(บทเรียบเรียง) - ปรัชญาวิทยาศาสตร์ กับ นโยบายวิทยาศาสตร์ | Opening Talk-TRANSCRIPTION: Siam-Quantum Nexus 2026| ศ.ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ | ไอซีทีควอนตัมไทยสำหรับสังคมทั่วไปทุกวงการ | May 10, 2026
- K Sripimanwat

- 2 วันที่ผ่านมา
- ยาว 3 นาที
อัปเดตเมื่อ 1 วันที่ผ่านมา
[ Siam-Quantum Nexus 2026 --TalkTranscription ] -- โหมโรงเปิดกิจกรรมไอซีทีควอนตัมไทยสำหรับสังคมทั่วไปทุกวงการด้วยบทเรียบเรียงจากการบรรยายของ ศ.ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ นักปรัชญาแถวหน้าของเมืองไทย หัวข้อ "ปรัชญาวิทยาศาสตร์และนโยบายวิทยาศาสตร์" ... เพื่อเตรียมพบกับการบรรยายออนไลน์ชุดเต็ม พร้อมบทวิพากษ์นโยบายเอไอ และมุมมองต่อนโยบายควอนตัมไทย (คำถามคำตอบ) ... ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙ นี้ สามทุ่มตรง

"ปรัชญาวิทยาศาสตร์และนโยบายวิทยาศาสตร์"
โดย ศ.ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์

