Q&A -- คำถาม & คำตอบ | “จิตวิทยาเพื่อความเข้าใจและการดูแลสังคมในยุค 5G เอไอ และควอนตัม” | “Science, Critical Thinking, and Conspiracy | Siam-Quantum Nexus 2026| พิชาวีร์ เมฆขยาย |
- Q-Thai Admin

- 2 วันที่ผ่านมา
- ยาว 3 นาที
[ Siam-Quantum Nexus 2026 ] -- ๗ คำถามคำตอบสาธารณะ “จิตวิทยาเพื่อความเข้าใจและการดูแลสังคมในยุค 5G เอไอ และควอนตัม” จากการบรรยาย “Science, Critical Thinking, and Conspiracy: วิธีคิดในยุคข้อมูลชวนเชื่อ”
คำถามที่ ๑. มายาคติจาก 5G ถึงควอนตัม กับ “ช่องว่างความไม่รู้”
จากการบรรยายที่ว่าเทคโนโลยีที่ซับซ้อนมักมีช่องว่างให้จินตนาการของเราเข้าไปเติมเต็ม “ยิ่งเรื่องซับซ้อน ยิ่งมีแนวโน้มใช้ทางลัดทางความคิด” เหมือนกรณีข่าวลือเรื่อง เสา 5G แพร่เชื้อโรค หรือ AI คุมสมอง ในบริบทสังคมไทยที่มักใช้ความเชื่อดั้งเดิมมาอธิบายวิทยาศาสตร์ เพื่อทำให้ง่าย (simplify) ในทางจิตวิทยา เราสามารถเรียกปรากฏการณ์การใช้จินตนาการเติมเต็มพื้นที่ว่างนี้ว่าเป็น "ความขลัง" ตามความคุ้นเคยของสังคมไทยได้หรือไม่? เพราะเมื่อสังเกตจะพบว่า ณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ความขลังมักกระจุกตัวอยู่ที่เทคโนโลยีใหม่อย่าง 5G AI และควอนตัม ในขณะที่เทคโนโลยีรุ่นก่อนอย่าง 3G 4G ไมโครฯ หรือนาโนเทคโนโลยีเริ่มหมดความขลังไปเพราะไม่มีช่องว่างเหลือให้จินตนาการได้อีก
และควรมีแนวทางเตรียมพร้อมอย่างไรเพื่อ “ปิดพื้นที่ว่าง ทางลัด” ล่วงหน้าไม่ให้เกิดความเชื่อที่ผิดบิดเบือนกับเทคโนโลยีแขนงใหม่ๆ ในอนาคตอย่าง 6G หรือ 7G ?
คำตอบ: เวลามนุษย์เจออะไรที่ใหม่และซับซ้อน สมองจะพยายามหาคำอธิบายให้โลกดูเข้าใจง่ายขึ้น ยิ่งเป็นเทคโนโลยีที่เรามองไม่เห็นอย่าง 5G, AI หรือควอนตัม ยิ่งเปิดพื้นที่ให้ความกลัว จินตนาการ หรือความเชื่อบางอย่างเข้าไปผสมได้ง่าย เพราะสมองคนเราไม่ชอบความไม่แน่นอน ดังนั้น คำว่า ความขลัง ในบริบทของคนไทยก็เข้าข่ายของการใช้ทางลัดทางความคิด โดยนำพลังพิเศษมาเป็นนิยามให้กับสิ่งที่ยังอธิบายไม่ได้ หรือยังรู้ไม่มากพอ พอเทคโนโลยีเริ่มกลายเป็นเรื่องธรรมดา ความขลังหรือเรื่องเล่าก็จะค่อยๆ หายไปเอง เหมือน 3G หรือไมโครชิปที่ทุกวันนี้ไม่มีใครรู้สึกว่าลึกลับหรือเป็นเรื่องเหนือจินตนาการแล้ว
สิ่งสำคัญคือการทำให้คนสามารถเข้าถึงความรู้ที่ถูกต้องและเข้าใจได้ง่าย สร้างพื้นที่ที่คนสามารถถามและศึกษาความรู้ที่ต้องได้ ตลอดจนส่งเสริมการใช้ทักษะการคิดให้รอบ (Critical Thinking) ก่อนเชื่อเพื่อให้คนมีวิจารณญาณและเลือกรับสารอย่างไตร่ตรองมากขึ้น
คำถามที่ ๒. บทบาทของคนใกล้ชิด: ความเมตตาต่อผู้ทุกข์ใจจาก “โรคหลงผิด” (Delusional Disorder) และศิลปะการ “สะกิด” อย่างสร้างสรรค์
จากข้อมูลการประสานงานการบรรยายที่เคยหารือกันเรื่องอาการที่อาจเข้าข่าย “หลงผิด” ซึ่งมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ทุกข์ใจอย่างหนักติดต่อมาเพราะเชื่อว่าตนเองถูก AI สอดแนมหรือถูกรังสีควอนตัมทำร้าย การสอดส่องทางไกลคุมพฤติกรรม และอ้างเทคโนโลยีลี้ลับอื่น ๆ คุกคาม เพื่อมาขอรับความช่วยเหลือ ...
