top of page
QICTechFACTcheckLoGoWhite-2021.jpg

“Science, Critical Thinking, and Conspiracy: วิธีคิดในยุคข้อมูลชวนเชื่อ” | Siam-Quantum Nexus 2026| พิชาวีร์ เมฆขยาย | ไอซีทีควอนตัมไทยสำหรับสังคมทั่วไปทุกวงการ | May 24, 2026

  • รูปภาพนักเขียน: Q-Thai Admin
    Q-Thai Admin
  • 5 นาทีที่ผ่านมา
  • ยาว 3 นาที
[ Siam-Quantum Nexus 2026 ] -- (เกริ่นนำ) ในยุคที่ข้อมูลล้นเหลือยุคที่สามารถสร้างเนื้อหาเผยแพร่ความเชื่อ เผยแพร่ความคิดเห็นของตนเองลงสู่โซเชียลมีเดียให้ได้รู้ ได้อ่าน ได้เห็นทุกเมื่อนั้น ความท้าทายอีกฝั่งหนึ่งก็คือ การเลือกที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อข้อมูลอะไรดี ? จะคัดกรองอย่างไรว่าข้อมูลไหนน่าเชื่อถือและนำมาใช้ประโยชน์ต่อได้ ? ข้อมูลใดสมควรที่จะเสพเพื่อความสนุกสนานความบันเทิงเท่านั้น หรือข้อมูลอะไรควรจะที่จะเพิกเฉยเพราะอาจไม่เป็นประโยชน์ ... ยุคที่มีเรื่องราวต่าง ๆ มากมายนี้รวมถึงด้านวิทยาศาสตร์ที่อาจมีทฤษฎีสมคบคิดเรื่องแฟนตาซี เรื่องราวไซไฟต่าง ๆ ที่รับฟังแล้วรู้สึกตื่นเต้น ลึกลับ ซับซ้อน น่ากลัว ฯ ด้วยนั้น ข้อมูลเหล่านั้นน่าเชื่อถือหรือเปล่า ? 


(On Air - May 24, 2026 - 9:00 PM (GMT+7)


Science, Critical Thinking, and Conspiracy:
วิธีคิดในยุคข้อมูลชวนเชื่อ

| บทเรียบเรียงจากการยรรยาย | TRANSCRIPTION |


๐ การใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล

มุมมองของจิตวิทยา ด้วยความที่เป็นมนุษย์มีอารมณ์ความรู้สึก มีพื้นหลัง (background) ของชีวิต สิ่งต่างๆ เหล่านั้นจะมาบดบังมีอิทธิพลต่อการรับข้อมูลข่าวสารและวิจารณญาณของเราเองได้จนเกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่า “อคติ” … ซึ่ง “อคติ” นี้เองทำให้มนุษย์แต่ละคนถึงแม้ว่าจะรับข้อมูลข่าวสารเดียวกัน แต่จะมีปฏิกิริยาตอบสนอง มีความเชื่อ มีอารมณ์ความรู้สึกแตกต่างกันออกไปได้ วัตถุประสงค์ของการนำเสนอหัวข้อนี้จึงมิได้ชี้นำว่าข้อมูลแบบใดที่เชื่อถือได้หรือเชื่อถือไม่ได้ หากเพื่อการรู้เท่าทันว่า “อคติ” ในความเป็นมนุษย์อันมีปัจจัยบางสิ่งบางอย่างที่มีอิทธิพลทำให้เลือกเชื่อข้อมูลบางอย่างหรือเลือกที่จะต่อต้านข้อมูลบางอย่าง เหล่านั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร ตามด้วยวิธีการคร่าว ๆ ในการสร้างเกราะป้องกันหรือการพัฒนาทักษะการคัดกรองข้อมูลโดยมีวิจารณญาณในการคิด ที่เรียกว่า “การคิดเชิงวิพากษ์” เพื่อจะได้เลือกที่จะเชื่อข้อมูลที่มีคุณภาพมากขึ้น ดังนั้น เป้าหมายของหัวข้อนี้คือเชิญชวนกันคิดอย่างมีหลักเกณฑ์นั่นเอง


๐ เคยได้ยินเรื่องเหล่านี้บ้างไหม ?

กรณีทฤษฎีสมคบคิดมากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ “Illuminati” “สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า” “การค้นพบหลักฐานทางยูเอฟโอ (UFO)” หรือล่าสุดทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับบุคคลคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับองการนาซา (NASA) และโครงการนิวเคลียร์ต่าง ๆ หายตัวไปหรือเสียชีวิตอย่างลึกลับ ซึ่งเรื่องเล่าที่น่าตื่นเต้นจะกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น สร้างให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างอันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเรื่องราวเหล่านี้เผยแพร่ไปสู่กลุ่มคนที่กว้างขวางได้ง่าย


ทดสอบด้วยการลองนึกภาพกับเนื้อหา (content) สองแบบ เริ่มจากเนื้อหาด้านวิทยาศาสตร์ที่มีนักวิจัยนักวิทยาศาสตร์เล่าถึงงานวิจัยที่ตีพิมพ์ออกมายี่สิบหน้า กับอีกเนื้่อหาอื่นเล่าเรื่อง (Story Telling) ที่น่าสนใจ มีความลึกลับ น่าตื่นเต้น หยิบจับเอาจิ๊กซอว์ตรงนั้นตรงนี้มาปะติดปะต่อกัน ทำให้มนุษย์เกิดมีจินตนาการดูน่าตื่นเต้นน่าสนุกเหลือเกิน ... สองคลิปนี้แบบใดจะสร้างกระแสให้คนสนใจมากกว่ากัน ?


ปฏิเสธไม่ได้ว่าคลิปที่กระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของคนย่อมจะได้รับความสนใจได้มากกว่า นั่นเพราะเราเป็นมนุษย์มีอารมณ์ความรู้สึกนั่นเอง จึงเป็นที่มาว่าทำไมทฤษฎีสมคบคิดนี้จึงได้แพร่หลายแล้วอาจจะชักจูงผู้คนบางกลุ่มให้หลงเชื่อได้มากมายเหลือเกิน 


๐ ทำไมคนเราถึงเชื่อหรือไม่เชื่ออะไรบางอย่างได้ง่าย 

-- มนุษย์ไม่ได้ใช้เหตุผลล้วน ๆ ในการเชื่อ


ในเชิงจิตวิทยา คนเราบางครั้งไม่ได้เชื่อด้วยเหตุผลอย่างเดียว ด้วยปัจจัยบางอย่างจากการที่ข้อมูลข่าวสารไหลเข้ามา การประมวลผลในหัวสมองของแต่ละคนไม่ได้ตรงไปตรงมา (มนุษย์ไม่ใช่ AI หรือแม้แต่ AI เองก็อาจจะเกิดการลำเอียง (bias) ได้ มนุษย์เช่นกัน การที่เติบโตมาถูกสั่งสอนมาอย่างไร อารมณ์ความเชื่อ ณ ขณะนั้น หรือความเชื่อดั้งเดิมเสพอะไรมา จะส่งผลต่อความเชื่อด้วย) ถึงแม้ว่าจะรับรู้ในเรื่องเดียวกันหากเรียนจบสายต่างกันมา เช่น วิศวกรรมไฟฟ้า สังคมศาสตร์ หรือบริหารธุรกิจ ฯลฯ เมื่อแต่ละคนประมวลผลแล้วจะมีมุมมองต่อเรื่องนั้น ๆ ต่างกัน เพราะมีปัจจัยมีข้อมูลดั้งเดิมในหัวสมองหรือประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกันรวมถึงข้อมูลที่ซึมซับมา ณ ขณะนั้น กระทั่ง ความชอบต่อตัวผู้เล่าเรื่องก็มีผลเช่นกัน สมมติว่ารู้สึกไม่ถูกชะตาผู้ที่เล่าเรื่องก็จะมีแนวโน้มที่จะมีอคติและเริ่มที่จะไม่เชื่อถือก็เป็นได้ ผิดกับอีกเนื้อหาหนึ่งที่รู้สึกว่า อุ๊ย ! คนนี้น่าเชื่อถือเหลือเกิน สไตล์การพูดจาเนี่ยมันถูกจริตเหลือเกิน ก็จะมีแนวโน้มเริ่มคล้อยตามหรือเชื่ออะไรง่าย ๆ กับสิ่งเหล่านั้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมมนุษย์ไม่ได้ประมวลผลข้อมูลอย่างตรงไปตรงมานั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เข้าใจยากเช่นทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์หรือศาสตร์ที่ต้องใช้ความพยายามในการศึกษาทำความเข้าใจอย่างยิ่ง 