บทนำ: วิทยาศาสตร์คืออะไร ?
คำถามตั้งต้นของปรัชญาวิทยาศาสตร์คือคำถามที่ว่าวิทยาศาสตร์คืออะไร ? บางคนที่เรียนวิทยาศาสตร์หรือที่ทำงานด้านวิทยาศาสตร์มักจะลืมไปว่าวิทยาศาสตร์คืออะไรเมื่อทำงานลึกลงไป ๆ ในสาขาต่าง ๆ ของวิทยาศาสตร์นั้น จนกระทั่งมีนักปรัชญาย้อนกลับมาตั้งคำถามพื้นฐานที่ว่า ‘วิทยาศาสตร์คืออะไร ?’
“วิทยาศาสตร์เป็นความพยายามของมนุษย์ที่จะศึกษาหาความเข้าใจ
ในปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างเป็นระบบ โดยมีการสังเกตและมีทฤษฎี”
การแนะนำวิชาวิทยาศาสตร์มักเป็นเช่นนี้ หากศึกษาปรัชญาวิทยาศาสตร์ลึก ๆ ของแต่ละคำพูดสำคัญ เช่น “ธรรมชาติคืออะไร ?” “ทฤษฎีคืออะไร ?” การศึกษาแบบใช้ประสาทสัมผัส การทดสอบทดลอง ... เหล่านี้คืออะไร ? จะนำมาสู่เรื่องให้วิพากษ์วิจารณ์ได้ อันเป็นคำถามตั้งต้นของวิชา “ปรัชญาวิทยาศาสตร์” เป็นคำถามที่ชวนให้ฉุกคิดย้อนกลับมาว่าสิ่งที่ทำอยู่นี้คืออะไรกันแน่ ?
๑) การถกเถียงหลักในปรัชญาวิทยาศาสตร์
๐ Ancient Science - ‘อริสโตเติล’/ ‘กาลิเลโอ’
วิชาปรัชญาวิทยาศาสตร์เริ่มจากปรัชญายุคโบราณของอริสโตเติล ช่วงการแนะนำการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์หรือวิชา ‘ประวัติของวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป’ อริสโตเติลมักจะเป็นผู้ร้ายเริ่มมาจากการที่กาลิเลโอต่อต้านอริสโตเติล หากได้ศึกษาลึก ๆ ลงไปจะเห็นภาพว่ามีอะไรที่ลึกซึ้งกว่าเพียงแค่การต่อต้านนั้น เรื่องราววิทยาศาสตร์โบราณนี้เป็นจุดตั้งต้นที่นำไปสู่ความพยายามในการหาคำตอบว่าวิทยาศาสตร์คืออะไร แล้วก็นำไปสู่ประเด็นหลักอื่น ๆ ใน ‘ปรัชญาวิทยาศาสตร์’ ด้วย
๐ Empiricism/ Rationalism - ความแตกต่างของวิธีหาความรู้
ความแตกต่างกันระหว่างวิธีหาความรู้ ระหว่าง ‘Empiricism - ประสบการณ์นิยม’ ซึ่งหมายถึงทัศนะที่บอกว่าประสาทสัมผัส (ตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส) เท่านั้นที่ให้ความรู้ที่แท้จริงได้ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งคือ ‘Rationalism’ หรือ ‘เหตุผลนิยม’ เชื่อเหตุผล ‘ตรรกวิทยา’ โดยแนบแน่นอยู่กับ ‘คณิตศาสตร์’ สองวิชานี้ต่างหากที่จะให้ความรู้ที่แท้จริง
ขณะที่วิทยาศาสตร์ปัจจุบันจะใช้ทั้งสองวิธี ไม่สามารถละเว้นอย่างใดอย่างหนึ่งไปได้ ... ไม่สามารถจะละเว้นการคิดเชิงตรรกะ ทั้งไม่สามารถละเว้นการสังเกตทดลอง มิฉะนั้นจะไม่เป็นวิทยาศาสตร์
๐ Logical structure of science - โครงสร้างทางตรรกของวิทยาศาสตร์ “อะไรตั้งอยู่บนฐานอะไร ?”
หัวข้อโครงสร้างทางตรรกะของความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับองค์ความรู้วิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่นักปรัชญาศึกษาว่า อะไรตั้งอยู่บนอะไร อะไรถือเป็นสัจพจน์ (Axiom) อะไรถือเป็นข้อสรุปที่ต่อมาจากสัจพจน์ แล้วอะไรเป็นสัจพจน์หลักของวิทยาศาสตร์ เป็นโครงสร้างทางตรรกะของวิทยาศาสตร์ ?
๐ Falsificationism - Demarcation
บางนักปรัชญาวิพากษ์แนวคิดนี้ว่า “วิทยาศาสตร์มิได้ตั้งอยู่บนโครงสร้างทางตรรกะใด” โดย คาร์ล ป็อปเปอร์ (Karl Popper) เสนอทฤษฎีที่เรียกว่า ‘Falsificationism (ลัทธิการพิสูจน์ว่าเป็นเท็จได้)’ ซึ่งบอกว่า
“ความรู้ที่แท้จริงในวิทยาศาสตร์นี้ ต้องเป็นความรู้ที่สามารถพิสูจน์ว่าเป็นเท็จได้”
"ปัจจุบันความรู้บางอย่างอาจจะยังพิสูจน์ว่าเป็นเท็จยังไม่ได้ แต่โดยหลักการแล้วมันสามารถจะพิสูจน์เป็นเท็จได้" ซึ่งเป็นประเด็น ถ้ามีบางอย่างที่อย่างไรก็พิสูจน์เป็นเท็จไม่ได้ก็จะไม่เป็นวิทยาศาสตร์ นี่คือ Falsificationism
ส่วนอีกแนวทางหนึ่งคือ ‘Demarcation (ปัญหาการแบ่งแยกวิทยาศาสตร์)’ หรือ การหาเส้นแบ่งระหว่างอะไรที่เป็นวิทยาศาสตร์และไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของกรอบความคิด กรอบทฤษฎีของวิทยาศาสตร์เหมือนกับการมองภาพกว้าง ๆ ของเรื่องต่าง ๆ ในปรัชญาวิทยาศาสตร์
(หมายเหตุ: Hypothetico-Deductive Method (วิธีสมมติฐาน-นิรนัย) คือ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้สร้างและทดสอบทฤษฎี โดยเริ่มจากการตั้งสมมติฐานเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ จากนั้นนิรนัย (Deduction) หาข้อสรุปเฉพาะ แล้วทดลองเก็บข้อมูลเพื่อพิสูจน์ว่าสมมติฐานนั้นจริงหรือเท็จ เป็นหัวใจหลักของวิจัยเชิงปริมาณที่ใช้ความจริงที่เป็นเหตุเป็นผล - ผู้เรียบเรียง [ อ้างอิง http://pioneer.netserv.chula.ac.th/~hsoraj/PDF/Chapter2.pdf ])
๐ Scientific Realism/ Instrumentalism
การถกเถียงหัวข้อทัศนะที่แตกต่างกันสองทัศนะของ ‘Realism’ หรือ ‘สัจนิยม’ ทัศนะที่ถือว่าคำต่าง ๆ ในวิทยาศาสตร์ เช่น อิเล็คตรอน (electron) ควอนตัม (quantum) มีอยู่จริง มีสิ่งที่เรียกว่าอิเล็คตรอนจริง และมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่าควอนตัมจริง
ในขณะที่ ‘Instrumentalism’ (เครืองมือนิยม) คือทัศนะที่บอกว่าอิเล็คตรอนไม่จำเป็นหรืออาจจะไม่ได้ระบุถึงสิ่งที่มีอยู่จริงเลย แต่จะระบุถึงกระบวนการทดลองที่ทำให้สรุปอนุมานได้ว่ามีสิ่งที่เรียกว่า Electron/Quantum ที่อธิบายปรากฏการณ์ได้ดีที่สุด ณ ปัจจุบัน โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อว่ามีอิเล็คตรอนอยู่จริง (เรื่อง Electron/Quantum เป็นหัวข้อใหญ่ในวิชาปรัชญาวิทยาศาสตร์)
๐ Sociology of Knowledge - สังคมวิทยาวิทยาศาสตร์
เป็นการศึกษาแบบหนึ่งที่ซ้อนเหลื่อมกับปรัชญาวิทยาศาสตร์ โดยถือว่าวิทยาศาสตร์แทนที่จะมองว่าเป็นวิธีหาความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติอย่างที่ว่ามา
“เราอาจจะมองวิทยาศาสตร์ได้เป็นอีกแบบหนึ่งตรงที่มันเป็นกิจกรรมของคนในสังคม”

ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องนโยบายวิทยาศาสตร์ (หัวข้อ ๔ ด้านท้าย) โดยมีนักปรัชญาที่เสนอแนวคิดนี้ เช่น พอล ฟายเยอร์อาเบนด์ (Paul Feyerabend) ชาวออสเตรีย และ บรูโน ลาตูร์ (Bruno LaTour) คนฝรั่งเศส
๒) ภาพสองภาพของวิทยาศาสตร์ -- ในบริบทของการศึกษาประวัติของวิทยาศาสตร์
๐ วิทยาศาสตร์เป็นหาความจริงเกี่ยวกับโลกและธรรมชาติ ศึกษาประวัติของวิทยาศาสตร์ก็เพื่อเข้าใจความผิดพลาดต่าง ๆ ที่มนุษย์เคยมี
ความเชื่อว่าวิทยาศาสตร์สามารถหาความจริงแท้ได้เป็นทัศนะที่รับโดยทั่วไปโดยนักวิทยาศาสตร์ทั่วไปซึ่งเชื่อว่าวิทยาศาสตร์หาความรู้ความจริงได้มาซึ่งความรู้ความจริงที่แท้จริงนั้น จนกระทั่งปัจจุบัน ทัศนะอดีตนั้นถูกพิสูจน์แล้วว่า “ไม่ใช่” เช่น ทัศนะของอริสโตเติลที่ว่าของหนักตกเร็วกว่าของเบาก็ไม่ใช่ ทัศนะของปโตเลมี (Ptolemy) นักดาราศาสตร์สมัยกรีกเช่นกันที่บอกว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลก็ไม่ใช่อีก พิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่หลายอย่าง
๐ วิทยาศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งที่แยกไม่ออกจากสังคมและวัฒนธรรม การศึกษาประวัติศาสตร์ของมันเป็นเนื้อเดียวกันกับการศึกษาประวัติของสังคมที่มันอาศัยอยู่
มุมมองหนึ่งเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่ได้มองว่าตัววิทยาศาสตร์เองเนื้อหาให้ความรู้อะไร “แต่ว่ามองเป็นกิจกรรม” “เพราะอย่างไรวิทยาศาสตร์ก็เป็นสิ่งที่คนทำ แล้วคนก็จะต้องมีความสัมพันธ์กับคนด้วยกัน มีระบบสังคม ระบบสถาบัน เป็นเรื่องของสังคม” เช่น มีคณะวิทยาศาสตร์ มีภาควิชาฟิสิกส์ ภาควิชาชีววิทยา ฯลฯ ภาควิชาเหล่านี้ต้องได้งบประมาณ หนีไม่พ้นแยกไม่ออกจากตัวความรู้วิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้น อีกมุมมองหนึ่งของประวัติของวิชาวิทยาศาสตร์และเป็น มุมมองของสังคมวิทยา มานุษยวิทยาทางวิทยาศาสตร์ จะมองว่า “วิทยาศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งที่แยกไม่ออกจากสังคมและวัฒนธรรม” ดั้งนั้น
“การศึกษาประวัติของวิทยาศาสตร์ก็เป็นเนื้อเดียวกันแยกไม่ออกกับการศึกษาประวัติของสังคม"

