่าหนาเปล่ามีใจทำลายล้าง เปล่าหนาเปล่าตั้งตนสวนโลกฝืน เปล่ารุนแรงเปล่าเหนี่ยวไกสวนกลับคืน เพียงรู้ตื่นต้องพร้อมป้องกันตน “จากบ้านมือเปล่า” (ศรีพิม ๒๕๖๕) ทว่า ใครจะหยั่งรู้ว่าปืนประจำตัวกระบอกนี้จะได้ใช้สร้างวีรกรรมจนเป็นที่จดจำกันทั้งป่ากับการมี “เหยื่อ” ถึงสองครั้งสองครา ! ตั้งแต่เหตุการณ์เสียงปืนแตกครั้งแรกที่จังหวัดนครพนมเมื่อ ๗ สิงหาคม ๒๕๐๘ ต่อมาเกือบทศวรรษป่าอีสานมีคนไทยติดอาวุธมากขึ้นอีกขบวนใหญ่แต่กลับข้างหันคมวิถีเข้าหากันเองเพราะอุดมการณ์ที่แตกต่างจากรัฐฯ หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ “สหายตะวัน” ชีวิตกลางป่าเต็มรูปแบบเริ่มต้นกับการอาสาไปอยู่ “ทับหมอ” ดูแลคนป่วยคนไข้และทำหน้าที่สอนภาษาอังกฤษให้ทั้งลูกหลานชาวนา ชาวบ้าน และสหายร่วมอุดมการณ์ เพราะความรู้ด้านไฟฟ้าที่ติดตัวมาไม่สามารถช่วยงานอะไรในป่าได้ยามต้องอยู่กับ “นำ้มันหมู เศษผ้า และตะเกียง” แต่แล้ว ยังไม่ทันได้ใช้อาวุธเพื่อป้องกันตนกลับต้องเฉียดภัยเส้นยาแดงแห่งชีวิตเสียหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่ปีแรกบนผืนป่าแรกกันเลย สหายตะวันสังกัดทับหมอกลายเป็นคนไข้หนักเสียเอง ๐ ผ่าตัดไส้ติ่ง ๐ แม้หนุ่มสาวที่พากันเข้าป่าไปมีทั้งหมอและนักศึกษาแพทย์ทิ้งเสื้อกราวด์ร่วมอยู่ด้วย แต่งานนี้ลงมีดด้วยพี่ใหญ่แพทย์จากจีนแดง แม้ไม่ใช่คนแรกแน่ที่ต้องขึ้นเขียงผ่าตัดบรรยากาศสุดธรรมชาติ แล้วก็ไม่ใช่คนแรกที่ต้องให้หมอตัดไส้ต่ิงทิ้งแบบไม่ใช้ชาสลบ เพราะเป็นอีกหนึ่งคนไข้ที่รู้สึกตัวตลอดการผ่าตัดกับการใช้เพียงแค่ยาชา ! “ห๊าาาา ผ่าตัดลงไปถึงลำไส้แต่ยังรู้สึกตัวอยู่ ... โอวววว !” สหายผู้มาใหม่กลายมาเป็นคนไข้บนเตียงแคร่ไผ่มีเพียงผ้าใบผ้ายางบังตา หมอจีน ยาชาก็มาจากจีน เวชภัณฑ์กลางป่ากับสารพัดข้าวของผ่านฝั่งประเทศลาว ลำเลียงเข้ามาเป็นครั้งคราวจึงขนมาชุดใหญ่สต๊อกใส่ถ้ำเผื่อใช้นาน จึงกลายเป็นสมมติฐานที่ว่า “ยาชาคงเสื่อมสภาพ” “อุ๊ !” ... หลังจากขอให้จินตภาพประกอบการเล่าเรื่องใหม่อีกครั้ง จึงได้เพิ่มว่า “มีอีกสหายนั่งเป็นกำลังใจอยู่ข้าง ๆ แล้วเราก็บีบมือเขา” ราวกับเป็นการถ่ายแรงทางวิศวกรรมความเจ็บปวดทั้งหมดไปยังสหายข้างเตียง บีบสนองกระทำไปตามภาวะแรงเจ็บของวงจรกระแสปวดเริ่มต้น ตั้งแต่หมอเจาะท้องเข้าไปตัดไส้ติ่งแล้วนำออกจนกระทั่งปิดแผล ! “โคร _ เจ็บเลยยยย !” ภาษาพูดแปลกหูที่สุดของสตรีผู้เรียบร้อยตั้งแต่วัยเด็ก บ่งบอกภาวะอาการการเสี่ยงตายครั้งแรกแต่ก็ผ่านไปได้แบบที่นึกภาพตามแล้ว “โค-ตะ-ระ เหลือเชื่อ” อึ้ง ตะลึง งง อยู่นาน จึงลืมถามอาจารย์กลับไปว่า “แล้วหมอป่าต้องผ่าตัดมือและนิ้วให้กับสหายข้างกายผู้นั้นต่อเลยไหม ?” ยังไม่หมดแค่นั้น เส้นทางข้างหน้าทั่วผืนป่าภยันตรายรายล้อมรอยู่ และยังโหดแบบที่ไส้ติ่งกับยา(ไม่)ชานั้นกลายเป็นเรื่องปะติ๋วไปเลย “ป่าทำให้เราแกร่งขึ้น มีวินัย มีความรับผิดชอบกับคนอื่น นอกจากตนเองอย่างเดียว” สหายตะวันทยอยซึมซับความจริงที่ได้สัมผัสเพิ่มมากขึ้น ส่วนการจับปืนอยู่ป่านั้นก็คือสิ่งที่เรียกว่า “เป็นวินัย ที่ต้องช่วยตนเอง มีอาวุธติดตัว” “เป็นทหารของประชาชน เพื่อให้ได้รับความยุติธรรม” แต่กว่าจะไปถึงซึ่งเป้าหมายอุดมการณ์เหล่านั้นยังต้องสู้ภัยอีกสารพัดด่านรวมทั้ง “ต่อสู้กับความคิดของตนเอง ต่อสู้เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง สิ่งที่เราไม่เคยทำก็ต้องทำ คือการเสียสละเพื่อคนอื่นก่อนที่จะคิดถึงตนเอง แล้วต้องสะท้อนออกมาเป็นการกระทำด้วย” วิถีป่าที่ทั้งเสี่ยงกับการสู้รบกับภาครัฐที่มากับอาวุธหนักทางอากาศและภาคพื้นดิน สู้กับความโหดร้ายของไข้ป่า สิงสาราสัตว์และอื่น ๆ แล้ว หลายสหายเคยเล่าทั่วไปว่ายังต้องสู้กับความเหงาที่ทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจตนเองอย่างหนัก ถึงขนาดต้องเยียวยาด้วยการนั่งนับใบไม้ในป่าที่กำลังร่วงหล่น แต่ดูเหมือนเรื่องความเหงาแบบนั้นมิใช่ปัญหาสำหรับสหายตะวันนัก เพราะทุกอย่างข้างหน้ากลายเป็นชั้นเรียนใหม่และใหญ่มากให้สมาธิได้จดจ่อ อดีตหนอนหนังสือจากเมืองหลวงกำลังเติบใหญ่ปรับวิถีเรียนรู้การอยู่ป่าพัฒนาตนจนคล้ายเป็นผีเสื้อขยับปีก แล้วกระพือท่องไปในหอสมุดแห่งธรรมชาติที่มีทั้งลำธาร ป่า ภูเขา ท้องฟ้า รวมถึงดวงดาวเป็นบรรณารักษ์ “เรียน แสดงออกทำเพื่อสังคม หาคำตอบไปเรื่อย ๆ” สัญญาณการปรับตัวได้ทยอยปรากฏขึ้น เหล่าปัญญาชนจำนวนมากผู้ถูกผลักไสจากมหาวิทยาลัยวิชาการวิชาชีพในเมืองหลากหลายสาขา ทั้งสังคม ฯ มนุษย์ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และอีกสารพัดศาสตร์ ฯลฯ เมื่อเข้ามาร่วมทางกันแล้ว ได้รวมสาขาศึกษาศาสตร์แนว “ลัทธิมาร์กซ์” เอย หรือทำความเข้าใจเรื่อง “ประธานเหมา” เอย เหมือน ๆ กันด้วย “แต่เอ๊ะ ...” คิดเล่น ๆ ผ่อนคลายการพูดคุยด้วยคำถามที่ว่า นอกจากในเมืองแล้วอย่างไรในป่าก็คือสังคมที่ผู้ชายเป็นผู้นำ แม้ทุกสหายจะเท่าเทียมแต่หาได้มีตัวอย่างจ้าวลัทธิที่เป็นผู้หญิงให้ศึกษา ที่ไหนอย่างไรผู้ชายก็เป็นใหญ่ วลีนี้จึงตามมา “เราก็เป็นใหญ่ในตัวของเราเอง” นั่น ! และก่อนตามเก็บจดหมายเหตุรวมถึงวีรกรรมเข้มข้นกลางป่าที่กำลังไหลมาเทมา มีคำถามที่รีบแทรกกับสหายตะวันผู้กำลังท่องป่าด้วยความเบิกบานให้หายระแวงอีกเรื่องก่อนว่า วัยรุ่นอุปนิสัยเรียบร้อยมากจนถึงมากที่สุดคนหนึ่งบนปฐพีแล้วหนีครอบครัวที่แสนอบอุ่นไปอยู่ป่าโหด ๆ แบบนั้น “ไม่คิดถึงบ้านคิดถึงพ่อแม่บ้างหรือ ... ?” คำตอบแรกมาพร้อมเปลี่ยนสีหน้าและเสียงเป็นโทนนุ่มเบาว่า “ความรู้สึกถูกละลาย” ความยากลำบากมีอยู่มากมายราวกับว่าเวลาให้คิดถึงจึงมีน้อย แต่ แต่ แต่แล้ว ... “วันไหนคิดถึงพ่อแม่วิ่งขึ้นภูเขา ร้องไห้ ๆ จบ ปิดสวิทต์” “หรือเดินไปหาชาวเขา รักเขาแบบพ่อแม่” นั่นอย่างไรเล่า มาแล้ว ... ช่วงชีวิตวัยรุ่นที่ไม่ได้ใช้ไปกับการถักนิตติ้งหรือเดินช็อปปิงตลาดนัดแต่กลับพาตนเองเข้าป่า ไม่ต้องมีใครมาขู่ก็รู้ได้ว่าเสี่ยงภัยแค่ไหนแล้วอยู่กันได้อย่างไร ? กระนั้น ทุกคำตอบที่ได้มาอุ่นใจเสมอ สหายตะวันปรับตัวได้เป็นอย่างดี อย่างนั้นขอสลับเรียงด้วยเนื้อหาอื่นเผื่อให้คนรุ่นใหม่นำไปปรับใช้สักเรื่องใหญ่ก่อนว่า ... การคุกคามทางเพศละ จะด้วยวาจาหรืออื่น ๆ ตั้งแต่สมัยเรียนจนถึงทำงานและทุกช่วงชีวิต ทั้งเพื่อนสนิทหรือตนเองเคยถูกคุกคามทางเพศหรือไม่ ไม่ว่าจะชายหรือหญิงด้วยกันเอง ? “โชคดี เรียนวิศวะ ไม่มีปัญหานี้นะคะ” “อืมมม ...” แล้วหากสลับกลับไปที่กลางป่าบ้าง สถานที่ที่ดูเหมือนว่าจะเสี่ยงต่อผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้ท่ามกลางเหล่าสหายต่างเพศคละวัยแบบนั้น เป็นอยู่กันอย่างไร ? คำตอบก็ยังคงสบายใจได้อีกเพราะทุกสหายให้เกียรติกัน ไม่มีปรากฏเรื่องเล่าถึงการคุกคามใด แถมเพิ่มประโยคที่น่าจะเป็นมาตรฐานป่ามาให้ด้วยว่า “ใครยังไม่มีแฟนก็อย่าเพิ่งมี ส่วนใครมีแล้วก็อย่าเพิ่งแต่งงานกัน” ในป่าเขามิได้มีข้อห้ามซึ่ง “ความรัก” มิได้ประสบกับเรื่องปัญหาหญิงชาย ความระแวงว่าสภาพแวดล้อมที่น่าจะโหดร้ายหายไปหมดแล้ว ป่ากลายเป็นมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ที่เต็มไปด้วยความรักความผูกพัน ยิ่งประสบกับเหตุการณ์เลวร้ายปานใดภายภาคหน้าก็ยิ่งดูเหมือนว่าความรักในไมตรีจิตของเหล่าสหายยิ่งเพิ่มพูนขึ้นไปอีก ไม่เคยขาดแคลนซึ่งความรักเลย ถึงแม้ว่าความรู้สึกดี ๆ ในครอบครัวก่อตระกูลที่เคยมีและเด่นชัด เช่นความรักที่เกาะผ่านมากับ “รองเท้าที่เงาวับ” และ “ปกหนังสือที่เรียบกริบ” จำต้องขาดช่วงไปแล้ว แต่ก็ได้จากชาวเขาที่รักเหล่านักศึกษาเหมือนลูกเหมือนหลานมาทดแทน และเขาเหล่านั้นด้วยนั่นเองทำให้สหายตะวันได้รู้ซึ้งกับคำว่า “ชนชั้น” ยามที่ไปเยี่ยมพ่อแม่สมมติบนเขาคราวใด “เขาให้สิ่งดีที่สุดของเขา เขาไม่กิน จับปลาได้ก็ให้เราก่อน” หรือหน้าหนาวที่โหดร้ายกองฟืนสุมไฟให้ความอุ่นบนเรือน “เขาก็ให้ที่นอนที่อุ่นที่สุดกับเรา” สรุปความรักแบบนั้นไว้ว่า ... “ไม่มีชนชั้น !” แล้วจึงตามมาด้วยประโยคที่บรรเทาการคิดถึงบ้านในเมืองหลวงไปได้อีกครั้งใหญ่ “ถ้าเรายังไม่สามารถปลดปล่อยชนชั้นได้ เราจะไม่กลับบ้าน” -- (จบภาค ๔) Woman in Science & Engineering - The Series 2022 “เรียนรู้ประวัติศาสตร์ เพื่ออนาคตที่ผิดพลาดน้อยลง” #WomanInScienceEngineering #IDL2022 #IEEEComSocThailand ร่วมสนับสนุนกิจกรรมถ่ายทอดประสบการณ์สาธารณะ รวมทั้งข้อคิดเห็น คำแนะนำ ฯ ได้ที่ Email: thailand_chapter@comsoc.org web: web.facebook.com/IEEEComSocThailand | EP1 - Intro | EP2 -อดีตนักเรียนที่ครูสอนไม่ได้ | EP3 - ปฐมบทวิศวกรหญิงแกร่ง | EP4 - วิศวกรไฟฟ้าค้นป่าหาคำตอบ ๒๕๑๙ | EP5 - คนสองตุลาฯ “อัตตากับวินัย” | EP6 - ไม้บรรทัดแห่งชีวิต | EP7 - หัวใจไม่ยอมแพ้ - “สักตั้ง” (จบบริบูรณ์) |
- (EP5) คนสองตุลาฯ “อัตตากับวินัย” | Woman in Science & Engineering 2022 | อัศนีย์ ก่อตระกูล
“วัยที่สวยที่สุดเราไม่เคยเห็นหน้าตัวเอง กระจกยังไม่มีเลย” เมื่ออดีตวิศวกรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคผู้ผ่าน ๑๔ ตุลาฯ และ ๖ ตุลาฯ มารับซึ่งการ “เลี้ยงดู ปูผ้ายาง กางเปลให้กับลูกหลานแห่งบ้านเมืองพื้น” จากสหายป่ารุ่นก่อนหน้ากลายเป็น "สหายตะวัน" เต็มตัวแล้วนั้น การปรับตัวกับสังคมป่าดูจะไม่ใช่เรื่องใหญ่มากนัก เพราะเคยหลงรักการออกค่ายไปเปิดโลกกับสังคมชนบทมาบ่อยแล้ว เมื่อต้องเข้าโรงเรียนละลายทัศนคติและร่วมทำกิจกรรมป่าสารพัน ใช้เวลาไม่นานเพื่อสลายตนไปกับวิถีชีวิตแนวใหม่นั้นได้ แล้วจึงเริ่มเดินเข้าสู่ความเสี่ยงซึ่งชีวิตบนเส้นแยกทางข้างหน้าที่ยังไม่เคยได้เปิดโลกมาก่อน ... คล้ายดั่งคำกล่าวของเหล่าสหายอื่นที่ปรากฏต่อมาว่า ความคิดช่วงเริ่มต้นของการหนีความโหดร้ายเดินหันหลังให้เมืองมานั้น “มันเป็นจิตใจใสสะอาด ที่อยากเห็นสังคมที่เราปรารถนา อยากเห็นสังคมที่เราอยากได้” ผลจาก ๖ ตุลาฯเคยได้ทำให้สหายทั้งหลายเกิดอาการ “ความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ตาแดง แต่ไม่มีน้ำตาไหลออกมา ทุกอย่างจุกแน่นอยู่ในอก” เพราะ ... “...แค้น พวกมารก่อกรรมทำร้าย มันเหยียบย่ำหัวใจ พรากเราหนีไกลแค้นในฤดี ถ้าแม้นมีปีก หลีกห้องขังตะรางกาลี มาจับปืนวันนี้ ร่วมน้องและพี่ประจัญผองภัย…” (เพลงควนกาหลง) ท้ายปี พ.ศ.