“มนุษย์ … เรื่องซับซ้อนจะมีพื้นที่ว่างในการที่จะไม่เข้าใจ เป็นช่องว่างให้จินตนาการของเราเข้าไปเติมเต็ม” … 

เพราะมนุษย์มีแนวโน้มที่จะพยายามทำให้เรื่องราวต่าง ๆ ให้ง่ายลง (Simplify) เพื่อทำความเข้าใจเรื่องนั้น ๆ จึงใช้จินตนาการบางส่วนหรือข้อมูลอะไรที่เข้าใจได้ง่ายมาอธิบาย แล้วจึงมีแนวโน้มที่จะเชื่อสิ่งเหล่านั้นมากกว่านั่นเอง

“ยิ่งเรื่องซับซ้อน ยิ่งมีแนวโน้มใช้ทางลัดทางความคิด”

๐ Cognitive Model

ในทางจิตวิทยามีแนวคิดหนึ่งเป็นที่ยอมรับแพร่หลาย นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ใช้ในการทำงานช่วยบำบัดผู้คนในชื่อ CBT หรือ Cognitive Behavioral Therapy ซึ่งมีพื้นฐานว่า


มนุษย์ทุกคนจะเลือกมีอารมณ์ความรู้สึกต่อเรื่องบางอย่างหรือมีพฤติกรรม

ที่เป็นปฏิกิริยาโต้ตอบกับสถานการณ์ ต้องผ่านกระบวนการคิดมาก่อน … 

โดยตีความเหตุการณ์นั้นอย่างไรแล้วจะส่งออกมาเป็นพฤติกรรม 

ออกมาเป็นความเชื่อ ออกมาเป็นอารมณ์ความรู้สึก ...


ซึ่งช่องว่างนั้น การตีความของแต่ละผู้คนจะมีอคติ ... CBT นี้ ศึกษาว่าอคติแบบใดบ้างที่ทำให้คนเราตีความสถานการณ์ออกมาผิดหรือไม่สมเหตุสมผลที่เรียกว่า Cognitive Distortion ในที่นี้มีตัวอย่างห้าแบบ คือ


1) Confirmation Bias 

เมื่อมีความเชื่อบางอย่างแล้วมีข้อมูลที่ตรงกับความเชื่อนั้นจะพึงเสพหรือรับข้อมูลเหล่านั้นเข้ามาเรื่อย ๆ ตัวอย่างเช่น ความเชื่อทางการเมืองจะเห็นได้ชัดเจน แนวคิดทางการเมืองเป็นแบบใดเวลามีเนื้อหาที่สนับสนุนความเชื่อทางการเมืองนั้นก็มีแนวโน้มที่จะอ่านมากขึ้น มีแนวโน้มที่จะส่งต่อ มีแนวโน้มที่จะเสพมากขึ้น เมื่อยิ่งไปร่วมกับอัลกอลิทึมของสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ยามสนใจมุมมองหรือแนวคิดนั้น อัลกอลิทึมจะยิ่งนำเสนอ (Feed) แนวคิดแบบนั้นมาให้เรื่อย ๆ ส่วนแนวคิดอื่นที่ตรงกันข้ามที่เลือกปฏิเสธหรือปัดทิ้ง ไม่ใช้เวลาอ่าน ไม่ใช้เวลาเสพ อัลกอลิทึมก็จะยิ่งไม่ส่งข้อมูลเหล่านั้นมาให้ ... ‘Confirmation Bias’ จะยิ่งเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ... เมื่อเลือกที่จะรับแต่ข้อมูลที่มันตรงกับความเชื่อ อะไรที่ขัดกับความเชื่อมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธก็จะยิ่งทำให้ฝังหัวแล้วก็เชื่อสิ่งเหล่านั้นมากยิ่งขึ้นนั่นเอง


2) Availability Heuristic 

คือแนวโน้มที่จะหาทางลัด (Shortcut) ความเชื่อบางอย่าง เช่น ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจได้ยาก จะมีแนวโน้มที่จะไปเลือกเชื่อเรื่องราวอื่น ๆ ที่มีคำอธิบายอันรู้สึกว่าเข้าใจได้ง่ายมากขึ้นแทน 