จึงเกิดมีทัศนะเช่น วิทยาศาตร์ของนิวต้น (Newton) แยกไม่ออกจากจากเกิดขึ้นของโลกสมัยใหม่ที่มีระบบทุนนิยม การตั้งเป็นรัฐ เป็นชาติ ฯ ถ้าไม่มีเรื่องเหล่านี้ก็จะไม่มีนิวต้น !
“ทั้งเทคโนโลยี ทั้งตัวความรู้วิทยาศาสตร์ แยกไม่ออกจากบริบททางประวัติศาสตร์”

๓) ศึกษาประวัติของวิทยาศาสตร์ไปทำไม รวมถึง “สังคมวิทยาและมานุษยวิทยาของวิทยาศาสตร์” ? …
(สังคมวิทยาศึกษาการตั้งสังคม ระดับชั้นสังคม ฯ ส่วนมานุษยวิทยานั้นศึกษาวัฒนธรรม การแสดงออกของกลุ่มชนที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เช่น มานุษยวิทยาดนตรีนั้นศึกษาวัฒนธรรมดนตรีของชาติต่าง ๆ เมื่อมองวิทยาศาสตร์แบบเดียวกับดนตรี จะเป็นกิจกรรมของมนุษย์ที่แสดงออกซึ่งความสามารถในการสร้างสรรค์ ความสามารถในการสร้างสรรค์ความรู้ แสวงหาความรู้ เป็นกิจกรรมทางวัฒนธรรมของมนุษย์)
ศึกษาเพื่อ ...
๐ ประโยชน์ในเชิงนโยบาย
๐ ทำให้เข้าใจประวัติศาสตร์ภาพรวมของไทยในการมีอยู่ของวิทยาศาสตร์ไทย
๑ ทำให้เข้าใจธรรมชาติของตัววิชาวิทยาศาสตร์เองได้ดีขึ้น
๐ ทำให้มองเห็นความสัมพันธ์ของวิทยาศาสตร์กับบริบทอื่น ๆ ของสังคม