๒๕๑๙ สหายตะวันเริ่มปรับวัยที่สวยที่สุดให้กลายเป็นวัยแห่งการเรียนรู้แบบสุด ๆ โดยต้อง “เอาชนะกับความกลัวไปด้วย เพราะไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะมีหรือเปล่า” ร่วมกับอีกมากชีวิตของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ที่เติบใหญ่ มากมายปัญญาชนทยอยมาเข้าร่วม ยิ่งบีบคั้น ยิ่ง “ฆ่าพิราบขาว” ยิ่งทำให้เกิดการเน้นย้ำวลี “ตาย ๑ เกิดล้าน” ๐ รู้เรียนใต้แสงตะวันกับดวงจันทร์ ๐ สหายหญิงสังกัดทับหมอฐานปฏิบัติการดูแลคนป่วยอันเป็นสถานบ่มเพาะความคิดที่สำคัญมากอีกแห่ง จากที่เคยเป็นหนอนหนังสือนั่งยาวในห้องสมุดได้แปลงสภาพมาสู่หมอจำเป็นช่วยดูแลคนไข้ ทั้งไข้ป่า โดนระเบิด ฯลฯ “ได้ทำในสิ่งที่ทำได้เท่านั้น” กับภารกิจต้นแบบสอนงานให้พยาบาลป่าหรือผู้ที่เป็นลูกหลานชาวนา ฝึกให้อ่านฉลากและเดินจ่ายยา สอนภาษา ฯ กระทั่งรู้ตนเองว่า “ความเป็นวิศวกรหดหายไป” หลังจากได้ปล่อยกระแสความรู้สายช่างไฟฟ้าชอร์ตดินทิ้งลงกราวด์ไปหมดแล้ว แม้เรื่องเก่าหายไปแต่เรื่องเรียนรู้ใหม่นี้ก็ “ประทับใจมาก ๆ” การฝึกฝนตนยังมีอีกไม่น้อย ทั้งสารพัดวิชาของพรรคคอมมิวนิสต์รวมทั้งฝึกจิตที่ชอบสั่นหวั่นไหวกับวันใดที่เสียงปืนหรือระเบิดดังกึกก้อง หมอตะวันมักจะตระหนักเองกับคำว่า “ขวัญหนีดีฝ่อ” ถึงกับ “เดินไม่ออก” จะหลบวิถีจากแห่งความตายแต่ขากลับวายไม่ยอมก้าว สหายอื่นยังต้องช่วยกันเยียวยาหิ้วปีก การช่วยเหลือซึ่งกันและกันยามคับขันได้ทยอยประทับเป็นความผูกพันให้หนาแน่นขึ้น “ชีวิตในป่าหล่อหลอมจิตใจ แกร่ง อดทน เรียบง่ายมากขึ้น” ... “ตอนอยู่ภาคอีสาน ความคิดแตกหน่อ” ทัศนคติของสหายหญิงผู้คงแก่เรียนเปลี่ยนไปมากตั้งแต่หลบเมืองหลวงมาพบอิสรภาพแนวใหม่เข้าอย่างจัง จึงบ่มเพาะชีวิตเสรีนั้นต่อไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางขุนเขา ถ้ำ แม่น้ำ ต้นไม้และท้องฟ้า หน่อความคิดของสหายวัยรุ่นกำลังแทงยอดขยายเติบใหญ่กับจิตใจเบิกบาน ... เรื่องจากป่ากับช่วงเวลาที่เหล่าสหายทั้งหลายเหงา เศร้า หรือหดหู่ ความน่าประทับใจก็มีเหมือนกัน มักผ่านมากับสารพันคำกวี ประโยคปลอบโยน หรือกลอนประโลมจิต กระทั่ง ‘เพลงเพื่อชีวิต’ ของสหายคนดังทั้งหลายก็ได้แรงบันดาลใจจากทั้งเหตุการณ์เดือนตุลาฯ และจากช่วงเวลาที่เคยอยู่ป่าแบบนั้น คล้ายกับต้นกำเนิดของดนตรี ‘บลูส์ อาร์แอนด์บี หรือฮิปฮอป’ ของคนแอฟริกัน-อเมริกัน ที่ขับขานระบายความอัดอั้นจากการถูกกดขี่ เป็นเสียงโหยหวนเอกลักษณ์เพื่อทั้งตนเอง มิตรสหาย ผู้ถูกข่มเหง ให้ดิ้นรนเพียรพยายามต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น เพลงเพื่อชีวิตไทยมาจากโรงกลั่นในใจทำนองเดียวกัน ‘เดือนเพ็ญ’ อันโด่งของ 'อัศนี พลจันทร' สหายนายนี้ก็ด้วย เนื้อร้องแปลงความเหงาฝากสะท้อนผ่านดวงจันทร์ให้ช่วยเป็นไรเดอร์ผู้โปรดนำสารแห่งความคิดถึงส่งไปให้ถึงที่บ้าน ยามเพลงนี้ล่องลอยเกาะลมเย็น ๆ พร้อมกับเสียงขลุ่ยแว่วคราวใดความประทับใจจะโพล่งขึ้นทันที หวังกันว่าเพลงนี้จะคงความอมตะเท่าอายุขัยของดวงจันทร์ ! แต่ แต่ ... แต่มีบางบทกวีจากป่าอันโด่งดังอื่นที่ภาพพจน์กลับต้องพังทลายภายหลัง เช่น ‘เพลง (เคย) เพื่อ (ทุก) ชีวิต’ ที่มอบให้ทั้ง ‘คนและควาย’ พลันที่แปลงความหมายไปเป็น ‘เพลงเพื่อตนคนอื่นควาย’ พลีใจกับอำนาจนิยมที่ตนเคยสู้มา ดวงจันทร์ดวงเดียวกันกับที่ 'อัศนี พลจันทร' สื่อความหมายออกมานั้น อดีตสหายตะวันผู้เคยอยู่ร่วมทับได้เคยจ้องมองยามคิดถึงบ้าน แต่ด้วยความเป็น “อาร์ต” อันหมายถึงศิลปะเป็นเพียงชื่อเรียกจากผู้เป็นพ่อเท่านั้น จึงมิได้ถ่ายทอดงานศิลป์ใดออกมากับแสงอันนวลผ่องนั้นเลย ไม่ว่าจะบทกวี กลอนหรือเพลง ยามถามหาว่าชอบฟังเพลงแนวไหน เป็นแฟนคลับติ่งศิลปินคนใด จำต้องตีความเอาเองจากคำตอบ “เพลงชอบฟังนะ แต่จำไม่ได้ว่าใครร้อง” (น่าจะรวมถึงเนื้อเพลงด้วยแน่ ๆ !) อดีตวิศวกรหนอนหนังสือหลงใหลการเรียนรู้รอบด้าน แม้ภายใต้ท้องฟ้าและดวงดาวแห่งเสรีภาพเดียวกันนั้นจะไม่ถนัดมุมศิลปะ บทกวี หรือการร้องรำทำเพลงที่ดูขัดกับการเป็นสาวติวเตอร์วิชาการหนัก ๆ แต่ก็มีความสุขกับการฝึกฝนตนเองยิ่งนักมุมอื่น ๆ แล้วก็ “ประทับใจมาก ๆ” เอาเสียด้วย ถึงในระดับที่ทำให้ผู้รับฟัง “แปลกใจมาก ๆ” ราวกับว่าสหายตะวันสำเร็จการศึกษาวิชาแปลงป่าเป็นห้องสมุดธรรมชาติ จัดเรียงผู้คนและสิ่งมีชีวิตรอบป่าเป็นหนังสือ แล้วสร้างฝ้าผนังห้องเรียนด้วยท้องฟ้า อ่านเขียนเรียนอยู่ใต้โคมไฟดวงอาทิตย์และแสงจันทร์จากดาวบริวารของโลก สุขใจอย่างนั้นเลย ... “หอดูดาวในมอเกษตรฯ (ดร.สุศักดิ์ ทองธรรมชาติ) ก็มีนะ แต่ใช้งานดูดาวน้อยกว่าดูด้วยตาในป่าเสียอีก” รวมทุกอย่างในสายตาคงเห็นว่าที่นี่คือ "มหาวิทยาลัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพร้อมการเกษตร" - วิทยาเขตพื้นที่สีแดง ๐ สะบายดี สปป.ลาว ๐ แนวความคิดที่พยายามไม่ให้เกิดความแตกต่างโดยยกชู “ความเท่าเทียม” อันเป็นอุดมคติของลัทธิคอมมิวนิสต์มักได้รับข้อสังเกตหลากหลายว่าเป็นจริงได้ที่ไหนกัน สังคมมนุษย์แบ่งแยกตนเองในหลายมิติเป็นธรรมชาติฝังลึกไปแล้วมิใช่หรือ ? การจะปรับให้เท่าเทียมทุกมุมดั่งอุดมการณ์ ทำได้อย่างไร ? การขอให้อาจารย์อัศนีย์ช่วยถ่ายทอดประสบการณ์เรื่องความเท่าเทียมหลุดหลงป่ากันไปหลายครั้ง มาจบลงตรงที่เรื่อง “ภาษา” ด้วยคำถามแนวข้อเสียเปรียบของผู้หญิงสังคมไทยประการหนึ่งต่อการลดช่องว่างชนชั้นรวมถึงวัยด้วยนั้น “สรรพนามแทนตนเอง” มีส่วนด้วย ใช่ไหม ? ขณะที่ผู้ชายมีคำแทนตนเองว่า “ผม” ใช้สะดวกไม่ว่าจะวัยใด อาวุโสกว่าหรืออ่อนวัยกว่าสนทนาด้วยคำเรียกตนเองเดียวกันนี้ และสามารถใช้กับผู้หญิงได้ด้วย กลับกันสำหรับผู้หญิงเองมีคำใช้น้อย ส่วน “ดิฉัน” ก็ไม่เป็นที่นิยม ดังนั้น จึงพบการใช้คำว่า “พี่” ทั้งกับผู้หญิงด้วยกันเองหรือในวงสนทนาต่างเพศ การแยกตนเองด้วยความอาวุโสด้วยคำนี้เด่นชัดกว่าสังคมของผู้ชายมาก (ในป่าทุกเพศลดชั้นได้ชั่วคราวด้วยการเรียก “สหาย”) คำถาม: เหตุด้านภาษากับสรรพนามแทนตนของผู้หญิง มีผลต่อการแบ่งแยกตนเองทางชนชั้นหรือไม่ ? “อาจเป็นคนโชคดีเรียนโรงเรียนสตรีวิทย์ โรงเรียนหญิงที่เราภูมิใจในสถาบันอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยรู้สึกเรื่องการไม่เสมอภาค พอมาเรียนมหาวิทยาลัยก็เลือกวิศวะ เพื่อนพี่ก็ดูแลเราอย่างดีก็ไม่รู้สึกอีก จบหมาดๆ ก็เข้าป่า ยิ่งเรียกสหายก็ เลยไม่ค่อยอยู่ในสังคมที่มีชนชั้นเท่าไหร่” รวมความแล้วคือผู้ “โชคดี” ตั้งแต่วัยเด็กจนทะลุป่ามาถึงวัยเกษียณ นอกจากมีครอบครัวดีแล้วยังเลือกโคจรไปอยู่ในสังคมดีมีมิตรสหายเป็นหมู่บัณฑิตมาตลอด ไม่ประสบกับปัญหาใดจากคำถามนั้น “เอิ่มมม ...” ดูเหมือนว่าคำถามนี้จะปลายเปิดหรือกว้างใหญ่ไป อย่างนั้น ฝากเป็นคำถามแด่สาธารณะน่าจะเหมาะกว่า กลับเข้าป่าคุยเรื่องอื่นกันต่อ ... ทางข้างหน้าสหายตะวันผู้ที่ความโชคดียังอยู่กับตัวยังต้องออกเดินทางไกลและเสี่ยงภัยอีกมาก จากป่าอีสานอันเป็นพื้นที่จรยุทธ์หลากรูปแบบการปะทะระหว่างรัฐไทยกับสหายพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย นอกจากภาคพื้นดินแล้วอากาศยานก็แวะมาหย่อนตัวกลางแห่งความเจ็บปวดจนถึงความตายให้เสมอ เมื่อถูกรุกไล่จากทางการกับแนวทางของลัทธิอุดมคติจึงต้องเดินป่าข้ามเส้นแบ่งฝั่งโขงไปยังบ้านพี่เมืองน้องที่แปลงระบอบการปกครองเข้าสู่สังคมนิยมไปแล้ว พลันที่มาพบกับป่าเขาของ สปป. ลาว ... เอาอีกแล้ว อดีตสหายตะวันถึงกับยิ้มยามเล่าถึงธรรมชาติแห่งใหม่ที่ช่าง “เงียบ สงบ” ราวกับพบหอสมุดขนาดใหญ่อันแสนถูกอกถูกใจ ยุคที่โทรเลขยังฟูเฟื่องสามารถส่งผ่านปริมาณข่าวสารด้วยอัตราที่น้อยมากเมื่อเทียบกับอินเทอร์เน็ตสี่ทศวรรษให้หลังนั้น ระบบสื่อสารระหว่างคนในเมืองกับป่ามีเพียงจดหมายและการบอกต่อ ข้อเขียนคำฝากปริมาณน้อยแต่จะเต็มไปด้วยความหมายและต้องรักษาความปลอดภัยข่าวสารกันเองแบบยุค ‘โรมิโอกับจูเลียต’ หากข้อความถึงมือผู้รับปลอดภัยสบายใจได้เป็นยก ๆ แต่หากความลับรั่วไหลอาจวอดวายกลายเป็นโศกนาฏกรรมเอาได้ ในป่าจึงต้องปฏิบัติตามวิถีแห่งความปลอดภัยสารพัดรวมถึงวิธีการสื่อสารที่ไว้ใจได้ไปพร้อมกัน “เขาไม่รู้ว่าเราไป สองปีถึงรู้ว่าเรายังมีชีวิตอยู่” เมื่อช่องทางการสื่อสารกับทางบ้านเกิดขึ้นได้แล้วจึงผ่อนคลายความคิดถึงได้บ้าง นอกเหนือจากการวิ่งขึ้นเขาไปร้องไห้หรือฝากกระต่ายบนดวงจันทร์ไปบอก ข้าวของข่าวสารไปกลับถึงคนห่างไกลทำได้บ้างแล้วโดยมีกติกากำกับ “พ่อแม่ส่งของมาให้ ให้ส่วนกลาง ส่วนรวม หรือส่วนตัว ?” นั่นคือข้อตกลงร่วมกัน นอกจากความปลอดภัยบนช่องทางการสื่อสาร ความมั่นคงทางอาหาร เวชภัณฑ์และของสำคัญอื่นคืออีกหนึ่งระบบการอยู่ร่วมป่าซึ่งจะเก็บรักษาไว้ในถ้ำและขนนำมาใช้เป็นครั้งคราวเมื่อใกล้หมด ดังนั้น การ “ขนข้าว” จึงเป็นกิจกรรมสำคัญอีกงานหนึ่งของฝ่ายสนับสนุน ภารกิจนี้คือการแบกน้ำหนักให้ได้มากที่สุดด้วยก๋วยตระกร้าสานบนหลัง จึงปรากฏภาพที่อดีตวิศวกรสาวน้อยเรียบร้อยมากกลายมาเป็นผู้ใช้แรงงานกลางป่าด้วยความภูมิใจ แล้วก็จะ “ขนให้ได้มากที่สุด (ต่อครั้ง)” อย่างฮึกเหิม ราวกับตนเป็นนักกีฬายกน้ำหนักตัวแทนเขตสิบกรุงเทพมหานคร ร่วมแข่งกีฬาเขตกับสหายจากเขตอื่นทั่วประเทศ นั่นจึงเป็นที่มาของการเข้าผ่าตัดกับโรงพยาบาลสนามครั้งที่สอง ! เหตุสะสมจากการชลอยามลื่นไถลช่วงลงเขาเมื่อต้องแบกหนัก เร็ว มีวินัย เหล่ากองหลังส่งกำลังบำรุงผู้ใช้มือเป็นเบรคอยู่บ่อย ๆ จึงทยอยทำให้เกิดพังผืด แต่ไม่เป็นไรงานนี้เวชภัณฑ์จีนแดงแรงฤทธิ์กว่า อยู่ใกล้ชายแดนลาว-จีน ของยังใหม่ไม่เสื่อมสภาพ ผ่าไส้ติ่งแบบไม่ชาแถมรู้สึกตัวตลอดยังรอดมาได้ พังผืดนี้ผ่านได้สบายมาก เรื่องราวป่าจากเขตพื้นที่ประเทศลาวที่สงบจนสหายตะวันตกหลุมรักเข้าเต็มเหนี่ยวนั้นมีไม่มากนัก แม้ที่นี่โอกาสที่วิถีกระสุนหรือระเบิดจากกองกำลังตามข้ามโขงมาหรือจากทั้งอากาศยานรบนั้นมีน้อยกว่า ทว่า เมื่อแนวความคิดของ พคท. ขัดกับเจ้าของพื้นที่ตามที่เหล่าสหายแจงกันต่อ ๆ มา จึงต้องย้ายฐานข้ามกลับฝั่งไทย หอสมุดขนาดใหญ่ฝั่งขวาแม่น้ำโขงจึงปิดตัวลง ... สะบายดีเมืองลาว ๐ ชีวิตเกือบปลิดทิ้งที่น่าน ๐ เมื่อข้ามโขงกลับเข้าฝั่งไทยแล้วยังคงคล้ายเดิม สหายตะวันทำหน้าที่สอนภาษาอังกฤษให้ลูกหลานชาวบ้าน มีชีวิตร่วมกับชาวเขาเผ่าลัวะ อยู่ทับหมอ ขนเสบียง ฯ ป่าน่านเหนือยังคงเป็นโรงเรียนธรรมชาติเหมือนเดิม เรื่องอาหารการกินนั้นก็ชินแล้ว ขาดแคลนโปรตีนจากเนื้อสัตว์จนชิน เมนูสัตว์ป่าทางเลือกมีแทรกบ้างแต่โอกาสลิ้มรสคงไม่บ่อยนัก ถึงขนาดที่อดีตสหายผู้มีอุปนิสัยนิ่งเรียบคนนี้เอ่ยประโยคแบบที่ใครได้ยินแล้วจะเข้าใจได้เองว่านานแค่ไหน “กระรอก อีเห็น เป็นอาหารอันโอชะ !” ... “ชะ ชะ ชะ ชะ (เสียงก้อง)” “อุ๊ !” แล้วนั่นก็มาถึงเหตุแห่งชีวิตแรกของเช้าวันหนึ่งขณะปฏิบัตภารกิจส่วนตัว สังเกตเห็นพุ่มไม้หน้าผาด้านหน้าไม่ไกลนัก “นั่นคือพวงอะไร ?” พันธุ์ไม้ใดก็มิใช่แล้วไยถึงหย่อนพุ่มหางยาวอยู่เช่นนั้น