3) Emotional Reasoning 

คือการใช้ความรู้สึกมาแทนความเป็นเหตุเป็นผล เช่น หากรู้สึกว่าเข้าใจง่ายกว่า รู้สึกว่าจริง ก็จะมีแนวโน้มที่จะเชื่อข้อมูลนั้น ... ทั้งๆ ที่คิดว่าตนเองมีเหตุผลแต่จริงๆ แล้วใช้อารมณ์ความรู้สึกในการมาตัดสิน (Judge) ข้อมูลเหล่านั้นแทนความเป็นเหตุเป็นผล 

 


4) Overconfidence Bias 

คือการที่มีข้อมูลอยู่ชุดหนึ่งที่คิดว่าเข้าใจได้หมดเองแล้ว แล้วจึงเลือกที่จะเชื่อทันที


5) Black and White Thinking 

คือความเชื่อที่สุดโต่ง อาทิ สมมุติว่าตนเองรู้สึกไม่เข้าใจแนวคิดหรือทฤษฎีที่ซับซ้อนมากเกินไป จึงเลือกที่จะบอกว่า ‘มันไม่จริง’ หรือเลือกที่จะปฏิเสธ แต่กลับไปเชื่ออีกแนวคิดหนึ่งที่อาจจะสุดโต่งแบบอื่นแทนก็เป็นได้ 


ตัวอย่างทั้งห้าเหล่านี้ แสดงให้เห็นภาพว่ามนุษย์มีวิธีคิดซับซ้อน อคตินั้นมีหลายแบบ จึงเป็นเหตุผลที่ว่าจะตีความหรือมีอารมณ์ที่จะตอบสนองต่อเรื่องใด ๆ จึงไม่เหมือนหรือต่างกันไปนั่นเอง


๐ เรื่องวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อน ถูกบิดเบือนได้ง่าย !


“เรื่องที่ซับซ้อนมักมีความเสี่ยง … ถูกทำให้ง่ายเกินจริง 

ถูกหยิบบางส่วนมาเล่าโดยขาดบริบทและถูกใช้สร้างเรื่องเล่าที่กระตุ้นอารมณ์” 


เช่นกรณี Quantum Physics อันเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและเข้าใจได้ยากมาก อาจมีศัพท์บางคำที่ไปปรากฏอยู่ในหนัง Sci-Fi เป็นคำพูดที่ดูเหนือจริงเหนือธรรมชาติ จึงมีแนวโน้มที่ถูกนำไปตีความ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเรื่องวิทยาศาสตร์ที่มันซับซ้อนมันถึงถูกบิดเบือนได้ง่าย ... เมื่อเข้าใจได้ยากซับซ้อนอีกทั้งแล้วต้องใช้เวลามาก หากมีข้อมูลอื่นที่กระตุ้นอารมณ์มากกว่าหรือทำให้เข้าใจปะติดปะต่อได้ง่ายกว่า จึงอาจมีแนวโน้มที่จะไปเชื่อแนวทางที่มากระตุ้นนั้น ทำให้มีแนวโน้มที่จะหลงเชื่อเรื่องที่ดูแฟนซีมากแต่เข้าใจง่าย ทำให้คนคล้อยตามมากกว่าที่จะมาใช้เวลาศึกษาทฤษฎีที่ซับซ้อน


โดยขณะที่มีช่องว่างดังกล่าวอยู่นั้น อาจจะมีกลุ่มคนที่อาศัยใช้ช่องว่างเหล่านั้นหยิบยกนำมาแต่งเสริมเรื่องราวเพื่อที่จะสร้างประโยชน์ให้ตนเองแทนอยู่ด้วย ทำให้ผู้ที่เข้าไปรับฟังบ่อยครั้งก็ยิ่งมีโอกาสที่จะถูกโน้มน้าว ถูกเหนี่ยวนำ ถูกบิดเบือนได้โดยง่ายขึ้น ยิ่งเสพซ้ำก็ยิ่งรู้สึกว่าอินมากขึ้น อีกทั้ง ขณะเวลากลุ่มคนเหล่านั้นเล่าเรื่องก็จะพยายามจะนำหลักฐานต่าง ๆ มาสนับสนุน หากเป็นการประจวบเหมาะกันได้เป็นอย่างดี ผู้รับฟังก็จะยิ่งรู้สึก “ว้าว” ! ปักใจเชื่อ ... กลับกัน ข้อมูลจากด้านที่เป็นงานวิจัยหรือเรื่องจริงอันเป็นข้อเท็จจริงที่แม้จะพยายามอธิบายว่าแท้จริงแล้วเป็นแบบใด หากผู้คนที่เชื่อฝังหัวไปด้านตรงข้ามมากแล้ว การอธิบายหรือการทำความเข้าใจเรื่องจริงแท้จะยิ่งยากลำบากมากขึ้น ดังเช่นตัวอย่างจากข่าวนี้ ...