๔) นโยบายวิทยาศาสตร์
ประเทศไทยมีความพยายามในการสร้างนโยบายวิทยาศาสตร์ 40-50 ปีมาแล้ว ปรากฏออกมาเป็นรูปธรรมในการตั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ขึ้นมา เกิดเรื่องราวเป็นประวัติศาสตร์น่าสนใจ เกี่ยวกับเรื่องกระบวนการที่เริ่มต้นจนกระทั่งจบ (ควบรวมกลายเป็นอว.)
คำถามสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนโยบายวิทยาศาสตร์ประเทศไทยมีอะไรบ้างที่อยู่ในวิชาปรัชญาวิทยาศาสตร์ ?
ก) รัฐควรลงทุนในวิทยาศาสตร์ด้านใด?
สิ่งที่ปรากฏในสังคมไทยการลงทุนด้านวิจัยวิทยาศาสตร์ในประเทศมักมีอยู่ไม่กี่ด้าน เช่น ด้านการเกษตร การแพทย์ ... ขณะที่วิทยาศาสตร์สุขภาพ วิศวฯ วิทยาศาสตร์กายภาพมีไม่มากเมื่อเทียบกับสองสาขาแรก ส่วนการลงทุนในด้านวิชาสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ปรัชญา วรรณคดี ประวัติศาสตร์นั้นน้อยมาก
เหตุใดเป็นเช่นนั้น ?
คำถามว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นกับการพยายามหาคำตอบ เป็นหัวข้อสำคัญเรื่องนโยบายวิทยาศาสตร์ ... เหตุใดนโยบายการสนับสนุนวิทยาศาสตร์ของประเทศจึงมุ่งไปที่เรื่องการเกษตรกรรมการแพทย์เป็นหลักในขณะที่คณิตศาสตร์ที่เชื่อกันว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิทยาศาสตร์ แต่แท้จริงกลับ "ไม่ใช่"
(นิยามหลักของวิทยาศาสตร์ได้แก่ ความพยายามในการศึกษาหาคำอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่ต้องใช้ทั้งการสังเกตทดลองและการอ้างอิงทฤษฎี คณิตศาสตร์ไม่มีสังเกตทดลองขาดวิธีที่สำคัญมากของการเป็นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์จึงไม่ใช่วิทยาศาสตร์แต่เป็นภาษาที่วิทยาศาสตร์นำไปใช้ เป็นวิธีคิดที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้จึงมักจะถูกเหมารวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวิทยาศาสตร์)
ประเด็นในกรณีของนโยบายวิทยาศาสตร์ก็คือ ในเมื่อคณิตศาสตร์มีความสำคัญแต่การวิจัยด้านคณิตศาสตร์และการสนับสนุนการวิจัยมีน้อย เทียบไม่ได้กับเรื่องการเกษตรกับเรื่องการแพทย์ จึงมีคำถามว่าทำไม ? อันเป็นส่วนหนึ่งของการคิดเรื่องนโยบายวิทยาศาสตร์
ข) รัฐควรมีท่าทีอย่างไรกับวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์มีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจ การป้องกันประเทศ หรืออื่น ๆ (ที่เป็นเรื่องสำคัญของประเทศนี้อย่างไร)
คำถามสำคัญนี้คำตอบมีอยู่มาก แต่คนไทยสามารถจะนำเอาวิทยาศาสตร์เอาพลังของวิทยาศาสตร์มาเป็นพลังในการพัฒนาเศรษฐกิจ ป้องกันประเทศ ได้อย่างไร ...
ค) รัฐบาลควรมีมาตรการอย่างไรในการส่งเสริมการเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน
เรื่องของการเรียนการสอนเรื่องของนโยบายการศึกษาควรนำเข้ามารวมกับนโยบายวิทยาศาสตร์
ง) ความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์กับประชาชนควรเป็นอย่างไร ?
“พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์” กับ “ท้องฟ้าจำลอง” คือจุดเชื่อมระหว่างประชาชนทั่วไปกับวิทยาศาสตร์ที่เป็นรูปธรรม แต่ปัจจุบันไม่มีจุดเชื่อมพอลงลึกคนทั่วไปหลงทางไม่เข้าใจ ลำบาก เพราะ
“ในสังคมประชาธิปไตยนโยบายต่าง ๆ มีที่มาจากประชาชน
จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำให้ประชาชนมีความตระหนักรู้
มีความเข้าใจที่ถูกต้อง และมีทัศนคติที่ส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์
ซึ่งจะแปรผลกลับไปถึงความกินดีอยู่ดี ความเจริญก้าวหน้า เป็นผลดีต่อประชาชนนั่นเอง" ....
ทั้งหมดนี้คือคำถามสำคัญเรื่องนโยบายวิทยาศาสตร์ !

“ในสังคมประชาธิปไตยนี้นโยบายเหล่านี้สามารถที่จะมีไว้ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้ตั้งคำถาม และก็ได้พิจารณาเสมอ”