ใช่แล้ว ! มันคือกระรอกตัวบิ๊กเบิ้ม ความคิดยามเช้าสมองปลอดโปร่งโพล่งเข้าหัวทันที “เอ๊ะนี่” ปืนพกที่ติดเอวมาตั้งสี่ปีทำความสะอาดเก็บรักษาตามที่เรียนรู้มาเป็นอย่างดี “มันยังใช้งานได้ไหมเนี่ย ?” “เป้ง !” เรียบร้อย ... K54 ปืนสั้นจีนแดงแผลงฤทธิ์ กระรอกผู้โชคร้ายกลายเป็นแหล่งโปรตีนขัดตาทัพให้ครัวป่า ‘ตะวันโอชา’ แต่ว่ามื้อนั้นหาใช่สิ่งที่เหล่าสหายอื่นจดจำเท่ากับวีรกรรมเมื่อเช้า เพราะกลายเป็นข่าวใหญ่เหมือนไฟลามป่าไปแล้ว แพร่กระจายไวราวกับฝูงกระรอกบอกต่อ นกหนอนสัตว์เลื้อยคลานปล่อยสัญญาณเป็นทอด ๆ สหายทั้งหลายก็ส่งผ่านข่าวกันอื้ออึงไปทั่วป่าเมืองน่านว่า “นักศึกษาหญิง ยิงปืนแม่น” “นักศึกษาหญิง ยิงปืนแม่น” “นักศึกษาหญิง ยิงปืนแม่น”... “แม่น แม่น แม่น (เสียงก้อง)” สรรเสริญกันราวกับหนังการ์ตูนทาร์ซานที่จ้าวป่าเอ่ยในงานประชุมใหญ่สมาชิก แต่กระนั้น ยามเล่าเรื่องโปรตีนกระรอกสหายตะวันสีหน้าหุบยิ้มลงนิดหน่อย แม้เป็นสิ่งที่เจ้าตัวปลื้มแต่เอ่ยพ่วงด้วยว่าเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เกิด “อัตตา” ตัวตนมากด้วยเช่นกัน เมื่อกองทัพเดินด้วยท้องอาหารจึงเป็นยุทธปัจจัย สหายกองหลังกับหน้าที่ขนข้าวเปลือกจากคลังมาตำหุงจึงมีตารางเดินป่ายามเสบียงใกล้หมด โดยการออกไป “ขนข้าว” นั้นต้องอยู่บนแนวทางที่ฝึกฝนมาก่อนด้วย การเดินแถวออกสู่ที่โล่งหรือท้องนาทหารบ้านถ่ายทอดให้แล้วว่าหากมีเครื่องบินพุ่งผ่านมา ต้องหยุดนิ่งแล้วพรางตนไปกับตอไม้ ซางข้าวไหม้ที่ชาวนาเผาทิ้งไว้ หรืออื่น ๆ เพื่อมิให้นักบินเห็นการเคลื่อนไหวบนพื้นล่าง รวมทั้งระแวดระวังกับระเบิดหรือภัยอื่นก็มีอบรม แต่แล้ว เหตุที่ทำให้สหายตะวันทวนคำนี้บ่อยครั้งมากก็มาถึง “วินัย เป็นเพราะเราไม่มีวินัย” เหตุการณ์เดินแถวเจ็ดสหายเพื่อไปขนข้าวโดยเว้นระยะห่างพรางตนตามยุทธวิธีครั้งหนึ่ง สหายตะวันอยู่ในลำดับที่สามยามนั้นฤกษ์ไม่ดี มีเครื่องบินรบโฉบเข้ามาเสียงโซนิคบูมปัจจุบันทันด่วนดังก้องป่า แล้วเมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริงสิ่งที่เรียนรู้มากับเหตุการณ์เฉพาะหน้าวันนั้นเป็นอย่างไร ? “วิ่งก่อนใครเลยคะ” “อ้าววว !” แม้ช่วงเนินเขาป่าบังจะห่างจากที่โล่งของหมู่เดินแถวนี้ประมาณแค่ร้อยเมตร เมื่อต้องวัดใจกับการตีวงเลี้ยวกลับมาของอากาศยานรบที่พร้อมปักหัวสาดกระสุนความเร็วสูงพุ่งมาถึงก่อน หากเป็น ‘ยูเซน โบลต์’ ลมกรดสถิติโลก หรือ ‘เทพบิว ภูริพล บุญสอน’ เจ้าของสถิติไทยก็คงคิดหนักว่าควรหยุดนิ่งพรางตนตามยุทธวิธีหรือเสี่ยงหนีมัจจุราชวิ่งให้ทัน พลันลำดับแถวที่สามวิ่งออกนำ สหายหนึ่งและสองถูกตะวันแซง สติจึงเตลิดตามพร้อมกับอีกสี่สหายที่เหลือบวกด้วยระยะถอยห่างออกไปตามลำดับ มิใช่เพียงคนสุดท้ายที่เสี่ยงมากสุดแต่ความตายแบบยกหมู่นั้นมารออยู่อย่างเท่าเทียม “เป็นเพราะเราไม่มีวินัย ...” ลองนึกภาพหากมีใครทำกับ ด.ญ.อัศนีย์ แห่งสตรีวิทย์ หรือ น.ส.อัศนีย์ นักศึกษาวิศวฯเกษตรฯรุ่น E 28 แบบนี้ในอดีต บุรุษผู้นั้นคงเหี้ยมโหดอำมหิตไร้ความเป็นชาติอาชาไนยแน่แท้ แต่สหายตะวัน ณ ป่าเมืองน่านสรรเสริญขอบคุณเขาด้วยความนอบน้อม “สองมือกระชากคอเสื้อด้านหลัง เหวี่ยงตัวเราลงไปในหลุม (บังเกอร์ธรรมชาติ)” ... พลั่ก ! ร่างสหายตะวันต้องกลับจากออกป่าไปครบถ้วนพร้อมชีวิตเดิมที่เข้ามาตามอุดมการณ์ ชุดเขียวหมวกดาวแดงนี้ต้องไม่ใช่เพียงห่อร่างไร้วิญญาณส่งกลับบ้าน ความเคี่ยวประสบการณ์ป่าของทหารบ้านผู้ดูแลยังดีอยู่จึงรอดหมด “ช่วยเราก่อนที่จะช่วยตัวเขาเอง” “เป็นเพราะเราไม่มีวินัย เกือบทำให้เพื่อนตายกันหมด” สีหน้าไม่สู้ดีนักเมื่อเล่าถึงเหตุการณ์เฉียดกระสุน แม้รอดเที่ยวบินวงเลี้ยวแรกไปได้แต่นักบินล็อกพิกัดเห็นเป้าแล้ว การสุ่มยิงผ่านไม้ป่าหนาทึบด้วยกระสุนเครื่องบินสงครามยังตามมาอีกระลอกใหญ่ ทำให้ติดค้างบนเขาอีกหลายวัน งานก็ไม่สำเร็จตามเป้า ... และอดข้าว ! “เราไม่มีวินัย” ยามสติสตางค์กลับคืนเกิดความซาบซึ้งต่อผู้ช่วยเหลือและความรู้สึกผิดจึงติดตัว คำว่า “วินัย” ถูกย้ำในความคิดบ่อยครั้งขึ้นการพัฒนาตนเองจึงมีทิศทางดีไปข้างหน้า แต่ ... แต่ แต่ก็ยังพ่าย “อัตตา” เข้าอีกครั้งจนได้ เพราะหลงซึ่ง “คำสรรเสริญ” ที่สะสมไว้จึงนำการเสี่ยงมาถึงอีกครั้ง ขณะที่สหายตะวันทำหน้าที่สอนภาษาอังกฤษตามถนัด เสียงตะโกนถึงการมีผู้บุกรุกอยู่ด้านบนต้นไม้ต้นยางที่สูงใหญ่อำพรางห้องเรียนป่าไว้ด้านล่างดังขึ้น ภาพที่ปรากฏคือสัตว์ป่าที่ชอบแอบมาขโมยกินไก่แหล่งโปรตีนที่เลี้ยงไว้อยู่เนือง ๆ “อีเห็น อีเห็นมา !” หมู่สหายทั้งหลายหันมาหาอดีตนักศึกษาหญิงแม่นปืนคนนี้ เพื่อเป็นผู้กำจัดสัตว์บุกรุกรวมทั้งให้ได้มาซึ่งโปรตีนอันโอชะ (ชะ ชะ ชะ ชะ) ... อีกหน จากแรงเชียร์กับคำสรรเสริญก่อนหน้านั้นทำให้เกิด “อัตตา” อย่างแรงกล้า ในที่สุดภาพสมมติกลางป่าราวกับอยู่ในสนามแข่งขันยิงปืนต้อนรับมหกรรมโอลิมปิกที่สหภาพโซเวียตรัสเซีย ปี ค.ศ. 1980 ประเภทปืนสั้นยิงตามอำเภอใจไร้กติกา พร้อมการถ่ายทอดภาพออกอากาศมีผู้ชมเต็มสนามป่า นักกีฬาสาววัยรุ่นในชุดเขียวหมวกดาวแดงกับท่ายืนพร้อมลั่นไกที่ไม่เหมือนใคร ปืนคู่กายถูกยกชี้ฟ้าเอียงเข้าหา “อีเห็น” ... ราวกับมีผู้ชมนั่งลุ้นบนแสตนด์เชียร์สนามโอลิมปิกป่า มีท้องฟ้าและต้นไม้เป็นกรรมการและสักขีพยาน แสงแดดที่รอดสลับผ่านรูใบไม้ลงมาราวกับแสงแฟลชจากผู้ชมระยิบระยับ ตามด้วยกล้องทีวีจับภาพวนรอบตัวแล้วยกสูงหมุนจากพื้นขึ้นไปโฟกัสกลับลงมาจากเป้าหมายปลายทาง บรรยากาศที่จินตนาการตามได้นั้นออกมาทางเดียวกับการ์ตูนอนิเมะญี่ปุ่นเรื่องดังที่ทุกสายตากองเชียร์จดจ้องไปยังพลแม่นปืนสาวน้อยตัวละครเอก เมื่อความสว่างรอบด้านดับเหลือเพียงดวงไฟใหญ่ฉายลำแสงลงคลุมตัวนักกีฬาผู้กำลังไล่ล่าความสำเร็จอีกครั้ง จึงเป็นเหตุการณ์สำคัญของชีวิตอีกหนที่ ... พลาดไม่ได้ ! “เป้ง !” เมื่อแสงสปอตไลท์ทั้งสนามปิดมืดลงมหกรรมการเชียร์เลิกแล้ว อดีตสหายตะวันในวัยเกษียณถึงกับเอ่ยว่า “ไม่ยิงปืนอีกเลย !” เพราะการพิสูจน์ฝีมือสนามที่สองนั้นแม้ได้ผลราวกับการขึ้นรับเหรียญพร้อมเสียงสรรเสริญจากผู้ชมรอบป่า และไม่พลาดที่ครัว ‘ตะวันโอชา’ ได้มาซึ่งโปรตีนขาจร แต่เกือบต้องแลกไปด้วยสวัสดิภาพของตนเอง “เพราะเรามีอัตตา” สองคำย้ำหนักย้ำหนา “วินัย” กับ “อัตตา” ที่มาขัดลำกล้องกันเองบ่อยครั้งนี้ เป็นเกร็ดชีวิตจากอาจารย์อัศนีย์ถึงคนรุ่นหลังได้ดีทีเดียวเรื่องการสร้างความสมดุลย์ให้ชีวิตที่ไม่ควรยึดติดไปกับ “คำสรรเสริญ” จนปล่อยให้ “อัตตา” เจริญเติบโตเกินกระทั่งทำให้ “วินัย” สำคัญต้องขาดสะบั้น ทำนองนั้น หากได้กรอเทปย้อนฟิล์มภาพเหตุการณ์แห่งชีวิตวันออกอากาศการลั่นไกครั้งสุดท้ายมาเพ่งดูใหม่ จะเห็นภาพของสหายตะวันยืนใต้แสงสปอตไลท์ด้วยความ “หวั่นใจ” เพราะเกรงว่าจะไม่แม่นดั่งคำร่ำลือ แต่เสียงเชียร์บวกแรงสรรเสริญถีบดันอัตตาจนแรงกล้าเกินกว่าจะห้ามใจไหว จึงสำแดงโชว์การยิงที่ทิ้งซึ่ง “วินัย” ตามแบบแผนไป แม้นักกีฬายิงปืนเหรียญทองโอลิมปิกตัวจริงก็คงไม่มีใครกล้าทำเยี่ยงนั้นแน่ “อัตตา” ที่ว่านั้นนำพาซึ่งความคิดแผลง ๆ จากการประทับปืนมาตรฐานสายตามองผ่านไหล่ ไล่ตามแขน สู่สันมือขึ้นศูนย์หลังไปยังศูนย์หน้าแล้วเล็งเข้าหาเป้าหมาย ... มิใช่แบบนี้เลย ! เมื่อวิศวกรผู้เข้าใจเรื่องกฏทางฟิสิกส์มามากแต่เลือกใช้ “อัตตา” ออกนำ ความคิดจากสมองจึงต้องประชิดกับเป้าหมายมากที่สุด จึงลดทอน “วินัย” ตัดส่วนแขนออกแล้วย่อนำศูนย์หลังของ K54 มาจ่อใกล้ ๆ เพื่อส่งผ่านความมั่นใจผ่านตาสู่ปืนในทันที กระทั่งมองข้ามแรงสะท้อนทั้งผลจากความเร็วปากกระบอกกว่าสี่ร้อยเมตรต่อวินาที คูณด้วยตัวแปรแรงโน้มถ่วงมุมเอียงเข้าอีก หากขอให้ปรมาจารย์ ‘ไอแซค นิวตัน’ มาคำนวณผลลัพธ์ปริมาณแรงนั้นก่อนก็คงรีบกลับไปนั่งมองแอปเปิลหล่นจากต้นต่อดีกว่า ดังนั้น แม้จะได้อีเห็นมาเป็นอาหารอันโอชะแต่งานนี้สหายตะวันเกือบสูญเสียการมองเห็นของดวงตาไปหนึ่งข้าง “เขียวปั๊ด” แปลงกายเป็นเหมือนแพนด้าตาเดียวท่องเที่ยวอยู่ในป่าเหนือเมื่อหน้าดอกไม้บ้านนานเหลายเดือน พร้อมตั้งปณิธานว่าจะไม่ลั่นไกอีกเลย ๐ “คำสรรเสริญ - อัตตา - วินัย” ๐ การรำลึกชีวิตป่าคุยไปคุยมาได้แกนหลักมาสามคำบนความหมายกว้างใหญ่ในแนว “หากหลงใหลซึ่งคำสรรเสริญเยินยอ จนอัตตาเติบใหญ่ อาจทำให้วินัยลดระดับลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อนั้น กรณีน่าเสียใจอาจได้ตามมา” ผู้หญิงชื่ออัศนีย์เมื่อครั้งเป็นสหายตะวันผ่านสามคำคัญนั้นมาแล้วจึงนำมาฝากแด่สตรีรุ่นหลัง ... ทำนองนี้ หากสงสัยว่าอ้าวแล้วของฝากสำหรับผู้ชายละ ไม่มีบ้างหรือ ? มีแน่ มีอยู่ก่อนแล้ว ระดับโลกก็เคยเอ่ยไว้แล้ว อยู่ในบทสนทนากับอาจารย์อัศนีย์ท้ายปียุคที่โควิดมาเยือนด้วย กรณีนั้นคือที่อดีตประธานาธิบดีโอบามาขึ้นพูดแนวสังคมมนุษย์บนเวทีที่สิงคโปร์กับข่าว “ผู้หญิง” เป็นผู้นำดีกว่า ชี้ปัญหาเกิดจาก “ชายแก่ที่ยึดติดอำนาจ” (2019) ซึ่งน่าจะเป็นตัวอย่างใกล้เคียงที่สุด ... เกี่ยวกันอย่างไรหรือ ? ด้วยเหตุที่ว่า โลกเคยมีกรณีชายสูงวัยเสพติดอำนาจมามากมายซึ่งได้สร้างหายนะให้กับสังคมมนุษย์ไปทั่ว ยามเมื่อหลงใหลไปกับ “คำสรรเสริญ” จากพวกพ้องและที่ตนเนรมิตขึ้นเอง “อัตตา" ในตัวตนจะเปล่งประกายจนคิดว่าผู้ใต้บังคับบัญชาหรือสังคมที่ดูแลอยู่นั้นขาดตนเสียมิได้ ไม่มีใครดีหรือเก่งเท่า ฯลฯ กระทั่งหาทางผัดผ่อนตัดตอนกฏเกณฑ์หรือ “วินัย” กลายมาเป็นวิกฤติทางสังคมนั่นแล เผด็จการทั่วโลกมีส่วนจากการเสพติดอำนาจแบบนั้นด้วย ดังนั้น สิ่งที่อดีตสหายตะวันถ่ายทอดเรื่องราวตนเองจึงดูจะมีนัยที่คล้ายกันมากกับที่โอบามากล่าวไว้ มองรวม ๆ แล้วประโยคสำคัญของโอบามามิใช่แค่กับเรื่องการบ้านการเมือง วงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทยที่วิศวกรหญิงแกร่งผู้นี้คลุกคลีอยู่ก็มีชายสูงวัยเสพติดอำนาจให้เห็น ต่างกันตรงที่วงการหลังซึ่งก็คือผู้ใช้ทรัพยากรส่วนรวมอยู่เช่นกันแต่ได้ฝังตัวอยู่กับภาพลักษณ์ความขลังของวิทยาการอันน่าทึ่งและตำแหน่งวิชาการอันสูงส่ง ยากที่ชาวบ้านทั่วไปจะเข้าใจจับได้ไล่ทันเช่นดั่งเรื่องการเมืองที่คุ้นเคยกว่า จึงอำพรางซ่อนเร้นอัตตายึดติดกับอำนาจได้เนียน ขณะที่ ‘นักการเมือง’ อยู่ในที่แจ้งหากรับคำสรรเสริญสร้างคะแนนความนิยมหรือประสงค์ถล่มฝ่ายตรงข้ามก็ต้องรับทั้งการวิพากษ์พ่วงคำพาลทั้งหลายมาด้วย หนีไม่พ้นได้ครบทั้งดอกไม้พร้อมก้อนอิฐเป็นปกติ แต่นั่นมิใช่สำหรับ ‘ผู้บริหารหน่วยงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี’ ส่วนหนึ่ง ผู้ปรากฏตัวออกสู่ที่แจ้งเพียงเพื่อแถลงข่าวภาพลักษณ์และรับคำสรรเสริญด้านบวกด้วยความยินดี