จากข่าว การมีปฏิกริยาหรือเกิดพฤติกรรมเหล่านั้นออกมาได้นั้น ผู้กระทำได้ไปรับรู้ข้อมูลข่าวสารบางอย่างที่ถูกทำให้เชื่อมาก่อน ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่ายุค 5G ที่มาพร้อม ๆ กับเชื้อโคโรนาไวรัสที่ระบาดอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน อาจมีคนบางกลุ่มที่จับโยงแล้วผูกเรื่องเองผสมกับจินตนาการและทักษะการเล่าเรื่องออกมาแนว Sci-Fi ดูลึกลับ กระตุ้นอารมณ์ จึงมีแนวโน้มที่จะถูกทำให้เชื่อได้มากขึ้น เช่นกัน เนื่องจากมนุษย์มีอคติ เมื่อพบกับเรื่องที่เข้าใจได้ยากอาจไปเลือกเชื่ออีกฝั่งที่เข้าใจได้ง่ายกว่า กรณีนี้คือตัวอย่างดังกล่าว เป็นต้น


กรณีการเชื่อมโยงกับเรื่อง ‘ควอนตัม’ ก็เช่นกัน เมื่อเรื่องควอนตัมนั้นถูกขยายความให้เป็นแฟนซีมาก จึงอาจมีกลุ่มผู้คนที่เชื่อในเชิงที่หลุดโลกไปเลยก็เป็นได้ เช่น ทฤษฎีนี้จะทำให้มนุษย์วาร์ปได้ไปอยู่ในสถานที่เหมือนประตูสารพัดสถานที่แบบที่ปรากฏในการ์ตูนโดราเอม่อน หรือแม้จะเหาะเหินเดินอากาศได้อันเป็นจินตนาการของมนุษย์ ซึ่งปรากฏมีข่าวบิดเบือนเรื่อง ‘ควอนตัม’ อยู่มากมายด้วยเช่นกัน


๐ การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) 

การเสพข้อมูลผู้ที่รับรู้ข้อมูลจะทำอย่างไรถึงจะมีเกราะป้องกัน ? ทักษะหนึ่งที่มีประโยชน์มากคือ การคิดเชิงวิพากษ์หรือ Critical Thinking อันมีหลักการที่ว่าทำอย่างไรที่จะทราบได้ว่าข้อมูลเหล่านั้นเชื่อได้มากน้อยเพียงใด โดยการสร้างทักษะที่คิดเชิงวิพากษ์นี้มีห้าขั้นตอน ดังนี้


๑) Question - ตั้งคำถาม

จากเนื้อหาที่ได้อ่านได้ฟังมานั้นต้องรู้จัก “เอ๊ะ” หรือมี “ต่อมเอ๊ะ” อย่าเพิ่งเชื่อทันที ต้องวิเคราะห์ว่าเอ๊ะแนวคิดนั้นมาเป็นเพียงความคิดเห็นหรือเป็นข้อเท็จจริงน่าเชื่อถือมีหลักฐานสนับสนุนมากน้อยเพียงใด ? และหลักฐานนั้นน่าเชื่อถือหรือไม่ ? พร้อมกับการสำรวจข่าวจากแหล่งอื่นด้วยว่าเป็นอย่างไร ควรตั้งคำถามด้วยว่า “เอ๊ะ” เนื้อหาที่เผยแพร่มานั้นผู้ที่เผยแพร่หรือใครที่จะได้รับประโยชน์ เขาต้องการอะไรกันแน่ในการเผยแพร่สิ่งเหล่านั้น … ต่อมเอ๊ะจะช่วยให้ตั้งคำถามไม่รีบเชื่อทันที ซึ่งจะนำไปสู่พฤติกรรมอื่นตามมา เช่น นำไปสู่การค้นคว้าแหล่งข่าวอื่น ๆ ว่าสอดคล้องหรือเห็นต่างอย่างไรได้ด้วย 