๕) วิพากษ์ “นโยบาย”
พบกับการวิพากษ์
และการวิพากษ์ควอนตัม (จากคำถามคำตอบ)
Paving the Way for coming Quantum Era:
Sustainable Platform & Community Development
(Science & Technology, Social Sciences, Education, Humanities, Political Science & Law, Economics)
(Official Web)
เกริ่นนำโครงการ
วัตถุประสงค์
เพื่อสร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย เชื่อมโยงภาควิชาการ ภาคอุตสาหกรรม และนโยบายภาครัฐ
เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และเครื่องมือการเรียนรู้แบบเปิดด้านการสื่อสารควอนตัม (communications) การคำนวณควอนตัม (computing) และการตรวจวัดควอนตัม (sensing)
เพื่อส่งเสริมการสื่อสารวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือ ลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีและข้อมูล
เพื่อเตรียมบุคลากรและสังคมไทยให้พร้อมเข้าสู่ยุคควอนตัมโลก พร้อมภุมิคุ้มกันวิทยาศาสตร์เทียม
เพื่อสร้างจดหมายเหตุควอนตัมไทยและเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างรุ่นของนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้กำหนดนโยบาย
คำสำคัญ (keywords); วิทยาศาสตรศึกษา (science education) การสื่อสารวิทยาศาสตร์ (science communication) การจัดการความรู้ (knowledge management) การจัดนิทรรศการวิทยาศาสตร์ (sciecne fair) สารสนเทศ (ไอซีที) เชิงควอนตัม (quantum information & communications technology) การสร้างทรัพยากรและสื่ออนาคต (future resources) จดหมายเหตุควอนตัมโลกและประเทศไทย (World and Thai quantum milestones) การพัฒนาบุคลากรและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (human resource development & networking)
๓) ผู้รับผิดชอบโครงการ
ภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ
IEEE Thailand Section Quantum IT group & IEEE Communications Society (Thailand Chapter)
ประธานกรรมการอำนวยการกิตติมศักดิ์:
คณบดี คณวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง (KMITL) และ
นายกสมาคม IEEE Thailand Section
ประธานโครงการ:
รศ.ดร.สุภาพ ชูพันธ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (สถาบันการศึกษา) และ
ดร.เกียรติศักดิ์ ศรีพิมานวัฒน์ (สมาคมวิชาชีพ)
คณะที่ปรึกษา:
ศ.ดร.ชิดชนก เหลือสินทรัพย์ - ราชบัณฑิต (วิทยาการคอมพิวเตอร์)
ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน - ราชบัณฑิต (ฟิสิกส์)
รศ.ดร.โกศล เพ็ชร์สุวรรณ์ - อดีตอธิการฯส.พระจอมเกล้าฯลาดกระบัง (ธรรมาภิบาลและการศึกษา)
รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม - อดีต ผอ.ส.วิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ฯ (บริหารงานวิจัย)
ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช - นายกสภา มทส. (การจัดการความรู้ - KM)
อาจารย์ชัชวาล ปุญปัน - (วิทยาศาสตร์เพื่อสังคม)
พันธมิตรต่างประเทศ:
QWorld (โปแลนด์), Senetas (ออสเตรเลีย), SPINQ (จีน), TCQC-CACR (จีน), Qasky (จีน)
๔. ผลกระทบ (impact)
ภาคสังคมประชาชนทั่วไป เข้าถึงองค์ความรู้และทรัพยกรสื่อสร้างทักษะไอซีทีควอนตัม เกิดความเข้าใจและมีภูมิคุ้มกันควอนตัมแปลกปลอมเบื้องต้น ด้วยผลจากการร่วมสื่อสารวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่เหมาะสม
ภาคการศึกษาและการวิจัย เกิดการรวมกลุ่มใช้ผลผลิตต่อยอดสู่ด้านอื่น ๆ ได้ เช่น โครงการพัฒนาบุคลากร งานวิจัยและพัฒนาที่เหมาะสมกับประเทศไทย จากการร่วมกันสื่อสารวิชาการสาธารณะที่ถ้วนทั่วครบทุกด้าน
ภาคอุตสาหกรรมหรือธุรกิจ ได้รับการส่งเสริมให้สามารถติดตาม เข้าถึง และปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่นี้ได้รวดเร็วพร้อมกับลดความเสี่ยงด้วยข้อมูลของโครงการที่ครอบคลุมและอ้างอิงตรวจสอบได้
ภาครัฐโดยผู้กำหนดนโยบาย ทั้งด้านโทรคมนาคม สารสนเทศ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและที่เกี่ยวข้อง ตระหนักถึงศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยี พร้อมร่วมสื่อสารนโยบายวิทยาศาสตร์ที่เป็นกลางรู้และเท่าทัน
กสทช. สามารถนำผลลัพธ์จากโครงการนี้ไปใช้เพื่อร่วมกำหนดแนวทางสนับสนุนส่งเสริมและตรวจสอบกิจกรรมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับไอซีทีควอนตัมเทคโนโลยีแขนงใหม่ของประเทศได้
“SIAM–Quantum Nexus 2026” คือจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และนวัตกรรมควอนตัมของประเทศไทยอย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือของภาควิชาการ อุตสาหกรรม และนโยบายสาธารณะ เพื่อให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในยุคเศรษฐกิจควอนตัมโลก โดยใช้การเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ และการสื่อสารที่เท่าทันเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาอนาคตของชาติ
Partners:

สํานักงานคณะกรรมการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
หมายเหตุ:
ร่วมเสนอแนะ สนับสนุน ประสานกิจกรรมได้ที่ contact email: thailand_chapter@comsoc.org
Alliance:
Disclaimer:
SIAM-Quantum Nexus 2026
- a public serving project by volunteers
no conflict of interest & none of personal agenda involved
๐
since IYL2015 through
Welcome volunteers !
๐






















































ความคิดเห็น