กลับยากที่สังคมจะพบเห็นหรือมอบประโยชน์สู่สังคมยามประสบปัญหาวิทยาศาสตร์เทียม วิทยาการหลอกลวง หรือภาระการสื่อสารวิทยาศาสตร์ใด ๆ แม้จะเป็นเรื่องสาขาเชี่ยวชาญของตนเองที่เพิ่งสร้างข่าวสรรเสริญไปก่อนหน้า เมื่อมองลึกลงไปกับวงการวิทย์ภาพลักษณ์ที่ปราศจากการรับเสียงสะท้อนด้านตรงข้ามซึ่งสำคัญมากด้วยนั้น ยิ่งทำให้เกิดการหลงเพลิดเพลินคำสรรเสริญอยู่ด้านเดียว หากสะสมนานวันเข้าอัตตาหนาตัวแบบที่ไม่มีใครทัดทานได้ อาจตามมาด้วยการลดทอนซึ่งวินัยอย่างรุนแรง กระทั่งเคยเกิดกรณีศึกษาบันทึกเป็นจดหมายเหตุของวงการวิทย์ไทยกันเลยทีเดียว* แม้วงการการเมืองมีเสียงสะท้อนทั้งสองด้านแต่ก็ยังจะเกิด ‘ชายสูงวัยเสพติดอำนาจ’ ทั่วโลกอยู่เนือง ๆ หากยิ่งไปคลุกคลีอยู่กับการสร้างคำสรรเสริญดั่งตัวอย่างของวงการวิทย์กรณีนั้น ผลของอัตตาขัดขากับวินัยแบบเดียวกับที่อาจารย์อัศนีย์ยกประสบการณ์ตนเองเป็นอุทาหรณ์ จึงเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าเป็นแน่ ... อุเหม่ ! เมื่อมีเฉพาะเรื่องชายสูงวัยหรือที่เสพติดอำนาจทั้งสังคมทั่วไปและสังคมวิทย์เทคโนฯ เหตุใดไม่ใคร่พบผู้หญิงสูงวัยอยากควบอำนาจบ้าง ? ความเห็นจึงตามมาว่าอาจเป็นเพราะผู้หญิงยังไม่ค่อยมีโอกาส ส่วนอีกหลายบทสนทนาอื่นของวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทยมีเพิ่มต่อคือ “ประเทศโชคไม่ดี คนมีความสามารถไม่มีโอกาส” และปิดท้ายเพื่อผู้หญิงคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะกับข้อแนะนำนี้ “อย่าให้คำพูดข้างนอกมาทำให้เราไม่พัฒนาตนเอง แต่กลับไปยอมรับในสิ่งที่เขาคิดเขาพูด” คำพูดที่ว่า “ผู้หญิงสู้ผู้ชายไม่ได้” จึง “ต้องพิสูจน์จากการกระทำของเรา” เกร็ดเหล่านี้ดูไปช่างคล้ายกับที่เหล่าอดีตนักกิจกรรมหญิงระดับประเทศหลายท่านเคยกล่าวว่าในหลายบทสัมภาษณ์ด้วยเหมือนกัน ทั้ง “ผู้หญิงไม่ใช่ช้างเท้าหลัง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นช้างเท้าหน้า” “ผู้หญิงทำทุกอย่างในขบวนการต่อสู้” และ “จะให้ผู้ชายนำก็ได้ แต่พวกเราพร้อมยืนเคียงข้างเสมอ” *(สร้างภาพลักษณ์ด้วยกิจกรรมวิทยาศาสตร์และสรรเสริญตนเองจนเป็นวัฒนธรรมสู่รุ่นหลัง รวมถึงกรณีถกเถียงทางสังคมด้านจริยธรรมและธรรมาภิบาล กับงานรางวัลระดับประเทศที่ปรากฏมีผู้บริหารระดับสูงวงการวิทย์สนับสนุนและขึ้นเวทีเป็นผู้ให้ แต่แล้วกลายมาเป็นผู้รับคำสรรเสริญโดยขึ้นรับรางวัลเดียวกันในอีกทศวรรษถัดมา - “ปัญญาอลวน” ISBN 978-616-593-588-3) ๐ ชีวิต ชีวา เชียงราย ๐ ตามกระบวนการหรือยุทธวิธีการต่อสู้ของเหล่าสหายร่วมอุดมการณ์ป่า ยามต้องโยกย้ายฐานจักต้องรักษาความความลับไว้เป็นอันดี การเคลื่อนย้ายอีกครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายนี้เช่นกันเมื่อเดินทางจากน่านเหนือสู่ทิศตะวันตกเข้าเขตเชียงราย ทั้งสองจังหวัดสมัยนั้นคือพื้นที่สีชมพูจนถึงแดงฉานเพราะเป็นฐานกำลังที่มีคนไทยจับอาวุธต่อกรกับภาครัฐ เมื่อมาถึงเหนือสุดเขตสยามจึงต้องเปลี่ยนการเรียกขานตนเองเพื่อตัดสายการสืบจนอาจทำให้ความลับใดรั่วไหล เรื่องเล่าจากคนเคยอยู่ป่าแนวนี้ไม่แปลกนัก แต่มีที่ประหลาดใจอย่างมากมากับชื่อที่ตั้งใหม่นั้น ... “สหายชีวา” ถามหาที่มาไม่มีคำตอบใช้เวลานึกอยู่นาน กระทั่งตอบด้วยสีหน้าปกติแต่คนฟังกลับสงสัยอย่างผิดปกติ “น่าจะมาจากคำว่า มีชีวิตชีวาคะ” อยู่ป่ามาจะห้าปียังคงดำรงตนได้อย่างมีชีวิตชีวา ขณะที่สหายอื่นมีทั้งทุกข์ระทม บ่มความเหงา เศร้า ผิดหวังอย่างแรง มีที่ยังโกรธแค้นเพราะชีวิตเพื่อนฝูงมิตรสหายต้องมลายไป อีกทั้งยังไม่หมดไฟอุดมการณ์ สู้ต่อหาช่องทางเอาคืน ฯ ท่ามกลางความแตกต่างกลางป่าเหล่านั้น สหายคนนี้กลับเป็นผู้มีชีวิตชีวา ! บนผืนป่าสุดท้ายก่อนย้ายฐานกลับเมืองหลวงสหายชีวายังคงเหมือนเดิม มีชีวิตร่วมกับชาวบ้าน ชาวม้ง อยู่ร่วมกันแบบคนในบ้านช่วยกันทำงาน สร้างทำนบจัดการน้ำ ปลูกข้าว จับปลา หุงหาอาหาร ฯลฯ ตั้งหน้าตั้งตาเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับชีวิตที่เบิกบานมาจะห้าปีแล้ว แถมแนวทางการลด “อัตตา” ยังได้รับการพัฒนาเพิ่มต่ออีก ถึงขนาดที่ปรากฏวิถีปฏิบัติร่วมกับเหล่าสหายอื่น ๆ แบบนี้เลย “แอบไปขโมยเสื้อผ้าสหายที่ป่วยไปช่วยซัก” ... “ทำให้มากกว่าใครอื่น เสียสละให้มากขึ้นไปกว่าอีก !” ส่วน “คำสรรเสริญ” ที่มากเกินไปอันเคยกลายเป็นของแสลงในสนามยิงปืนโอลิมปิกป่าน่านมาก่อน ได้รับเสียงสะท้อนจากที่ปรึกษาอาวุโส 'ขวัญชัย' กูรูแห่งวงการบริหารจัดการหน่วยงานวิทย์ไทยว่า “... เท่าที่ได้ทำงานร่วมกันมา อาจารย์ทุ่มเทกับงานมาก ... มีผลงานมากมาย แต่อาจารย์เป็นคนไม่ค่อยนำเสนอตัวเองมากนัก การช่วยนำเสนอประวัติและผลงานของอาจาย์ ก็น่าจะเป็นแรงบรรดาลใจให้กับผู้คนในวัยต่างๆได้อีกมาก” ลูกศิษย์มิตรสหายเพื่อนพ้องน้องพี่ก็คงเห็นภาพการอยู่ห่าง “คำสรรเสริญ” แนวเดียวกันนี้อย่างแน่นอน ... จากบทเรียนชีวิตของอดีตวิศวกรไฟฟ้า สู่การเป็นสหายป่าห้าปีและกลายเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ นักวิจัยผู้มี “วินัย” ระดับฮาร์ดคอร์ในเวลาต่อมา ทำงานสารพัดตั้งแต่ตะวันยังไม่ขึ้นจนตกดิน สร้างทีมปัญญาประดิษฐ์แบบไม่คิดจะหยุดพักแม้เกษียณอายุแล้วแบบนั้น คงพอเห็นภาพโดยไม่รู้สึกแปลกใจกันได้แล้วว่า การดำรงอยู่อย่างมีชีวิตชีวาช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมามาแบบไม้บรรทัดเถรตรงนั้น “อาร์ต - นางสาวอัศนีย์ - ดร.อัศนีย์” ผ่านการฝึกฝนตนเองมาอย่างไร “ละคำสรรเสริญ ลดอัตตา รักษาวินัย” -- (จบภาค ๕) Woman in Science & Engineering - The Series 2022 “เรียนรู้ประวัติศาสตร์ เพื่ออนาคตที่ผิดพลาดน้อยลง” #WomanInScienceEngineering #IDL2022 #IEEEComSocThailand ร่วมสนับสนุนกิจกรรมถ่ายทอดประสบการณ์สาธารณะ รวมทั้งข้อคิดเห็น คำแนะนำ ฯ ได้ที่ Email: thailand_chapter@comsoc.org web: web.facebook.com/IEEEComSocThailand | EP1 - Intro | EP2 -อดีตนักเรียนที่ครูสอนไม่ได้ | EP3 - ปฐมบทวิศวกรหญิงแกร่ง | EP4 - วิศวกรไฟฟ้าค้นป่าหาคำตอบ ๒๕๑๙ | EP5 - คนสองตุลาฯ “อัตตากับวินัย” | EP6 - ไม้บรรทัดแห่งชีวิต | EP7 - หัวใจไม่ยอมแพ้ - “สักตั้ง” (จบบริบูรณ์) |
- (EP6) ไม้บรรทัดแห่งชีวิต | Woman in Science & Engineering 2022 | อัศนีย์ ก่อตระกูล
“ฮึกเหิมมาก เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นิสิตนักศึกษาเข้าป่า” เพลง “ภูพานปฏิวัติ” ของ “สหายปรีชา” ผู้ที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมาก่อนหน้านานแล้ว ยามถูกขับขานเมื่อใดจะสร้างแรงขับสู่ความฮึกเหิม และมีส่วนทำให้หนุ่มสาวเดือนตุลาฯ จำนวนไม่น้อยตัดสินใจออกแสวงหาความจริงต่อในป่าใหญ่ ... “เสียงปืนก้องคำราม คุกคามทั่วแดนดง ระเบิดทุ่มลง ปานฝน ไม่เคยสะท้าน สงครามประชาชน ทุกคนล้วนอาจหาญ ยืนหยัดตระหง่าน ดั่งภูพานไม่หวั่นผองภัย มวลชนเกรียงไกร ชี้ขาดชัยสงคราม ...” - (จิตร ภูมิศักดิ์) ‘อัศนีย์ ก่อตระกูล’ ในวัยเกษียณย้อนกลับมานั่งฟังเวอร์ชันที่เรียบเรียงขับร้องกึกก้องจากหอประชุมธรรมศาสตร์ บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ อันนำไปสู่การตัดสินใจ “ขอสักตั้ง” เดินออกจากบ้านผ่านเข้าประตูป่าภูพานไป อิทธิพลต่อความคิดส่วนหนึ่งมาจากบทกวีเหล่านี้เช่นกัน ภาษามากมายที่สหายปรีชาพรรณาไว้ช่างงดงามกินใจเหลือเกิน “ความใฝ่ฝันแสนนานแต่ครั้งเคยเนาว์ ชื่นหวานในใจเราอยู่มิเว้นวัน ความหวังยังไม่เคยไหวหวั่น ยึดมั่นว่าจักได้คืนเหมือนศรัทธา” “เสียงเพรียกจากมาตุภูมิ” คืออีกหนึ่งเพลงสะท้อนสังคมร่วมสมัยก่อนการมาถึงของวันมหาวิปโยคทั้งสองเหตุตุลาฯ ขาเข้าป่ามาเพลงเพื่อชีวิตแว่วผ่านมาแนวนี้ แต่ขาออกยามกลับเข้าบ้าน เพลงหวาน ๆ ลอยเต็มเปี่ยมทุกคลื่นเอเอ็มเอฟเอ็ม ทั้ง “รักครั้งแรก ยากยิ่งนัก กลับจากลอนดอน ฯลฯ” ของวงชาตรี “ทาสรัก ลาก่อนความรัก ฯลฯ” ของแกรนด์เอกซ์ ของ ‘สายัณห์ สัญญา’ ก็มี “อกหักซ้ำสอง แด่คนชื่อเจี๊ยบ ฯลฯ” สารพัดเพลงอกหักหรือรักหวานกำลังเบ่งบานอยู่ในเมือง กลิ่นอายเอ่อล้นทุกแผงเทป วงสตริงกับลูกทุ่งสลับเวทีโลกดนตรีดูดความสนใจวัยรุ่นหันเหกันไปจากเรื่องการเมืองได้มาก ความเครียดทางสังคมเบาบางจางลงแล้ว นโยบายสายเหยี่ยวจากภาครัฐฯ ผ่อนคลายและปรับมาสู่สายพิราบมากขึ้น จากการใช้อาวุธห่ำหั่นกันเองของคนไทย หันมาสู่การพูดคุยรอมชอมกัน “66/23 65/25” นโยบายการต่อสู้กับระบอบคอมมิวนิสต์ช่วงปลายสงครามเย็นมากับแผนรุกทางการเมืองผ่านคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี หนังสือสองหมายเลข 66/2523 และ 65/2525 นี้ คือรหัสลำดับเอกสารที่พูดถึงกันจนติดปากทั่วไป “เนื่องจากนักเรียน นักศึกษา เป็นกลุ่มบุคคลที่มีลักษณะพิเศษ และมีความตื่นตัวทางการเมืองสูง มีลักษณะที่ใฝ่หาประชาธิปไตย และความเป็นธรรมในสังคม แต่ยังมีประสบการณ์น้อย เป็นกลุ่มที่มีบทบาททางการเมืองสูงตลอดมา และเป็นเป้าหมายที่กลุ่มคอมมิวนิสต์จะใช้เป็นแนวร่วมพื้นฐานด้วย ดังนั้น เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา เป็นพลังส่งเสริมประชาธิปไตย และป้องกันมิให้ตกเป็นเครื่องมือตามยุทธวิธีประชาธิปไตยของกลุ่มคอมมิวนิสต์ รวมทั้งเผด็จการอื่น ๆ จึงให้มีแนวทางดำเนินการ ...” ส่วนหนึ่งในประกาศเน้น ๆ มาด้วยกับประโยคที่ว่า “การพัฒนาประชาธิปไตย” มีระบุอย่างมากมาย อย่างไรก็ตามตลอดช่วงสี่ทศวรรษต่อมายังคงอ้างย้ำซ้ำ ๆ อยู่กับประโยคนี้ การปฏิบัติจริงยังฝืนแย้งในตัวเองมาตลอด ไปไม่ถึงไหนเลยจริง ๆ “สหายชีวา” รับรู้รหัสแรก 66/23 ช่วงปีท้าย ๆ ของชีวิตป่าที่เชียงรายแล้ว แม้จะยังอินอยู่กับการสถาปนาธรรมชาติให้เป็นห้องสมุดส่วนตัวที่ทำมาตั้งห้าปีแล้ว แต่ด้วยแรงกระตุ้นจากประกาศนี้พร้อมเหตุปัจจัยอื่นหลาย รวมทั้ง ... “ที่พักโดนระเบิดถล่ม” สัญญาณระฆังครบยกจึงดังขึ้นหลังจากการ “ขอสักตั้ง” มานานพอควรแล้ว ตัดสินกลับเข้าเมืองจบการศึกษาหลักสูตรชีวิตจริง รับวุฒิบัตรในรูปประสบการณ์จากป่าสาขา ‘เรียบง่ายวินัยเข้ม’ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๔ ๐ คนกับชนชั้น ๐ ก่อนไปสู่เรื่องราวจากแววตาของครอบครัวที่จากกันมาร่วมห้าปี คำถามที่อ่อนไหวกว่านั้นคืออุดมการณ์เทียบเคียงก่อนและหลังการเข้าป่าพกมารอไว้ถามด้วย แม้ยากที่จะเอ่ยปากแต่ก็ต้องถามให้ได้เพื่อเข้าใจสาวน้อยผู้ที่หันหลังเข้าป่าไปด้วยปณิธานที่ว่า “ถ้าเรายังไม่สามารถปลดปล่อยชนชั้นได้ เราจะไม่กลับบ้าน” แล้วเมื่อถึงวันเดินออกจากป่า สตรีผู้มีอุปนิสัยเรียบร้อยมากในอดีตคนนั้นคิดอะไรอยู่ ? เครียด แค้น เฉย ๆ สบายใจ หรือจะรู้สึกอายใครข้างบ้านไหมที่ตัดสินใจแบบนั้นไป ? รอแทรกถามอย่างละมุนละไมแต่การพูดคุยกันหลายยกกลับตั้งคำถามนี้ไม่ได้สักที ! ความนิ่งเรียบและ "ยิ้ม" ของอาจารย์อัศนีย์ทำให้เกิดความหวั่นไหว เกรงใจ จนต้องเฉไฉไปลงกับคำถามอื่นนานเอาเรื่อง เช่น “ทำอะไรก่อนเลยหลังออกจากป่า ?” ... ราวกับถามศิลปินเคป๊อบพลันลงเครื่องถึงสนามบินเมืองไทย “ทานไอศครีมคะ” ... นั่น ! ได้คำตอบตรงไปตรงมาแบบนี้ ผลการห่างหายจากน้ำแข็งและหวานเย็นไปนานจึงจัด “สิ่งที่แสนวิเศษ” นี้แก้กระหายให้ตนเองก่อนอื่นใด หลังจากนั้นจึงแปลงเป็นความเยือกเย็นหวานชื่นหล่อเลี้ยงชีวิตให้ผู้เป็นพ่อเป็นแม่ต่ออีกทอด “พ่อแม่มารับ กลับมาอยู่บ้านเพื่อน” “ไม่มีทุกข์หรือความสุข แต่ตื่นเต้นที่เรากลับมา” ... คือคำตอบถึงสายตาพลันที่ได้พบกับลูกสาวคนโตอีกครั้ง โอกาสการสื่อสารถึงกันผ่านจดหมายน้อย ๆ ช่วงสามปีหลังรับรู้กันมาก่อนแล้วว่ายังมีชีวิตอยู่ ยังรอด ทั้งมีดหมอผ่าไส้ติ่งสด ๆ แบบ “โคร_เจ็บ” ทั้งเคยท้าพญามัจจุราชคมกระสุนเครื่องบินสงครามและกับระเบิด ฯ ข้าวของก็เคยมีฝากจากบ้านมา พ่อแม่จึงมั่นใจว่าอย่างไร ‘อาร์ต’ จะนำพาร่างพร้อมชีวิตกลับมาได้แน่ แต่สำหรับตนเองถึงกับสะดุดใจยามทได้เห็นหน้าสองบุพพการีที่แก่ตัวลง “พ่อแม่แปลกใจ ชีวิตเรากลายเป็นคนเรียบง่าย กลับไปช่วยคนงานทำงาน” สำหรับเงินสามพันของขลังฝากจากญาติผู้พี่นั้นติดตัวอยู่ถึงห้าปี สุดท้ายมอบแด่สหายอื่นไปใช้สร้างเขื่อนให้ชาวเขาที่เชียงรายก่อนเดินทางกลับ สิ้นสุดกลิ่นอายป่าปลดอาวุธและชุดเขียวหมวกดาวแดงโดยสมบูรณ์ เข้าบ้านด้วยจิตใจเบิกบาน ต้นปี พ.ศ.๒๕๖๕ ระหว่างเดินไปเล่าไป อาจารย์อัศนีย์แห่งภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์พาทัวร์สถานที่รำลึกภาพสมัยเพิ่งมาทำงานใหม่ ๆ สถานที่ ๆ เรียกกันว่า ‘ดงตาล’ ยุคนั้นยังไม่มีอาคารสูง วิทยาเขตบางเขนยังเป็นท้องทุ่งกว้าง มือชี้ไปทิศพื้นที่ ๆ เคยเป็นท้องร่องคลองน้ำไหลในมหาวิทยาลัย แล้วยิ้มใหญ่มากพร้อมเอ่ยว่า “ตรงนั้น” ณ ที่นั่นแล เคยนำความรู้ประสบการณ์ตรงจากป่ามาช่วยลอกคลองกระโดดลงไปช่วยคนงานทำภารกิจชลประทาน “อุ๊ !” ... วิถีชีวิตป่ายังคงติดตัวยังเคยชินกับธรรมชาติที่เพิ่งจากมา เพียงแต่ไม่ได้ใส่ชุดเครื่องแบบติดอาวุธในเมืองให้ทางการต้องหวั่นไหวใด ๆ แล้ว (กระรอกเจ้าถิ่นย่านบางเขนจึงปลอดภัย มั่นใจได้) และทุกมุมที่ชี้ออกไปบัดนี้กลายเป็นป่าคอนกรีตไปหมดแล้ว ภาพซ้อนเวลาพัฒนาการของพื้นที่นี้อดีตสหายชีวาผ่านตามาหมดตลอดช่วงสี่ทศวรรษการทำงานกระทั่งเลยเวลาเกษียณ จะแทรกคำถามอื่นใดกี่ครั้ง เล่าตอบให้ฟังกี่หน ไม่ว่ากับผู้คนสิ่งมีชีวิตหรือธรรมชาติรอบด้าน คำตอบลึก ๆ ที่ได้มักบอกนัยสำคัญชัดเจนเสมอว่า ตัวตนคืออดีตสาวน้อยวัยรุ่นที่เข้าป่าไปแล้วกลับออกมาอย่างผู้มีชีวิตชีวาจริง ๆ ยิ่งใครมีโอกาสได้ทวนภาพเก่า ผลการสัมผัสตรงกับ 'อัศนีย์' ฐานะอาจารย์วิศวกร หรือว่าภารกิจรองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแห่งชาติที่เคยปฏิบัติมา จะพบภาพแบบนั้นแบบเดียวกัน แบบที่เป็น “สหาย” ร่วมงานได้กับทุกวัยไม่ถือตัว ไม่ว่าจะอยู่ในท้องร่องท้องน้ำทำงานลอกคลองหรือจะกระโดดข้ามยุคมายืนในห้องบรรยาย นั่งตรวจงานในห้องแลป สังสรรค์ในห้องอาหารห้องกาแฟ เพ่งงานในห้องประชุม ห้องรับนโยบายจากผู้บริหารผู้หลักผู้ใหญ่ รวมทั้งห้องเชือดจากทีมที่ปรึกษาวิพากษ์ภารกิจใหญ่ระดับชาติว่า “โครงการนี้จะจบ ศพไม่สวย !” หญิงแกร่งผู้นี้ยิ้มรับกับทุกสถานการณ์อย่างเบิกบานใจ ... (อะไรกันนี่ ?) ที่สุดของที่สุด หลังจากเจาะลึกแบบพิเศษโดยพักคำถามสำคัญนั้นมาข้ามปี บัดนี้ ยอมรับโดยดุษฎีไม่ต้องยกกลับมาถามอีกเลย มั่นใจแล้วว่า ... สหายชีวาวัยที่เพิ่งเลยเบญจเพสปีก่อนกลับออกจากป่าเชียงราย ได้ปลดปล่อยชนชั้นไปหมดแล้ว แต่ ... แต่ แต่ไม่ใช่ไปทำกับใครที่ไหน มิใช่ชนชั้นความไม่เท่าเทียมทางสังคมโลกหรืออุดมการณ์แนวใด หากเป็นการปลดปล่อย “ชนชั้นในใจตน” ของเธอผู้นั้นเองต่างหาก ๐ ขอบคุณป่า - ร่ำลาฟ้าดิน ๐ ช่วงชีวิตเดินทางที่เริ่มต้น ณ ภูพานผ่านข้ามฝั่งโขงและป่าน่านป่าเหนือเชียงรายโดยได้เรียนรู้แบบเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงจริงสิ้นสุดลงแล้ว บัดนี้ป่าใหญ่กำลังส่งมอบหนึ่งในบุคคลสัญชาติไทยผู้ที่ได้ขัดเกลาตนเองผู้นี้คืนสู่สังคมในรูปแบบผู้มีประสบการณ์ชีวิตเข้มข้น กับเหตุการณ์ห้าปีสำคัญเหล่านั้นยามถามหาภาพจริงจากฟิล์มใด “ไม่มีโอกาสถ่ายไว้” ไม่มีให้รำลึก จึงต้องจำลองฉากประกอบขึ้นเอง ภาพที่สังเคราะห์ได้นี้น่าจะใกล้เคียงมากกับสหายชีวาวันท้าย ๆ ที่กำลังเดินออกจากป่าเป็นแน่ นั่นคือ การร่ำลาขอบคุณสถานแห่งความรู้และผู้ประสิทธิประสาทวิชาต่าง ๆ ดั่งที่เคยได้ทำมาเมื่อครั้งเป็นหนอนหนังสือจากสตรีวิทยา และเมื่อครั้งจบเป็นบัณฑิตจากคณะวิศวฯ เกษตรศาสตร์ไป ... ข้าพเจ้าขอขอบคุณ … กระต่ายบนดวงจันทร์ที่ช่วยสะท้อนสัญญาณของความคิดถึงให้ที่บ้าน ขอบคุณดวงดาวและท้องฟ้าทุกหน้าฤดูกาลที่ทำให้เข้าถึงการเปลี่ยนแปลง ขอบคุณแม่น้ำโขงที่กว้างใหญ่ที่มอบความสดใส ขอบคุณขุนเขาที่โอบอุ้มและปลอบใจยามร้องไห้ ขอบคุณต้นไม้ใบหญ้าทั้งป่าที่ให้โอกาสมาค้นหาความรู้ ขอบคุณชาวนาผู้ทำให้รู้จักความรักในการให้และความจริงใจต่อเพื่อนมนุษย์ ขอบคุณท้องนาและเมล็ดข้าวที่ทำให้เข้าใจถึงความยากลำบากสู่ความอดทน ขอบคุณเด็ก ๆ ลูกหลานชาวบ้านที่เคยใช้ชีวิตร่วมกันท่ามกลางธรรมชาติ ขอบคุณสหายทุกนางทุกนายที่ช่วยบ่มให้เป็นคนตระหนักในวินัย และที่ขาดเสียมิได้ ขอบคุณ ... ‘กระรอก’ และ ‘อีเห็น’ ที่เคยเป็นแหล่งโปรตีนอันโอชะ (ชะ ชะ ชะ - เสียงก้อง) อีกหนึ่งภาพสำคัญที่จินตนาการขึ้นได้ ... ขอขอบคุณด้วยกับ K54 อาวุธประจำกายที่ทำให้รู้ซึ้งถึงคำว่า “อัตตา” โรคร้ายแรงอันกำเนิดจากการหลงใหลใน “คำสรรเสริญ” ส่วนกรณีล่วงเกินที่เคยเล่นแรงแกล้งให้เป็น ‘แพนดาตาเดียว’ นั้น สหายชีวาให้อภัย ไม่ถือสาต่อกันแล้ว “ลาก่อน" ... ๐ ชีวิตแห่งการเรียนรู้ ๐ เช่นเดียวกันพบเห็นได้ทั่วโลกของผู้ร่วมต่อสู้ค้นหา ผู้ร่วมพัฒนาร่วมปฏิวัติประชาชน ไม่ว่าจะล้มเหลวหรือสำเร็จ ตัวตนที่ทุ่มไปกับภารกิจทางอุดมการณ์นั้นแม้ได้แลกมาด้วยสิ่งที่ต้องเสียไปอย่างมากมายแล้ว หากยังรักษาชีวิตไว้ได้ช่วงหลังภารกิจใหญ่นั้นยังคงต้องจ่ายหนักทางสังคมเพิ่มต่ออีก เพราะ ... “ออกจากป่า บางที่บางสังคมไม่ต้อนรับ” สะท้อนถึงสภาพของอดีตนิสิตนักศึกษาที่กลับออกมา เกิดขึ้นเป็นปกติมากมาย หลายสหายกลับไปเรียนต่อด้วยความยากลำบาก หลายคนเปลี่ยนสาขาไปเลย และไม่น้อยที่สับสนชีวิตจนต้องยุติการศึกษาลงอย่างน่าเสียดาย อีกมากกรณีที่ไปทำงานเข้าสังคมเมืองแบบคนอื่นทั่วไป ก็มักถูกฝากเครื่องหมายไว้บนหน้าผากให้ว่า “หัวแข็ง” หรือไม่ก็ “ชอบความรุนแรง” ฯ โอกาสทางสังคมจึงมีน้อย ชีวิตถูกบีบคั้น ซ้ำเติม ชอกช้ำ ... “มาอยู่เกษตรฯ อาจารย์ต้อนรับ ได้เรียนต่อ” ผู้ใหญ่ให้โอกาสได้ทำงานสอนหนังสือรับทุนเรียนด้วย อดีตสหายชีวาจึงผ่านพ้นภาวะน่าอึดอัดช่วงนั้นไปได้ด้วยดี ออกจากป่ามาเป็นอาจารย์สอนหนังสือคือหนึ่งในทางเลือกที่อ่อนโยนของผู้เคยกล้าท้าทายอำนาจรัฐอันอำมหิต ผลข้างเคียงยังคงมีแต่น้อยกว่าภายนอก “อาจารย์นนทวัฒน์ อาจารย์สอนสมัยเรียนปีสี่ให้ความกรุณา สนับสนุนเวลา ขอเข้ามาเป็นอาจารย์พร้อมกับสอบเข้าเรียนปริญญาโท” สองหลักไมล์ชีวิตใหม่ที่สดใสจึงกำลังเริ่มต้นขึ้นกับวัยใกล้สามสิบ เรียนวิชาจากป่ามาห้าปียังไม่พออยากเรียนต่อเลย แต่ว่าความรู้ด้านวิศวกรรมไฟฟ้าไม่ได้ใช้ตลอดห้าปีที่ผ่านมา “ความรู้คืนอาจารย์ไปหมดแล้ว” อดีตบัณฑิตเกียรตินิยมอันดับสองของที่นี่จึง ... “สอบข้อเขียนตกหมดเลยนะ แต่สัมภาษณ์ผ่าน" (หมายเหตุ: อดีตการเข้าศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษาทั่วไปต้องสอบวัดความสามารถก่อนทุกสาขา และที่แน่ ๆ “เอ็มบีเอ” หรือบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตหลักสูตรยอดฮิตจัด ๆ ของเหล่าสายเทคนิคมาเรียนต่อเพื่อออกไปเป็นเถ้าแก่กัน สมัยนั้นมีเปิดน้อยมากแถมด้วยเกณฑ์ “มีประสบการณ์ทำงานมาก่อนอย่างน้อยสองปี” เป็นแบบนี้ทุกที่ มิใช่ลดแลกแจกแถมทุนและคำโฆษณาบ้าระห่ำของหลายสถาบันเช่นทุกวันนี้ ไม่มีประสบการณ์ไปถกเถียงแบ่งปันมิใช่ปัญหา หากจ่ายก็เข้าได้ และเมื่อจ่ายครบก็จบแน่ !) ภารกิจรื้อฟื้นความรู้วิศวกรรมไฟฟ้าของอาจารย์บรรจุใหม่เริ่มเจาะเฉพาะทางไปกับสาขา “โทรคมนาคม” ยัง ยังไม่พอ หนอนความรู้จากหน้ากระดาษ จากหลายป่าไม้เขาลำเนาไพร และกับสาขาไฟฟ้าสื่อสารระดับปริญญาโทยังไม่หยุดแค่นั้น “จบโทแล้วได้ไปต่อเอก ไม่ต้องสอบ คณบดีวิศวฯ นาโกยารับเลย” เรียนต่อด้วยหนึ่งในโควตาทุนการศึกษารัฐบาลญี่ปุ่น (ทุน Monbukagakusho ที่ช่วงหลังเรียกกันทั่วไปว่า ‘ทุนมง’ หรือ ‘มอนบูฯโช’) ณ มหาวิทยาลัยพี่น้องซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีความร่วมมืออยู่ จึงเข้าสู่โหมดโหดกับชีวิตอีกครั้งอย่างเป็นทางการ ๐ ป่าซากุระ ๐ ปี พ.ศ.๒๕๓๐ ยุคที่ทีวีสี “เนชันแนล” หรือพานาโซนิคในเวลาต่อมาสู้ตลาดอยู่กับ “ซิงเกอร์” เจ้ายุทธจักรเครื่องจักรเย็บผ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วบ้านในเมืองไทยเพิ่งจะจบลง ส่วน “ธานินทร์” สัญชาติไทยหมดเวลาไปตั้งแต่เปลี่ยนยุคขาวดำมาเป็นทีวีสีก่อนหน้าแล้ว สมัยนั้นสังคมไทยคุ้นเคยเรื่องราววัฒนธรรมญี่ปุ่นดั้งเดิมผ่านจอทีวีมากับสารพัดตัวละครซุปเปอร์ฮีโร การ์ตูนโดเรมี โดราเอมอน หรือละครชีวิต ‘โอชิน’ ฯลฯ และซึมซับโดยพื้นฐานทั่วไปเรื่องผู้ชายญี่ปุ่นเป็นใหญ่อย่างยิ่ง ส่วนผู้หญิงคือช้างเท้าหลังโดยสมบูรณ์ และช่วงเวลานั้นเอง หนึ่งในวิศกรหญิงไทยตัดสินใจเดินทางไปเริ่มต้นชีวิตการศึกษาอยู่กับสังคมประเทศจ้าวเทคโนโลยีแห่งเครื่องใช้ไฟฟ้าและการ์ตูนที่ว่านั้น “ผู้หญิงจบป.