๒) Analyze - วิเคราะห์

เมื่อรับสารแล้วและมีการตั้งคำถามแล้ว ต้องวิเคราะห์ต่อว่า “เอ๊ะ” สิ่งเหล่านี้เผยแพร่ออกไปแล้วเกิดผลอย่างไรกับสังคม ? น่าเชื่อถือแค่ไหน ? เป็นเพียงแค่เรื่องเล่าหรือเป็นข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานสนับสนุน

๓) Challenge - ท้าทาย

คือการลองคิดในทางตรงกันข้าม เมื่อ “เอ๊ะ” แล้วหากข้อมูลเหล่านั้นสามารถคิดให้เป็นรูปแบบอื่นได้ไหม โดยทดลองสวมหมวกหลายใบหรือทดลองเป็นคนอื่นที่หลากหลายเพื่อมาแย้งความคิดตนเองก่อนที่จะปักใจเชื่อ 

๔) Evaluate - ประเมินหลักฐานอย่างระมัดระวัง

ถึงแม้จะได้รวบรวมหลักฐานมาแล้วและเป็นแนวคิดที่มีจำนวนผู้คนพูดถึงคล้ายกันแต่อาจยังคงเป็นเพียงเรื่องเล่า จึงอาจจะยังไม่น่าเชื่อถือนัก จำต้องมีความสามารถในการประเมินต่อว่าหลักฐานที่มีอยู่นั้นเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน มีผลจากงานวิจัยรองรับมากเพียงพอ หรือยังเป็นเพียงแค่วิทย์เทียม (Pseudoscience) เป็นต้น และแม้จะมีหลักฐานสนับสนุนก็ตามแต่หากงานวิจัยนั้นไม่ได้มาจากกลุ่มประชากรที่มากเพียงพอ จึงอาจยังเป็นสิ่งที่ต้อง “เอ๊ะ” ต่อ อย่าเพิ่งรีบปักใจเชื่อเช่นกัน 

๕) Alternatives - ความเป็นไปได้อื่น ๆ

การมองหาความเป็นไปได้อื่น ๆ ด้วยการสวมหมวกหลายใบเพื่อลองคิดว่า “เอ๊ะ” หากไม่เชื่อแบบนี้จะเชื่อแบบอื่นอีกมีความเป็นไปได้หรือไม่ คือการคิดมุมมองอื่นอันเป็นทักษะที่ช่วยให้มีสติยั้งคิดมากขึ้นก่อนที่จะตัดสินใจ


๐ Critical Thinking มิใช่การวินิจฉัยคน

ทั้งนี้ คนปกติทั่วไปมีอคติบ้างมีความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผลบ้างถือว่าเป็นเรื่องปกติ หากการเชื่อหรือไม่เชื่ออะไรเหล่านั้นมิได้มีผลเสียไม่ได้ส่งผลกับการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่กระทบกับความสัมพันธ์กับคนรอบข้างหรือกลุ่มคนอื่น ๆ ในสังคม แต่หากเมื่อใดที่เริ่มส่งผลกระทบ เช่น สมมติว่าตนเองมีความเชื่อไปทางใดทางหนึ่งแล้วรู้สึกว่าไม่เชื่อของอีกฝั่งตรงกันข้ามอย่างมาก จึงเกิดการไปโจมตีหรือสร้างผลทางลบเช่นนั้น จำต้องกลับมาเริ่มมายั้งคิดหรือคิดวิเคราะห์ให้มากขึ้นว่าความเชื่อของตนมีน้ำหนักเพียงพอมากแล้วหรือไม่ ...


ขณะเดียวกัน อาจมีบางกรณีที่ล้นเกินไปจากคนปกติทั่วไป หรือที่เกิดการข้ามเส้นความปกติไป ซึ่งในเชิงจิตวิทยาเรียกว่าเป็นอะไรที่เกินมนุษย์ปกติไปแล้ว ซึ่งอาจจะกระทบชีวิตประจำวันจนถึงขั้นที่เรียกว่าเป็นภาวะที่ไม่ปกติที่เรียกว่า “Disorder”  อันเป็นภาวะที่ไม่สามารถแยกแยะความเป็นจริงออกจากสิ่งที่เป็นจินตนาการได้นั่นเอง แต่สิ่งเหล่านี้ คนทั่วไปไม่สามารถที่จะไปตัดสินได้ว่าคนนั้นคนนี้มีอาการนี้ได้ ต้องถูกวินิจฉัยโดยจิตแพทย์เท่านั้น ซึ่งบุคคลที่มีภาวะนี้อาจจะรับรู้หรือเชื่อเรื่องบางอย่างมากจนกระทั่งกระทบกับชีวิตประจำวัน เช่น หมกมุ่นอยู่แต่กับเรื่องนั้นจนไม่เป็นอันทำการทำงาน แล้วอาจนำไปสู่การเข้าลัทธิหรือพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ อันส่งผลกระทบกับตนเอง คนรอบข้าง หรือต่อครอบครัวได้ (หมายเหตุ: ต้องได้รับการวินิจฉัยโดยจิตแพทย์เท่านั้น ไม่ควรเหมารวม)