ในมุมมองของนักจิตวิทยา คนใกล้ชิดควรมีศิลปะการสื่อสารอย่างไรเพื่อช่วย “ปลดล็อกความกลัว” ให้กับเขา? โดยเฉพาะเมื่อพบว่าความเชื่อนั้นเริ่มแยกขาดจากความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ ควรสื่อสารและแนะนำให้เขาเข้าพบผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ได้อย่างไร โดยที่เขายังรู้สึกว่าเราเป็นมิตรที่หวังดีและไม่ได้กำลังตัดสิน (Judge) ตัวเขา?
คำตอบ: การแสดงออกถึงความหวังดีและความห่วงใยที่จริงใจมากที่สุดเริ่มต้นจากการรับฟังเรื่องราวและความรู้สึกของอีกฝ่ายโดยยังไม่ต้องแก้ไขความเข้าใจผิดหรือเนื้อหาอะไร แค่เปิดใจรับฟังตั้งแต่ต้นจนจบโดยมุ่งความสนใจไปที่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมากกว่าเนื้อหา เช่น ‘ฟังดูแล้วคุณคงเหนื่อยและระแวงมากเลยนะ’ หรือ ‘เรื่องนี้ทำให้คุณเครียดมากใช่ไหม’ ถ้าเราเริ่มต้นด้วยการบอกว่าเขาคิดไปเองหรือสิ่งที่เขาพูดนั้นไร้สาระ ส่วนใหญ่อีกฝ่ายจะยิ่งปิดใจและรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจจนไม่สามารถสร้างบทสนทนาต่อไปได้ เป้าหมายแรกที่เราควรโฟกัสคือการทำให้เขารู้สึกปลอดภัยมากพอที่จะยอมคุยต่อ หลังจากนั้น เมื่อเขาพร้อมที่จะรับฟังคำแนะนำจากเราแล้ว จึงค่อย ๆ ชวนเขากลับมาอยู่กับโลกความเป็นจริงทีละน้อยอย่างไม่เร่งรีบ เช่น ชวนมองข้อมูลจากหลากหลายมุมมอง หรือแนะนำให้พบผู้เชี่ยวชาญในฐานะคนที่จะช่วยหาวิธีลดความทุกข์ ช่วยให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น หรือช่วยคลี่คลายปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ มากกว่าการตีตราว่าสิ่งที่เขาเป็นคืออาการป่วยแล้วต้องไปหาหมอ
คำถามที่ ๓. เมื่ออาการชั่วคราว “ความเหลือล้นหรือไบโพลาร์” กลายเป็น “งานวิจัยเทียม” ที่ทำร้ายสังคม - สัญญาณเตือนและการป้องกัน
ในอดีต วงการวิทยาศาสตร์ไทยเคยมีบทเรียนสำคัญที่สร้างสถิติระดับโลกซึ่งไม่พึงจดจำ จากกรณีบุคคลที่มีอาการมั่นใจล้นเกิน (Overconfidence Bias) จนส่งผลผลิตเป็น “งานวิจัยเทียม” จำนวนมหาศาล ทั้งในด้านนาโนเทคโนโลยี ควอนตัม และฟิสิกส์ฯ ซึ่งในภายหลังได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่ามีอาการคล้ายไบโพลาร์ กว่าที่มิตรสหายจะทราบและให้ความช่วยเหลือได้ทัน เหตุการณ์ก็ได้สร้างความเสียหายอย่างหนัก ทั้งการสูญเสียงบประมาณภาษีอากร