ตรีก็รีบแต่งงาน ส่วนเรียนต่อโทเอกนั้นเป็นศูนย์” เมื่อ ‘อัศนีย์ซัง’ มาต่อระดับปริญญาเอกที่นี่จึงรู้กันทันทีว่าเป็นสาวต่างชาติ และไม่แปลกอะไรแน่กับการที่ “ไม่มีผู้ชาย (ญี่ปุ่น) มาคุยด้วย นอกจากคนไทย !” “ใครแต่งงานช้าถือเป็นปมด้อย" ... "แม่บ้านซื้อของขนถือกลับเอง” เมื่อเริ่มต้นชีวิตผืนป่าความรู้แห่งใหม่ที่ใหญ่มาก แตกต่างอย่างมาก ยังต้องใช้ความพยายามเพิ่มอีกมาก มาก มาก ๆ เนื่องจาก “ภาษา ‘ซีโร่’ (zero - ศูนย์) วิชาการก็ ‘ซีโร่’” ไม่มีอะไรพร้อมใช้ได้เลย ต้องเริ่มใหม่หมดจด “เรียนสู้เขาไม่ได้” ภาษาญี่ปุ่นก็ไม่ใช่ง่าย ๆ เหมือนกับที่เคยล่าเหยื่อแบบ “กระรอกหรืออีเห็น” แต่ “ความเป็นนักต่อสู้อยู่ในสายเลือดแล้ว” เพราะได้ฝึกความลำบากทางกายภาพมานานหนักหนาจากป่าไทยแล้ว แม้ว่าต้องเปลี่ยนสาขาจากโทรคมนาคมมาจับแขนงใหม่เอี่ยมกับวิศวกรรมสารสนเทศ (Information engineering) ด้วยหัวที่ว่างเปล่า แต่การเป็น “ตัวแทนประเทศไทย” นั้นค้ำคอ ดังนั้น “กลับบ้านมือเปล่าไม่ได้ ต้องกลับไปกับความสำเร็จ” ทุกครั้งที่ชีวิตหนักหนาจักต้องไม่ถอย ท่องนินจาคาถาไว้ “สู้กับตัวเอง ชนะตัวเอง” ... “ศาสตราจารย์ Inagaki Yasuyoshi เป็นอาจารย์ต้นแบบ ที่ทำให้เรายึดเป็นแบบอย่าง” แน่นอนว่าสมัยนั้นยังไม่มีที่ปรึกษาระดับปริญญาเอกเป็นผู้หญิงให้เข้าหาเพราะยังอยู่ในยุค “ผู้หญิงเป็นแค่อาจารย์ไม่ใช่ศาสตราจารย์” และผู้ให้เวลาหารือกับชีวิตการเรียนแนวใหม่คนนี้นั่นเองได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งต้นแบบการขัดเกลาชีวิตที่เข้มและแข็งเต็มเปี่ยมไปด้วยวินัยให้กับ ‘อัศนีย์ซัง’ “เขาให้เวลาโดยไม่รู้สึกเหนื่อย เป็นผู้บริหารด้วยประชุมเลิกทุ่มสองทุ่ม” กลับมาสอนให้คำปรึกษาต่อ และ “เหมือนพ่อคนที่สอง” พ่อแท้แม้มีเวลาให้ไม่มากแต่พยายามฝากความรักมากับกระดาษห่อปกหนังสือที่เรียบกริบ รองเท้านักเรียนที่ขัดจนเงาวับ แอบสร้างงานศิลปะที่อ่อนโยนให้อยู่บ่อยครั้ง พ่อคนที่สองนี้เวลาน้อยมากเช่นกันโดยพยายามจัดหาเพิ่มให้แม้จะเหนื่อย แต่ ... แต่ แต่จะไม่อ่อนข้ออ่อนวินัยให้อย่างเด็ดขาด “การตรงต่อเวลา” “ความรับผิดชอบ” ฯ แม้ชีวิตลูกสาววิชาการจะอยู่ในสถานะการณ์ใด บนหน้าผาหุบเหวที่ไหน ไม่ผ่อนข้อปฏิบัติการฝึกฝนตนเองให้อย่างแน่นอน เข้มมากดั่งวลีดังที่ว่า ‘ไม่มี ไม่ได้ ไม่ต้องมาแก้ตัว !’ หลังผ่านการขัดเกลาอย่างยาวนานของยุคหน่วยประมวลผลคอมพิวเตอร์ 286 บนระบบปฏิบัติการ ‘ดอส (DOS)’ แบบที่คุ้นเคยกับงานพิมพ์งานเวิร์ดราชวิถีเวิร์ดจุฬาฯ กันอยู่ในเมืองไทย ส่วนอินเทอร์เน็ตหลักก็เพิ่งจะต่อกันได้ผ่านโมเด็มโผล่มาทีละประโยคทางสายโทรศัพท์ นักศึกษาปริญญาเอกชาวไทยต่อสู้ชีวิตสะสมไมล์ความอึดจนมาถึงช่วงเวลาใกล้จบการศึกษาจากประเทศพัฒนาแล้วของเอเชียแห่งนี้ แต่กรรมไม่มีบารมีไม่เกิดหรือไม่ก็บุญมีแต่กรรมยังมาบังอะไรก็แล้วแต่ สามวันก่อนการสอบวิทยานิพนธ์ปิดจบการศึกษา ร่างกายเล่นตลกเข้าสู่โหมดทรุดถึงกับขึ้นรถพยาบาลต่อไปห้องไอซียู “ความรู้สึกเหมือน ‘อีที’ (ET) ทะลุออกจากท้อง” อาการหนักหนาที่บ่มเพาะมาจากความเคร่งเครียดลงสู่กระเพาะร่วมปัจจัยผสมที่ต้องหาสาเหตุและรักษากันไป สหายรักชาวญี่ปุ่นจึงทำหน้าที่ไปแจ้งด่วนยังพ่อคนที่สอง “อัศนีย์ซังอยู่ในห้องไอซียู” ... นี่คือเหตุความที่เพื่อนนำส่งให้ “ต่อให้คลานมาก็ต้องมาสอบ ไม่เลื่อนสอบ !” ... ส่วนนี่คือสารที่ได้รับคืนกลับมา “เหม่อมองฟ้าคืนนี้แสงดาวเรียงรายสวยเด่น แต่ใจฉันคืนนี้สุดแสนลำเค็ญหม่นหมาง ค่ำคืนนั้นได้กอดกระซิบแนบชิดเคียงข้าง แต่คืนนี้เปล่าเปลี่ยวอ้างว้างระทมอ่อนใจ ...” - (ดอน สอนระเบียบ) อดีตยามเหงาแล้วต้องเงยหน้าขึ้นฟ้ามอง “เดือนเพ็ญ” ในป่าเหนือเมืองไทย คล้ายกันที่นี่ได้มาพบกับ “ดาวลูกไก่ (ซุบารุ)” หรือ “ดาวประดับใจ” กลางป่าซากุระเข้าให้แล้ว “ในป่าเอาชนะกับความกลัว ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะมีหรือเปล่า” อาจารย์อัศนีย์รำลึกแสงเดือนและดาวที่เรียงรายสวยเด่นของสองผืนป่ามารวมกันต่างกันที่ประโยคนี้ ภายใต้ท้องฟ้าสองแห่งนั้นเปล่งประกายเหมือนกันมากก็ตรงที่ต้อง “๑) อดทนเหมือนกัน ๒) เรียนต่อสู้กับตนเอง และ ๓) ความรับผิดชอบ” และหากแรงฮึกเหิมสมัยอยู่เมืองไทยมาจากเพลง ‘ภูพานปฏิวัติ’ ที่นี่แรงเดียวกันนั้นมาจากเสียงก้องของพ่อคนที่สอง “ยูต้องสู้ให้ได้ !” ประกาศิตของประธานการสอบไล่ดุษฎีนิพนธ์แขนงการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing) ใหม่เอี่ยมที่เมืองไทยยังไม่เคยได้ยิน ประมวลคำพูดให้ลูกศิษย์วัยสามสิบเจ็ดด้วยภาษาอย่างเข้ม เป็นธรรมชาติ ! ในที่สุดผู้เคยถูกเปิดหน้าท้องให้หมอป่าตัดไส้ติ่งออกโดยรู้สึกตัวตลอดแต่ก็รอดมาแล้วที่ภูพาน แค่ ‘อีที’ ในท้องตนนี้นะหรือจึงกลายเป็นเรื่องคิกขุอาโนเนะ “สู้กับตัวเอง ชนะตัวเอง” ไม่ต้องไปบนบานศาลเจ้าใด ‘อัศนีย์ซัง’ จัดการ ‘อีที’ ซะเรียบร้อย โอะเมะเดะโต โกะไซมะซุ … สิบปีหลังออกจากป่าเชียงรายด้วยการเหลาตนเองเรียนรู้ฝึกฝนแบบอึด ถึก ทน มาผ่านการขัดเกลาด้วยสไตล์ญี่ปุ่นอย่างมีวินัยสุด ๆ “กัดไม่ปล่อย” “ต่อสู้ทางความคิด ไม่ถอย” ในที่สุดจึงมาถึงวันนี้ วันที่เป็น ‘ดร.อัศนีย์ ก่อตระกูล’ [D.Eng. (Information Engineering), Nagoya University, พ.ศ.2534] เมื่อการแสดงความยินดีจบลงจึงจากป่านาโกยากลับสู่ป่าบางเขน เพื่อไปเป็นไม้บรรทัดใช้วัดการจัดการสร้างคน สร้างงาน สร้างโอกาส ฯ กับภาระการเป็นอาจารย์สอนหนังสือและทำวิจัย โดยได้รับการฝากฝังจากคุณพ่อชาวซามูไรให้เพิ่มว่า “๑) ต้องกลับประเทศ ๒) ต้องเป็นอาจารย์ (ถ่ายทอดความรู้) และ ๓) ต้องเขียนตำรา” ซาโยนาระ ... ๐ ไม้แข็ง ๐ จากผู้ที่มีวัยเด็กเรียบร้อยยิ่งนักได้เลือกเส้นทางตนเองเดินผ่านหุบเหวอุปสรรค ตั้งแต่ป่าพื้นที่สีแดงแห่งความเป็นความตายโดยกลับออกมาอย่างเบิกบาน ต่อด้วยการฝึกฝนสไตล์ซามูไรสู้งานรักษาวินัยแบบถวายหัวที่ญี่ปุ่นจนจบการศึกษาขั้นสูงสุด ประสบการณ์ชีวิตหลากหลายเหล่านั้นได้เหลาเลี่ยมให้ ‘อาร์ต อัศนีย์ สหายตะวัน สหายชีวา’ จากสาววัยอ่อนต่อโลกกลายมาเป็นผู้ใหญ่สไตล์เข้มและเที่ยงตรงดั่งไม้บรรทัดพร้อมใช้งานแลัว แล้วก็พร้อมนำไปวัดผลการสร้างคนอย่างเข้มข้นที่เมืองไทยต่อด้วย เพราะ ... "ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ เราผ่านมาแล้ว” -- (จบภาค ๖) Woman in Science & Engineering - The Series 2022 “เรียนรู้ประวัติศาสตร์ เพื่ออนาคตที่ผิดพลาดน้อยลง” #WomanInScienceEngineering #IDL2022 #IEEEComSocThailand ร่วมสนับสนุนกิจกรรมถ่ายทอดประสบการณ์สาธารณะ รวมทั้งข้อคิดเห็น คำแนะนำ ฯ ได้ที่ Email: thailand_chapter@comsoc.org web: web.facebook.com/IEEEComSocThailand | EP1 - Intro | EP2 -อดีตนักเรียนที่ครูสอนไม่ได้ | EP3 - ปฐมบทวิศวกรหญิงแกร่ง | EP4 - วิศวกรไฟฟ้าค้นป่าหาคำตอบ ๒๕๑๙ | EP5 - คนสองตุลาฯ “อัตตากับวินัย” | EP6 - ไม้บรรทัดแห่งชีวิต | EP7 - หัวใจไม่ยอมแพ้ - “สักตั้ง” (จบบริบูรณ์) |
- (Final - EP7) หัวใจไม่ยอมแพ้ “อีกสักตั้ง” | Woman in Science & Engineering 2022 | อัศนีย์ ก่อตระกูล
‘อัศนีย์ ก่อตระกูล’ ในวัยเกษียณคือผู้ผ่านชีวิตทรหดมาหลายทศวรรษ เป็นต้นแบบสตรีแกร่งสร้างแรงบันดาลใจให้กับรุ่นหลังผู้ที่กำลังจะเลือกเส้นทางอนาคตสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้เป็นอย่างดี วิถีการดำเนินชีวิตมีมากมายเกร็ดที่น่าสนใจ ลองศึกษาและฝึกทำตามอย่างกันได้ (เว้นไว้หนึ่งกรณีกับการไปอยู่ในป่าห้าปี อาจไม่จำเป็นแล้ว !) ๐ สร้างตัว สร้างงาน สร้างคน ๐ หลังจากกลับจากแดนซามูไรด้วยสมองและหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความพร้อมเพื่อการถ่ายทอดความรู้และเริ่มงานวิจัย ‘ดร.อัศนีย์ ก่อตระกูล’ ถือไม้บรรทัดจัดเสกลแห่งชีวิตกลับมาด้วยเพื่อใช้ทั้งวัดผลการพัฒนาตนเองและเทียบวัดการสร้างคนอย่างเข้มข้นกันต่อราวกับเป็นไม้เรียวไปในตัว สำหรับภาระการเรียนการสอนนั้นว่ากันไปตามประสา ทว่า งานวิจัยสาขาการประมวลผลภาษาธรรมชาติที่ใหม่เอี่ยมไม่เป็นที่รู้จักมักคุ้น จึงกลายเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยานิพนธ์สุดเหงาของภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ สาขาที่กำลังทยอยแยกตัวออกมาจากวิศวกรรมไฟฟ้าของมหาวิทยาลัยทั้งแปดแห่งหลักทั่วประเทศ “ผมจบ senior project (โครงงานวิทยานิพนธ์) การประมวลผลภาษาธรรมชาติ - สัมภาษณ์งานตก !” นั่นคือคำระบายจากบัณฑิตช่วงเริ่มสร้างทีมสมัยที่ยังมีแค่เครื่องคอมพิวเตอร์ประจำโต๊ะ ยังไม่ถึงยุคสื่อสารกันเป็นเครือข่าย ยังไม่มีเครื่องตั้งตักหรือมือถือ นิสิตบอกต่อกันรุ่นต่อรุ่นว่าเสี่ยงจึงเลี่ยงที่จะเลือกห้องทำงานนี้กัน แต่พลันเพิ่มชื่อสุดฮิตพ่วงท้าย “เติมคำ Intelligent Information System (ระบบสารสนเทศอัจฉริยะ)” ทำให้ติดลมบน เคยมีลูกศิษย์มากถึง ๒๕ ถึง ๓๐ คน อยู่ในห้องทำงานที่นำบรรยากาศแบบอย่างมาจากญี่ปุ่น สุมงานร่วมกันทั้งกลางวันกลางคืน จึงทยอยสร้างสรรค์ผลลัพธ์ตามออกมาอย่างมากมาย โครงการขอทุนวิจัยก็ขยับขยาย กิจการวิจัยสาขาใหม่นี้จึงฮิตติดตลาด ยิ้มเอ่ยว่า “เป็นความภูมิใจร่วม” ตามด้วยการยกเพดานสู่ระดับปริญญาโทและเอก ผลงานจึงต่อยอดทบสูงขึ้นไปอีก นักศึกษาที่ผ่านการขัดเกลาด้วยไม้บรรทัดสร้างคนอันเถรตรงจากมืออาจารย์สายป่าและซามูไรญี่ผู้นี้ เข้าร่วมการแข่งขันวิชาการคราใดมักได้รางวัลติดมือกลับมา และมากถึงขนาดที่หัวหน้าห้องปฏิบัติการ (lab) ใช้คำว่า “เยอะแยะ !” “World Imagine Cup (การแข่งขันที่สนับสนุนโดยบริษัทซอฟท์แวร์ดังของโลก) ได้ที่หนึ่ง การประมวลผลภาษาธรรมชาติ” “ภูมิใจยิ้มจนแก้มปริ คือความสำเร็จของลูกศิษย์” แล้วเมื่อชำเรืองไปรอบข้างต่อพบว่า “เพื่อนอาจารย์ยิ้มยามเห็นลูกศิษย์ตนเองขึ้นนำเสนอผลงาน ในการประชุมวิชาการที่ต่างประเทศ” ตู๊ม ! ระเบิดกลางใจที่ตั้งใจให้ดังขึ้นเอง จึงตามมาอีกลูก “ฉันต้องทำให้ได้ หนักขึ้น ทำวิจัย เก็บเล็กผสมน้อย แล้วพาลูกศิษย์ไปเมืองนอกให้ได้” เมื่อครั้งเงินทุนยังไม่พอสนับสนุนให้แต่ละคนแต่แรงขับกลับเหลือล้น “อยากให้เขาไปสัมผัสโลกทัศน์ภายนอก ... มีความทะเยอทะยาน” เรื่องราวด้านความสำเร็จสารพันจึงทยอยมาถึง ทั้งหมดเป็นผลจากการทำงานหนัก แน่น นาน ด้วยจิตใจที่แน่วแน่ “กัดไม่ปล่อย” ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดกับครูช่างคนนี้แล้ว หนอนหนังสือก็ใช่ วินัยก็แน่นหนา หัวใจทะเยอทะยาน พลังงานราวกับไม่เคยหมด ความหรหดก็ไม่ต้องพูดถึง ความสุขจากผลที่ได้จึงปรากฏ แต่ แต่ แต่ ... ความเสียใจอีกด้านนั้นหรือมีด้วยเช่นกัน ! “ความเป็นไม้บรรทัดที่ร้อนเกินไป คนที่เราสัมผัสเขารับได้หรือไม่ได้ ?” น้ำเสียงหม่นหมองเอาเรื่องยามเล่าอดีตแนวนี้ รอยยิ้มไม่มีราศีหดหาย วิถีการสร้างคนที่ผสมผสานจากการฝึกฝนตนเองจากป่าที่เหลาเป็นไม้นำทางชีวิตแล้วนำไปขัดเกลาเหลาเลี่ยมอีกหลายปีที่ต่างประเทศ เมื่อนำกลับมาใช้แม้ “วิธีการนี้จะใช้กับคนอื่นได้” และสำเร็จได้เหมือนกัน แต่ส่วนหนึ่งกลับยังผลให้เกิดทุกข์กัดกินหัวใจ “ทำให้เรากลับมาคิด มีวิธีการที่ดีกว่านี้ไหม” “เรารู้สึกเสียใจที่เขาไม่จบ” ... ประโยคบอกเล่าที่เศร้าจริง ๆ ของคนเป็นครูอาจารย์หากเรือจ้างนำพาผู้โดยสารไปส่งไม่ถึงฝั่งฝัน แต่กระนั้น หากได้สนทนาเรื่องการงานกับวิศวกรสายเข้มแห่งทุ่งบางเขนนี้จะเศร้าก็เพียงสั้น ๆ ไม่นานนัก ไม่กี่อึดใจ หลักการอันทรงพลังจะกลับปรากฏแทนที่ เช่นทุกครั้ง “หงุดหงิดทันทีเมื่อได้ยินคำว่า ‘ไม่’ ก่อนลงมือทำ หรือ ‘อย่าไปทำเลย’ มันยิ่ง challenge (ท้าทาย) ต้องพิสูจน์” เป็นเรื่องปกติไปแล้วหากมีเหตุที่ต้องหาคำตอบอันเที่ยงแท้ไม่ว่ากับชีวิตช่วงใด การลองของ “สักตั้ง” แบบนี้จะตามมา ตั้งแรกกับการตัดสินใจเข้าป่านั่นคือครั้งใหญ่ที่ได้ลองพิสูจน์นานถึงห้าปี และอีกหลายตั้งต่อ ๆ มายิ่งตอกย้ำความแกร่ง โดยเฉพาะยามได้ยินประโยคที่ใคร ๆ ชอบพูดกันนักว่า “ผู้หญิงสู้ผู้ชายไม่ได้” จึ่งนับจำนวน 'ตั้ง' ไม่ถ้วนเสียแล้วที่เคยได้ “พิสูจน์จากการกระทำของเรา” ! สำหรับภารกิจระดับประเทศ อาจารย์อัศนีย์เล่าถึงโครงการขนาดยักษ์ด้านมาตรฐานข้อมูลไอทีที่ทำต่อเนื่องมานานกว่าสิบกว่าปีว่าเพิ่งจะได้การยอมรับ ส่วนข่าวคราวปัญหาบ้านเมืองในแต่ละวันที่เกี่ยวข้องกับปริมาณข้อมูลขนาดมหึมา เช่น มลพิษทางอากาศกับปัญหาสุขภาพที่สัมพันธ์กับการวิเคราะห์ข้อมูลรอบด้านเพื่อนำไปใช้ป้องกันภัยและอื่น ๆ นั้น อดีตหัวหน้าทีมข้อมูลสารพัดอัจฉริยะ (Smart health, smart farm และอีกสารพันสมาร์ท) ของเมืองไทยผู้นี้เปรยว่า “เศร้าใจ ลงทุนบิ๊กดาตา (big data) มากมาย แก้ปัญหาดูแลประชาชนเชิงป้องกันไม่ได้เลย ทุกอย่างมีร่องรอยของปัญหา หาต้นตอได้ไม่ยากถ้าจะทำจริง ๆ” และนั่นคือหนึ่งในเหตุผลที่เกษียณอายุราชการแล้วยังคงทำงานอยู่ “เพราะยังไม่เห็นผลความสำเร็จที่วาดหวังเอาไว้” ... แม้ผลงานปรากฏตลอดช่วงชีวิตรับราชการมามาก แต่ใจยังไปไม่ถึงเส้นชัย คงต้องใช้งานสังขารที่บ่มเพาะความรู้และประสบการณ์มายาวนานนี้กันต่อ จึงยังนั่งทำงาน เรียนรู้ สอบ ประชุม ฯ เช่นเดิมต่อไปแม้จะเข้าสู่วัยหกสิบท้าย ๆ แล้ว (อนึ่ง ผลงานความสำเร็จต่าง ๆ อาจเว้นไว้มิต้องสาธยาย เพราะกูเกิลบอกเรื่องราวเหล่านั้นไว้มากแล้วนั่นเอง ค้นเมื่อใดสารพันกิจกรรมงานจะโผล่ขึ้นมาเต็มจอ) ๐ เรื่องของหัวใจ ๐ ก่อนปิดจบการสนทนากับเดินทางย้อนเวลา มีของฝากให้กับนักเรียนหญิงที่จะเลือกเส้นทางการเรียนสายช่าง นักศึกษาหญิงที่กำลังจะจบไปทำงาน หรือผู้ที่กำลังหาต้นแบบชีวิต ... รศ.ดร.อัศนีย์ ก่อตระกูล แนะเบา ๆ แต่เข้มเหลือเกินมาให้ว่า “อย่าพูดคำว่าไม่” “เวลารับผิดชอบ ต้องทำให้ดีที่สุด และอย่าเพิ่งคิดถึงประโยชน์เป็นที่ตั้งหรือสิ่งที่เราจะได้รับ” และ “ความเก่งจากการทำงานหนักไม่ได้อยู่ที่ใครอื่นเลย อยู่ที่ตัวเรา” อืมมม ... สารพันข้อแนะนำเหล่านี้ดูเหมือนว่าได้ขีดเขียนไว้บนไม้บรรทัดแห่งชีวิตตนเองที่เคยร่ายเรื่องยาวออกมาหลายตอนก่อนหน้าแล้ว แบบเดียวกันเป๊ะ ! ดังนั้น วัยรุ่นหญิงใดกำลังมองหาไอดอลสู่เส้นทางอนาคต จึงควรทดลองหยิบไม้บรรทัดเล่มเดียวกันนั้น (หกตอนก่อนหน้า EP1 - EP6 ลิงก์ด้านท้าย) มาปรับใช้กันดู กระนั้น ความอยากรู้ของเด็กหญิง นักศึกษาหญิง หรือบัณฑิตหญิงจบใหม่ คงอยากได้ข้อแนะนำลึก ๆ กับ 'เรื่องส่วนตั๊วส่วนตัว' ด้วยเป็นแน่ การสนทนาแนวนั้นกับสุภาพสตรีผู้เรียบร้อยมากคนนี้เป็นเรื่องต้องหายใจเข้าลึก ๆ เช่นคำถามต่อจากนี้หากใครมีโอกาสได้เอ่ยคงต้องรวบรวมความกล้าอย่างมากเช่นกัน “มีประโยคมาตรฐาน (จากคนอื่น ๆ) ที่ชอบพูดกันว่า ผู้หญิงเก่งมักจะไม่แต่งงาน ! เอิ่ม ... อือ ... อ่าาา” คำตอบที่ได้จึงเป็นแบบมาตรฐานเช่นกัน มาเป็นข้อประการย่อยราวกับเตรียมไว้ให้ล่วงหน้าแล้ว ทั้ง "๑) ผู้หญิงเก่ง คนอื่นอาจไม่ชอบเข้าใกล้ เพราะ ๒) ผู้หญิงเลือกได้มากขึ้น เมื่อตนเองเก่งก็เป็นสิทธิ์เพราะแข็งแกร่งที่จะเลือกอยู่กับตนเองได้ (ไม่ต้องพึ่งพาผู้ชาย)" แล้วก็ “หากใช่ก็คือใช่ ถึงเวลาก็มีเอง !” “เอิ่ม ... อือ ... อ่าาาา” ๐ คุณหญิงอ่อนปฏิเสธ ๐ การเข้าใจเรื่องหลังบ้านของผู้ประสบความสำเร็จมักเป็นที่สนใจไม่แพ้เรื่องราวด้านหน้าเช่นกัน เรื่องเล่าชีวิตส่วนตัวของการเป็นสตรีแกร่งแจงหลายมุมแบบสบาย ๆ มีด้วยเหมือนกัน “เมื่อไหร่ได้ทำงาน ความทุกข์จะถูกแทรก ไม่มีเวลาที่จะหมกหมุ่นกับตนเอง” ทำให้มีสมาธิขั้นสูงอยู่กับงานอยู่กับวิชาการและภารกิจสารพัดของสังคม แต่ว่า การอยู่กับงานนานมากจนหยุดเองไม่ได้ เก็บของหลังเกษียณแปดปียังคงไม่แล้วเสร็จแบบนั้น จะกลายเป็นผู้สูงวัยที่แฮงก์ปรับตัวยากไหม ? คำตอบที่ได้คือ “ยังไม่ถึงตรงนั้นเลย” “เตรียมตัวอย่างไร” “ใช้ชีวิตให้ช้าลง” “... (นั่นไงล่ะ) ...” ดังนั้น ดูเหมือนว่าพรรคพวกหมู่สหายจำต้องเรียกฉายาเพื่อนคนนี้ว่า “คุณหญิงอ่อนปฏิเสธ” ต่อไปอีกนาน แต่ที่แน่ ๆ คงไม่เหมือนฝั่งตัวอย่าง “ชายสูงวัย” ที่เคยสนทนาก่อนหน้าแล้วกับกรณี ติดอำนาจ ไม่ยอมเลิกจากตำแหน่งหรือปล่อยการตัดสินใจสู่คนรุ่นหลัง กลายเป็นทั้งอุปสรรคและความทุกข์ของตนเอง ไม่อาจทำใจหลุดจากสิ่งที่ยึดติดมานานลงได้ กระทั่ง ได้สร้างจดหมายเหตุสีเทาให้กับสังคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย (เช่น บทบาทการสรรเสริญตนเอง การมอบรับรางวัลกันเองหรือผู้ให้กลายมาเป็นผู้รับรางวัลเดียวกันในภายหลัง เป็นต้น) เพราะอาจารย์อัศนีย์ไม่ติดกับตำแหน่งบริหารหรือมีอำนาจให้คุณให้โทษกับใคร และโดยอุปนิสัยผ้าพับไว้ที่ผ่านมาถึงวัยเกษียณปรากฏชัดในตนเอง ถึงพร้อมด้วยคติพจน์ที่ว่า “ละคำสรรเสริญ ลดอัตตา รักษาวินัย” จึงผ่านกรณี ติดอำนาจ แบบที่เกิดกับชายสูงวัยตัวอย่างจำนวนมากนั้นไปโดยปริยาย และจากการเป็น “คุณหญิงอ่อนปฏิเสธ” มาโดยตลอดนั้น ทศวรรษก่อนหน้าวัยเกษียณเคยได้รับการจีบงานครั้งใหญ่โดยวิศวกรหนุ่มใหญ่ผู้เป็นรุ่นน้อง เมื่อครั้งเข้ารับหน้าที่อำนวยการศูนย์วิจัยแห่งชาติจึงมาเชิญให้ 'พี่อาร์ต' ไปช่วยงานฐานะรองผู้อำนวยการเพื่อสานความสัมพันธ์หน่วยงานวิทย์กับภาคการศึกษา แน่นอน ! ยิ่งมีใครร้องขอให้ช่วยแบบนี้ยิ่งได้คำตอบเน้นย้ำฉายาการเป็นคุณหญิงพยักหน้าเสมอ โดยประโยคแนะนำตัวทีมงานใหม่ของผู้อำนวยการบริหารศูนย์วิจัยฯ บอกครบทุกเรื่องในตัวเองแล้ว “อาจารย์อัศนีย์เป็นรุ่นพี่ผมที่เกษตรฯ ชอบช่วยเหลือคนอื่น จะมาช่วยงานพวกเรา” ‘คุณหญิง’ ตำแหน่งจำแลงที่เหล่าเพื่อนสนิทตั้งให้ท่านนี้จึงปฏิเสธได้แค่เพียงการพักผ่อนเท่านั้น เพราะต้อง “นอนน้อยมาก” ไปถึงแปดปี วิ่งรอกสองหน่วยงานแบ่งเวลาด้วยรอยยิ้มตลอดช่วงการประสานภาคส่วนใหญ่ของวงการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีกับมหาวิทยาลัยและภาคผู้ใช้ผลงานอื่น ๆ เช่น หน่วยงานด้านสาธารณสุข การเกษตร สถิติ มาตรฐานข้อมูล ฯลฯ ก่อนจะกลับมาเกษียณที่ห้องทำงานเดิม ๐ พลังใจ ๐ ขยับการสนทนาเรื่องส่วนตัวมาถึงคำถามท้ายเรื่องสุขภาพ โรคภัย และการจากไปของคนรู้จักที่ปรากฏบ่อยขึ้น ผลจากการทำงานหนักมาตลอดมีบ้างเหมือนกันกับ “โรคเครียด บางทีก็ไม่รู้ตนเอง” แต่สุขภาพทั่วไปที่ปรากฏนั้นยังเยี่ยมกว่าผู้มาเยี่ยมเยือนใด ๆ ทั้งอาหารการกินที่ไม่มีข้อจำกัด ผลการตรวจร่างกายก่อนหน้าและสภาพร่างกายภายนอกชัดเจนว่า ยังคงเป็นไม้บรรทัดที่ตรงแน่วและแข็งแรงยิ่ง การถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของอาจารย์อัศนีย์เริ่มตั้งแต่ต้นมาถึงกลางปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ปีโควิด ๑๙ จางลงมากแล้ว เรื่องราวของอดีตสาวน้อยวัยยี่สิบสองช่วงเข้าไปใช้ชีวิตในป่านั้นยังคงได้รับการรื้อฟื้นโดยเหล่าสหาย “สาววิศวะ” วัยเกษียณอย่างออกรสออกชาติ ทยอยรำลึกออกมาจากวงสนทนาที่มีนัดกันเป็นประจำทุกเดือน ภาพจากป่าจึงชัดเจนมากขึ้น หลายข้อมูลเก่าที่ยังเบลอ ๆ หรือลืมเลือนกันไป เช่น เดือนปีของเหตุการณ์ เครื่องบินรบทิ้งระเบิด หรือสภาพความเป็นอยู่ในป่า ฯ มีโอกาสปรับจูนได้บ่อยครั้ง แต่ระยะหลังขาดช่วงหายไป กระทั่งทราบเหตุว่ากลายเป็นผู้ติดเชื้อไวรัสช่วงสั้น ๆ กระนั้น ประโยคบอกเล่าคงความเป็นไม้บรรทัดที่แข็งแกร่งเช่นเดิมยามหายขาดจากโควิดนั้นแล้ว “กลับมายังไม่เหมือนเดิมค่ะ ทำงานแล้วขาดพลังไปเยอะค่ะ” “นั่น !” ... อย่างไรก็อยู่กับว่า “งาน” เป็นหลัก แม้เจ้าไวรัสได้พรากพลังงานไปมาก แต่ยังมุ่งมั่นอยู่กับคำนี้ไม่ขาดหายทุกการสนทนาเลยจริง ๆ ทว่า อีกหลายครั้งกับการตรวจสอบข้อมูลเหตการณ์ ๖ ตุลาฯ บางช่วง การถามไถ่รอบท้ายมีสัญญาณสั่นไหวจนหวั่นใจว่าสุขภาพที่แข็งแกร่งแต่จางหายซึ่งพลังงานไปนานนั้นอยู่ในสถานะใดกันแน่ ? คำตอบที่ได้หากสหายผู้ใดมีโอกาสรับฟังคงอึ้งไปครึ่งวันเหมือน ๆ กัน ... ยอมเอื้อนเอ่ยเหตุที่เงียบไปว่า “ช่วงนี้โรครุมเร้าเหมือนกัน เพิ่งไปตรวจมา” พ่วงด้วยคำ “ลิ้นหัวใจ” “กล้ามเนื้อหัวใจ ... บางส่วน” หญิงแกร่งก็คือหญิงแกร่ง ตั้งแต่วัยเด็กจนเลยวัยเกษียณยังคงแผ่รัศมีความแกร่งและทำให้คนรอบข้างยิ้มตามได้เสมอ ปิดท้ายการสนทนากิจกรรมถ่ายทอดประสบการณ์ประจำปีนี้กันแล้ว 'คุณหญิงแกร่ง' ตอบคำถามเรื่องสุขภาพเพิ่มเติมโดยบอกเป็นแบบแผนชีวิตแนวเดียวเป๊ะ ๆ กับที่เคยผ่านมาอย่างทรหดให้ยิ้มได้อีกว่า “ตั้งใจจะสู้กับโรค แบบมีวินัย อีกสักตั้ง !” -- ‘อาร์ต’ ‘สหายตะวัน’ ‘สหายชีวา’ ‘อัศนีย์ ก่อตระกูล’ (ธันวาคม ๒๕๖๕) Woman in Science & Engineering - The Series 2022 “เรียนรู้ประวัติศาสตร์ เพื่ออนาคตที่ผิดพลาดน้อยลง” #WomanInScienceEngineering #IDL2022 #IEEEComSocThailand ร่วมสนับสนุนกิจกรรมถ่ายทอดประสบการณ์สาธารณะ รวมทั้งข้อคิดเห็น คำแนะนำ ฯ ได้ที่ Email: thailand_chapter@comsoc.org web: web.facebook.com/IEEEComSocThailand | EP1 - Intro | EP2 -อดีตนักเรียนที่ครูสอนไม่ได้ | EP3 - ปฐมบทวิศวกรหญิงแกร่ง | EP4 - วิศวกรไฟฟ้าค้นป่าหาคำตอบ ๒๕๑๙ | EP5 - คนสองตุลาฯ “อัตตากับวินัย” | EP6 - ไม้บรรทัดแห่งชีวิต | EP7 - หัวใจไม่ยอมแพ้ - “สักตั้ง” | (จบบริบูรณ์)
- POLL 2022 - "ที่สุดควอนตัมตัวตึงประเทศไทย ๒๕๖๕"
[POLL ขอเชิญร่วมโหวต] - “ที่สุดควอนตัมตัวตึงประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๕” ที่นี่ Facebook: QuantumCryptoThailand) เลือกกด emoji จากหนึ่งในสามข่าวควอนตัมตัวตึงยอดนิยมตลอดช่วงปี พ.ศ. ๒๕๖๕ 1) “ขำ” 😆 📢 ควอนตัมอยู่ในแคมเปญหาเสียงของหนึ่งในผู้สมัครผู้ว่ากทม.๖๕ เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐาน และจัดเส้นทางรถขนขยะ ! 2) “ตกใจ” 😯 📺 สำนักข่าวทีวีและดิจิทัลตบแต่งข่าวดาวเทียมควอนตัมจีน (ม่อจื้อ - เพื่อการพัฒนาคนและวิทยาการ) แถมตั้งชื่อวิทยาการให้ใหม่แบบไม่เขินอายว่า “ดาวเทียมไมโครนาโนควอนตัม” หรือ 3) “รัก” 💟 ♠️ หน่วยงานนโยบายวิทย์ภาครัฐ กับประกาศเด่นชัด “ใช้ควอนตัมดูแลสุขภาพสัตว์ อัลกอลิธึมจัดอันดับผู้กู้และหนี้เสีย ฯลฯ” ……………………….. ขอขอบคุณทุกความเห็น เพื่อร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสังคมไทย Thai Quantum Information Forum Web: www.Q-Thai.Org
- Quote (December 2022) - "Theranos !"