โดยสรุป หัวข้อ Science, Critical Thinking, and Conspiracy: วิธีคิดในยุคข้อมูลชวนเชื่อนี้ ขอมาเชิญชวนให้มี “Critical Thinking” หรือมีการคิดเชิงวิพากษ์ในการที่จะเลือกเชื่อหรือไม่เชื่อข้อมูลอะไรก็ตาม ชวนรู้เท่าทันอคติของตนเอง เสพข้อมูลอย่างมีสติ มี “ต่อมเอ๊ะ” ในการรับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เมื่อนั้น จึงจะปลอดภัยจากการที่จะถูกจูงใจหรือถูกโน้มน้าวโดยคนบางกลุ่มที่อาจจะหวังผลซ่อนเร้นบางอย่างได้ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว “วิธีคิดในยุคข้อมูลชวนเชื่อ” นี้จะขึ้นอยู่กับ สติ ความสามารถ และวิจารณญาณของตนเอง

คำถาม & คำตอบ :



Paving the Way for coming Quantum Era:
Sustainable Platform & Community Development

(Science & Technology, Social Sciences, Education, Humanities, Political Science & Law, Economics)

(Official Web)

เกริ่นนำโครงการ

วัตถุประสงค์

  • เพื่อสร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย เชื่อมโยงภาควิชาการ ภาคอุตสาหกรรม และนโยบายภาครัฐ

  • เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และเครื่องมือการเรียนรู้แบบเปิดด้านการสื่อสารควอนตัม (communications) การคำนวณควอนตัม (computing) และการตรวจวัดควอนตัม (sensing)

  • เพื่อส่งเสริมการสื่อสารวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือ ลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีและข้อมูล

  • เพื่อเตรียมบุคลากรและสังคมไทยให้พร้อมเข้าสู่ยุคควอนตัมโลก พร้อมภุมิคุ้มกันวิทยาศาสตร์เทียม

  • เพื่อสร้างจดหมายเหตุควอนตัมไทยและเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างรุ่นของนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้กำหนดนโยบาย


คำสำคัญ (keywords); วิทยาศาสตรศึกษา (science education) การสื่อสารวิทยาศาสตร์ (science communication) การจัดการความรู้ (knowledge management) การจัดนิทรรศการวิทยาศาสตร์ (sciecne fair) สารสนเทศ (ไอซีที) เชิงควอนตัม (quantum information & communications technology) การสร้างทรัพยากรและสื่ออนาคต (future resources) จดหมายเหตุควอนตัมโลกและประเทศไทย (World and Thai quantum milestones) การพัฒนาบุคลากรและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (human resource development & networking)


๓) ผู้รับผิดชอบโครงการ

ภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ

IEEE Thailand Section Quantum IT group & IEEE Communications Society (Thailand Chapter)


ประธานกรรมการอำนวยการกิตติมศักดิ์:

คณบดี คณวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง (KMITL) และ

นายกสมาคม IEEE Thailand Section


ประธานโครงการ:

รศ.ดร.สุภาพ ชูพันธ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (สถาบันการศึกษา) และ

ดร.เกียรติศักดิ์ ศรีพิมานวัฒน์ (สมาคมวิชาชีพ)


คณะที่ปรึกษา:

ศ.ดร.ชิดชนก เหลือสินทรัพย์ - ราชบัณฑิต (วิทยาการคอมพิวเตอร์)

ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน - ราชบัณฑิต (ฟิสิกส์)

รศ.ดร.โกศล เพ็ชร์สุวรรณ์ - อดีตอธิการฯส.พระจอมเกล้าฯลาดกระบัง (ธรรมาภิบาลและการศึกษา)

รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม - อดีต ผอ.ส.วิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ฯ (บริหารงานวิจัย)