The judge referred to Holmes as a "brilliant" entrepreneur, and told her: "Failure is normal. But failure by fraud is not OK." [Previous QUOTES]
- (Q-Thai SEM #5) - Director's Talk 2022 by Mikio Fujiwara (NICT)
(Director’s TALK) - Updated quantum cryptography project from quantum ICT laboratory, the National Institute of Information and Communications Technology (NICT*) - Japan by Dr.Mikio Fujiwara. Title: "Proof of concept of QKD (quantum key distribution) use cases in Tokyo QKD Network" Where: online at YouTube Premiere link Facebook www.facebook.com/QuantumCryptoThailand When: November 30, 2022 (9:00 - 9:40 pm GMT+7) Q-Thai SEM#5*pre-Talk: Q&A session and Video Trailer *Thai Quantum Information SEMINAR #5 organized by IEEE Communications society - Thailand chapter incorporated with the IEEE Thailand section's annual meeting 2022 ไอทีควอนตัมด้านการสื่อสารของประเทศญี่ปุ่นยุคที่สามกับผู้อำนวยการ Dr.Mikio Fujiwara จาก Quantum ICT Laboratory, NICT หน่วยงานที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่แถวหน้าของโลกกับผลสำเร็จยิ่งยวด ทั้งเริ่มต้นโครงการดาวเทียมควอนตัมก่อนชาติใด (สำเร็จภายหลังประเทศจีน) หรือผลงานโครงข่ายสาธิตควอนตัมโตเกียวและอื่น ๆ อีกมาก หน่วยงานวิชาการและวิจัยมากมายทั้งเล็ก กลาง ใหญ่เข้าร่วมกับศูนย์วิจัยไอทีควอนตัมหลักของรัฐบาลญี่ปุ่นแห่งนี้ รวมทั้งมีความร่วมมือกับบุคลากรจากเมืองไทยด้วย อีกทั้งเป็นต้นแบบทั้งการรวมกลุ่มที่บรรลุมรรคผลดีเยี่ยมระดับโลกและแบบอย่างการบริหารจัดการเพื่อพึ่งพาตนเอง ... สาขาไอทีควอนตัมของประเทศญี่ปุ่นนี้กำลังจะกลับมาอีกครั้งกับความก้าวหน้าและแผนที่นำทางอนาคตล่าสุด ความรู้และประสบการณ์ที่ล้ำค่าเหล่านั้นจะได้ถ่ายทอดสู่เมืองไทยโดยผู้บริหารรุ่นที่สามเนื่องในโอกาสการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสมาคม IEEE Thailand section วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ นี้ ผู้ดูแลนโยบายภาครัฐรวมถึงภาคการศึกษา และผู้สนใจการบริหารจัดการไอทีควอนตัมแท้เพื่อไปสู่ยุค 4.0 ไม่ควรพลาด “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพึ่งพาตนเองได้ทำอย่างไรสไตล์ญี่ปุ่น” ... แล้วพบกัน REMARK - หมายเหตุ 1) บรรยายภาษาอังกฤษ (English subtitled) 2) NICT* - The National Institute of Information and Communications Technology - Japan's primary national research institute for information and communications. (trailer) (Questions & Answers session: Pre-Q-Thai SEM2021 #5 - November 30, 2022) [More info.] NICT: Quantum ICT Laboratory Q-Thai SEM#5: Q-Thai Annual SEMINAR Quantum Cryptography: Background & Community (Updated: Nov 18, 2022)
- Quantum Funny and Immunity Project 2022 - 2023
กลับมาอีกครั้ง ส่งเสียงดัง ๆ กับ โครงการ “เครือข่ายจัดทำสื่อสนุกสนานและสร้างภูมิคุ้มกันควอนตัมปลอม” ๒๕๖๕ - ๒๕๖๖ (Quantum Funny and Immunity: Media Co-Creation Network) อะไรนะ ... ควอนตัมอะไรน่ะ? ขอเชิญร่วมสร้างสรรค์สื่อเพื่อปลูกภูมิคุ้มกันสาธารณะต่อควอนตัมเทียมในรูปแบบต่าง ๆ ร่วมกับสาขาไฟฟ้าสื่อสาร (IEEE ComSoc Thailand) สมาคมสถาบันวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์แห่งประเทศไทย (IEEE Thailand section) ในรูปแบบหลากหลายทั้งบทความ อินโฟกราฟิก ภาพยนตร์สั้น TikTok และหรืออื่น ๆ ทุกแพลตฟอร์ม ซึ่งสมาคมจะร่วมสนับสนุนด้านต่าง ๆ เช่น ๐ ร่วมสนับสนุนข้อมูล เรียบเรียง และตรวจสอบ ๐ ร่วมสนับสนุนการพัฒนาข้อเสนอโครงการ ๐ ร่วมหาแหล่งทุนสนับสนุนเพื่อจัดทำหนังสือ ภาพยนตร์สั้น และสื่ออื่น ๆ ๐ ร่วมสร้างสรรค์สื่อที่มีเอกลักษณ์ ๐ ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ทรัพยากร และอื่น ๆ โดยสาธารณะจากสมาคมฯ เป็นเจ้าของลองสร้าง Blog ฝึกวิพากษ์ควอนตัมจากหนังสือนิยายและหนังไซไฟ หรือตั้งใจจะพิมพ์หนังสือสักเล่มเข้ม ๆ แนวสืบสวนสอบสวนและไซไฟควอนตัม อยากเป็นพิธีกรตะล่อมข่าว คุยเล่นให้เป็นเรื่อง สัมภาษณ์นักวิทยาศาสตร์สุดเฟื่อง รีวิวสินค้าควอนตัมเฮฮา พาทัวร์ท่องเที่ยวห้องปฏิบัติการวิจัย อะไรที่คิดว่าใช่และ เป็น อยู่ คือ ... ถือข้อมูลมาคุยกัน ณ บัดนี้ (ตัวอย่างหัวข้อย่อย) แนวทางหัวข้อรู้เท่าทันควอนตัมเทียม - การอ้างชื่อควอนตัมสร้างภาพลักษณ์ความขลัง ๐ หฤหรรษ์สารพันสินค้าควอนตัม ๐ ควอนตัมกับความขลังพลังวิเศษ ๐ ควอนตัมจากหนังและหนังสือนิยาย ๐ ความใฝ่ฝันบริหารงานควอนตัม ๐ ภาพลักษณ์มงคลควอนตัม แนวทางหัวข้อควอนตัมจริงแต่อิงโอกาสน้อยนิด - ความน่าจะเป็นน้อยมากยากที่จะเกิด แต่โฆษณาเลยเถิดเกินจริง (Hype) ๐ ควอนตัมกับการเล่นไพ่ (แล้วไม่แพ้ แต่อาจติดคุก !) ๐ ควอนตัมเศรษฐศาสตร์และตลาดหุ้น (เล่นแล้วรวยตลอดยอดขุนพล !) ๐ ระบบสื่อสารควอนตัมเรือดำน้ำ (ดำมาโผล่เมืองไทยไหม !) ๐ เรดาห์ควอนตัม (ตรวจจับได้ ถามได้ตอบได้ ยังเว้นเรื่องตนเอง !) ๐ หมากรุกควอนตัมนำโลก (รุกไล่ทุกตานำพาทุกแชมป์ ป้าดดด !) ฯลฯ แนวทางหัวข้อควอนตัมจริงแต่สร้างข่าวปลอม - เลือกโฆษณาเฉพาะบางด้านเพื่อประโยชน์จากความคลุมเครือ ๐ กุญแจรหัสลับควอนตัมดูแลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และเรือรบ (จับแพะชนแกะ) ๐ อินเทอร์เน็ตควอนตัมเร็วจัดและปลอดภัยสูงสุด (เพราะไม่เกี่ยวกับใครใด ๆ !) ๐ จำนวนสุ่มควอนตัมกับโทรศัพท์ 5G (ปลอดภัยเพราะผู้ใช้ก็ไม่รู้ว่าคืออะไร !) ๐ “ควอนตัมแฮก” อ้าว ! ไหนว่าแฮกไม่ได้ (ย้อนแย้ง หิวแสง ตะแบงตามงบวิจัย !) ๐ โครงข่ายควอนตัมสมมติว่า “ไว้ใจได้” (โลกที่ไว้ใจได้ก็ไม่จำเป็นต้องมีรหัส !) ฯลฯ แนวทางหัวข้อควอนตัมนั่งเทียน - ผิดไปแล้วต้องแก้ไข ทบทวนอดีตและปัจจุบันงานวิจัยทั่วประเทศ ๐ วิจัยนั่งเทียนที่มา สาเหตุและแนวทางป้องกัน (สถิติดัชนีมันฟ้อง !) ๐ “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” (คำแก้ต่างมาตรฐานไทย !) ๐ “รู้แล้วยังทำ” (สวรรค์ให้พรมาดริฟท์ !) ๐ “ปั่นงานปลอม” (อสูรกายในโลกความจริง !) ๐ “หลุดโลก” (เราอยู่กันคนละโลก !) ทุกหัวข้อควอนตัมหรรษายกเว้นศาสนาและการเมือง เริ่มแล้ววันนี้ ... ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ทั้งวิทย์จริงแต่เพียงอิงความขลังควอนตัม หรือวิทย์ปลอมย้อมแมว ทุกแนวทางทุกสื่อคือวัคซีนคุ้มภัยให้กับสังคมไทยได้ทั้งนั้น ขอเชิญมาร่วมกันแบ่งปันทั้งเนื้อหา เทคนิค มุก มุมชิก ๆ ฟรีสไตล์ ทุกระดับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ นักวิจัย หรือผู้สนใจทั่วไป ... ได้ทั้งนั้น สื่ออย่างไรให้สนุก สื่ออย่างไรให้สร้างสรรค์ สื่อสารเพื่อร่วมกันสร้างภูมิให้สังคมไทยป้องภัยระบาดของควอนตัมปลอมหรือการโฆษณาเกินจริง ขอเชิญร่วมกันสร้างสรรค์เพื่อก่อภูมคุ้มกันควอนตัมปลอมให้สังคมไทย ... ประสานงาน: thailand_chapter@comsoc.org K Sripimanwat IEEE ComSoc Thailand - chapter chair
- Quote (October 2022) - Emma McKay
"To me, protein and materials simulation is the most compelling application of quantum computing. It could lead to advances in medicine, and I’m reluctant to criticize technology that can do that. But in terms of the number of people affected, the major problems with medicine are not drugs. It’s more that people don’t have enough access to medical care. The COVID vaccine isn’t even available worldwide" "I recognize to some degree that I’m comparing apples to oranges. But I don't think that we should fool ourselves that we will make some incredibly dramatic impact on global health through quantum computing. What we really need is a political global order that is able to share medical resources" APS news - September 2022 (Volume 31, Number 8) Should We Build Quantum Computers at All? A Q&A with Emma McKay, quantum physicist turned quantum skeptic. [Previous QUOTES]
- [สร้างชุดความพัวพันควอนตัมให้เด็กเล่น] - Quantum Entanglement KIT 2022 - call for a team
ต้อนรับโนเบลฟิสิกส์ 2022 ด้านการทดลองความพัวพันเชิงควอนตัมอันเป็นกำเนิดของวิทยาการสารสนเทศเชิงควอนตัม “for experiments with entangled photons, establishing the violation of Bell inequalities and pioneering quantum information science” กลับมาอีกครั้งกับสร้างชุดความพัวพันควอนตัมให้เล่น ด้วยชุดทดลอง (quantum entanglement) เพื่อ "เล่น" เข้าถึง คุ้นเคย ปรากฏการณ์ที่น่าทึ่งนั้นด้วยตนเอง โครงการสาธารณะที่พับไปหลายปีย้อนกลับมาพร้อมการตระหนักวิทยาการสาขาใหม่นี้จากการประกาศรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี ค.ศ.2022 หากคิดว่าใช่ สนใจ อยากร่วมลุยกัน ขอเชิญส่งสัญญาณความอยาก "พัวพัน" เพื่อสังคมการศึกษาไทยได้ที่นี่ เมื่อรวบรวมแรงขับดัน มันสมอง และการสนับสนุนจากทุกฝ่ายได้พอเพียง จะได้ช่วยกันจัดเรียงความพัวพันนั้นสู่เด็กไทย ให้เป็นจริง ! [เข้าใจควอนตัมกันอย่างไร ?] อนึ่ง ปรากฏการณ์เชิงควอนตัมมนุษย์ไม่สามารถใช้ประสาทสัมผัสพื้นฐานทั้งห้า (ตา หู จมูก ลิ้น ผิวสัมผัส) เข้าถึงทางตรงได้ การรับรู้ทางอ้อมผ่าน "ความคุ้นเคย" จากการเล่นคลุกคลีอยู่กับการสังเกตผล จะทำให้เกิดความเข้าใจ "ควอนตัม" ทางอ้อมได้สะดวกขึ้น หนังสือ “เข้าใจ”ควอนตัมกันอย่างไร ? ภาค ๑ - ความคุ้นเคย - ISBN : 978-616-572-644-3 บทความ (EP1-9) | EP1/9 | EP2/9 | EP3/9 | EP4/9 | EP5/9 | EP6/9 | EP7/9 | EP8/9 | EP9/9 | Quantum KITs : กิจกรรมสร้างชุดเรียนรู้ เล่น สัมผัส ปรากฏการณ์เชิงควอนตัมด้วยตนเอง [www.Q-Thai.Org เมนู Q-KITS]
- 2023 Breakthrough ($3 M) Prize in Fundamental Physics - Quantum Information
The Breakthrough Prizes ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อค.ศ. 2012 โดย Sergey Brin (ผู้ร่วมก่อตั้ง Google) Priscilla Chan และ Mark Zuckerberg (คู่ภรรยาสามีเจ้าของ Facebook) และคนดังอีกหลายกลุ่ม ขณะที่เงินรางวัลมีชื่อมหาเศรษฐีไอทีโลกทั้ง Jack Ma ผู้ก่อตั้งอะลีบาบา และ Ma Huateng เจ้าของ Tencent มาร่วมลงขันเพิ่มอีกด้วย โดยมีสามสาขาหลักด้านที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ทั้ง Breakthrough Prize in Mathematics Breakthrough Prize in Fundamental Physics และ Breakthrough Prize in Life Sciences ตามด้วยอีกสองแขนงที่แตกต่างคือด้านภาพยนตร์ Breakthrough Filmmakers Challenge และความสำคัญเกี่ยวกับเยาวชน Breakthrough Junior Challenge โดยเริ่มมอบรางวัลในปีถัดมา (2013) (เกริ่นประวัติ) - รางวัลนี้ถูกกล่าวขวัญถึงอย่างแตกต่าง มีทั้ง รางวัลจากเจ้าพ่อเฟสบุ๊คจ่ายทุกปี รางวัลมูลค่าสูงสุด $3 ล้านเหรียญ รางวัลไฮโซ รางวัลที่จัดงานเหมือนประกาศรางวัลเพลงหรือภาพยนตร์ ฯลฯ แต่กระนั้น ดูเหมือนว่าการสร้างภาพลักษณ์ของตัวรางวัลนั้นแทบไม่มีผลเนื่องจากทั้งผู้ก่อตั้งผู้ลงขันเงินรางวัลคือผู้ประสบความสำเร็จและเป็นมหาเศรษฐีของโลกมีความพร้อมทุกด้านอยู่ในตัวเองแล้วทั้งชื่อเสียงและห่างไกลจากความจำเป็นในการขอรับบริจาค (donate) เพื่อนำมาเป็นเงินรางวัลหลัก รางวัลนี้ได้เปลี่ยนภาพการมอบรางวัลมาที่การเป็นกระแสด้วยความรวดเร็วด้วย เช่นกรณีโครงการ the Event Horizon Telescope (EHT) ความร่วมมืออันได้มาซึ่งภาพแรกที่มนุษย์ได้เห็นหลุมดำ (black hole) ที่เพิ่งจะเป็นข่าวสด ๆ ร้อน ๆ ในปี ค.ศ.2019 มารับรางวัลในปีถัดมา และเป็นการมอบรางวัลที่มิได้ยึดติดกับตัวผู้นำรัฐหรือประเทศเจ้าของรางวัลและชื่อปราชญ์โบราณให้ดูขลัง แต่รางวัล “Oscar of Science” นี้ได้กลายรูปแบบมาเป็นการจัดงานประจำปีที่สดใสไฟสว่างไปแล้ว การมอบรางวัลวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีหลังยุคหลัง COVID19 นี้จึงเป็นการประลองกำลังกันระหว่าง “ความขลัง” และ “ความอลังการ” ของตัวรางวัล ส่วนรางวัลใดจะยั่งยืนเทียบแข่งกับรางวัลโนเบลได้หรืออาจจางหายไป อนาคตของสังคมแนวทางใหม่ (new normal society) จะเป็นเครื่องพิสูจน์ต่อไป (ที่มา https://www.quantum-thai.org/single-post/to-honor-the-award-2) The Breakthrough Prizes - 2023 (สาขา Fundamental Physics ประกาศเมื่อ 22 กันยายน 2022) For foundational work in the field of quantum information. (Quantum Cryptography) Charles H. Bennett, IBM Thomas J. Watson Research Center Gilles Brassard, Université de Montréal (Quantum Computing) David Deutsch, Oxford University Peter W. Shor, MIT (ประวัติไอทีควอนตัมภาคภาษาไทย - หนังสือภาพจดหมายเหตุ) (บทความภาคประกอบ ๑, ๒) “To Honor the Award”–สร้างภาพลักษณ์ให้กับรางวัล https://www.quantum-thai.org/single-post/to-honor-the-award-1 https://www.quantum-thai.org/single-post/to-honor-the-award-2 (วีดีโอ) EP1.| การสร้างภาพลักษณ์ให้รางวัล ๑ | รางวัลโลกเชิญคนดังสร้างความขลัง รางวัลไทยผู้ให้กลายเป็นผู้รับ | https://youtu.be/w4kZg1JYwwc EP2. | โนเบลยังอายเมื่อรางวัลไทยผู้ให้กลายเป็นผู้รับ ! | การสร้างภาพลักษณ์ให้รางวัล ๒ | https://youtu.be/3UMCCEenxQ4 by OQC academy K Sripimanwat












![[สร้างชุดความพัวพันควอนตัมให้เด็กเล่น] - Quantum Entanglement KIT 2022 - call for a team](https://static.wixstatic.com/media/237ca4_63bb0974eaad4722ad605a66f377d090~mv2.jpg/v1/fit/w_176,h_124,q_80,usm_0.66_1.00_0.01,blur_3,enc_auto/237ca4_63bb0974eaad4722ad605a66f377d090~mv2.jpg)