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช - นายกสภา มทส. (การจัดการความรู้ - KM)


พันธมิตรต่างประเทศ:

Fundacja (โปแลนด์), Senetas (ออสเตรเลีย), SPINQ (จีน), TCQC-CACR (จีน), Qasky (จีน)


๔. ผลกระทบ (impact)  

ภาคสังคมประชาชนทั่วไป เข้าถึงองค์ความรู้และทรัพยกรสื่อสร้างทักษะไอซีทีควอนตัม เกิดความเข้าใจและมีภูมิคุ้มกันควอนตัมแปลกปลอมเบื้องต้น ด้วยผลจากการร่วมสื่อสารวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่เหมาะสม 

ภาคการศึกษาและการวิจัย เกิดการรวมกลุ่มใช้ผลผลิตต่อยอดสู่ด้านอื่น ๆ ได้ เช่น โครงการพัฒนาบุคลากร งานวิจัยและพัฒนาที่เหมาะสมกับประเทศไทย จากการร่วมกันสื่อสารวิชาการสาธารณะที่ถ้วนทั่วครบทุกด้าน

ภาคอุตสาหกรรมหรือธุรกิจ ได้รับการส่งเสริมให้สามารถติดตาม เข้าถึง และปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่นี้ได้รวดเร็วพร้อมกับลดความเสี่ยงด้วยข้อมูลของโครงการที่ครอบคลุมและอ้างอิงตรวจสอบได้

ภาครัฐโดยผู้กำหนดนโยบาย ทั้งด้านโทรคมนาคม สารสนเทศ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและที่เกี่ยวข้อง ตระหนักถึงศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยี พร้อมร่วมสื่อสารนโยบายวิทยาศาสตร์ที่เป็นกลางรู้และเท่าทัน 

กสทช. สามารถนำผลลัพธ์จากโครงการนี้ไปใช้เพื่อร่วมกำหนดแนวทางสนับสนุนส่งเสริมและตรวจสอบกิจกรรมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับไอซีทีควอนตัมเทคโนโลยีแขนงใหม่ของประเทศได้


“SIAM–Quantum Nexus 2026” คือจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และนวัตกรรมควอนตัมของประเทศไทยอย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือของภาควิชาการ อุตสาหกรรม และนโยบายสาธารณะ เพื่อให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในยุคเศรษฐกิจควอนตัมโลก โดยใช้การเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ และการสื่อสารที่เท่าทันเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาอนาคตของชาติ

Partners:

สํานักงานคณะกรรมการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ


หมายเหตุ:

ร่วมเสนอแนะ สนับสนุน ประสานกิจกรรมได้ที่ contact email: thailand_chapter@comsoc.org

Alliance:


Disclaimer:

SIAM-Quantum Nexus 2026

- a public serving project by volunteers 

no conflict of interest & none of personal agenda involved

 

since IYL2015 through

Welcome volunteers !

ความคิดเห็น


FEATURED POSTS

FOLLOW US

  • Facebook Long Shadow

 

DROP US A LINE 

Your details were sent successfully!

  • Facebook page

Disclaimer: Science Web  (ดำเนินงานโดยอาสาสมัครเพื่อสาธารณะ) -- We are all volunteers !

เวปวิชาการนี้เป็นศูนย์รวมกิจกรรมไอทีสาขาใหม่บนพื้นฐานวิชาฟิสิกส์แขนงกลศาสตร์ควอนตัม (Quantum Mechanics)

มิได้เกี่ยวข้องกับสินค้า บริการ ความเชื่อ และการสร้างภาพลักษณ์ซ้อนเร้นบุคคลหรือองค์กรใดที่นำชื่อควอนตัมไปใช้

อีกทั้งนโยบายควอนตัมเกินจริงและการพ่วงขายเทคโนโลยีไอทีควอนตัมที่ระบาดเข้าสู่ประเทศไทย [1] [2] 

หากเพื่อร่วมสร้างสรรค์สังคมอุดมปัญญาด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

About Us - Contact: ++02 5647000  (อยู่ระหว่างรอหมายเลข สนง.ใหม่)   Email: thailand_chapter@comsoc.org  

UNESCO-IDL
OQC

Q-Ti - Q-Thai.org - Quantum-Thai.org
Thai Quantum Information Forum

since 2014 © copyright 

Thanks for submitting !

  • Facebook page
bottom of page