และการผลิตบุคลากรจากฐานความรู้ที่บิดเบือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน จุดที่น่ากังวลคือ ในกรณีนี้เจ้าตัวได้รับประโยชน์โดยมิได้เดือดเนื้อร้อนใจ ซึ่งต่างจากกรณีอาการ ‘หลงผิด’ ในข้อที่ ๒ ที่เจ้าตัวมีความทุกข์ใจ หลบหลีกสังคมและต้องการความช่วยเหลือโดยตรง... แม้กรณีนี้ได้ยุติลงแล้ว แต่ยังคงเป็นอุทาหรณ์ใหญ่ที่ย้ำเตือนวงการเสมอ
เพื่อเป็นแนวทางป้องกันเหตุในอนาคต มีคำถามสำคัญ ดังนี้
“จุดสังเกตพฤติกรรม” และ “สัญญาณเตือน” ที่สำคัญคืออะไร? ที่จะช่วยให้ตัวเราเองหรือเพื่อนร่วมงานรับรู้ได้ทันท่วงที หากเริ่มมีอาการมั่นใจล้นเกินจนแยกขาดจากหลักการวิทยาศาสตร์ที่สมเหตุสมผล ก่อนที่จะไปสร้างความเสียหายในวงกว้าง
ในฐานะคนใกล้ชิดหรือเพื่อนร่วมงาน เราควรมีวิธีสำรวจและแนะนำอย่างไร เพื่อให้สามารถสะกิดเตือนกันไปพบผู้เชี่ยวชาญได้ทันเวลา?
เนื่องจาก “แพทย์เท่านั้น” คือผู้ที่จะสามารถระบุสาเหตุและการรักษาได้ชัดเจน... แต่ก่อนที่จะไปถึงขั้นได้รับการวินิจฉัย หากเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยข้างต้นขึ้นอีก จะเท่ากับว่าสังคมไทยยังคงไม่สามารถป้องกันตนเองได้แม้จะมีบทเรียนใหญ่มาแล้ว ในมุมมองนักจิตวิทยา ควรจะปิดช่องว่างตรงนี้เพื่อปกป้องสังคมไทยได้อย่างไร ?
คำตอบ: ปัญหาสุขภาพใจคือผลรวมของความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ความคิด พฤติกรรม หรือประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตที่เกิดขึ้นต่อเนื่องและเริ่มส่งผลกระทบต่อการทำงาน ความสัมพันธ์ หรือการดูแลตัวเอง ซึ่งการสังเกตสัญญาณตั้งแต่ระยะแรกสามารถช่วยให้คนคนนั้นได้รับการช่วยเหลือได้เร็วขึ้น ตัวอย่างสัญญาณเตือนที่พบได้บ่อย เช่น
• อารมณ์เปลี่ยนแปลงชัดเจน หงุดหงิดง่าย เศร้า วิตกกังวล หรืออ่อนไหวง่ายผิดปกติ
• ถอนตัวจากสังคม ไม่อยากพูดคุยหรือเข้าร่วมกิจกรรมที่เคยสนใจ
• สมาธิลดลง ทำงานผิดพลาดง่าย ประสิทธิภาพการทำงานเปลี่ยนไป
• นอนผิดปกติ เหนื่อยล้า หมดแรง หรือไม่มีพลังในการใช้ชีวิต
• ขาดงาน มาสาย หรือหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบบ่อยขึ้น
• ใช้แอลกอฮอล์ บุหรี่ หรือพฤติกรรมเสี่ยงเพื่อจัดการอารมณ์
• มีพฤติกรรมหรือคำพูดที่สะท้อนความสิ้นหวัง รู้สึกไร้ค่า หรืออยากหายไปจากปัญหา
โดยการสังเกตควรมองจากความเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับระดับปกติของคนนั้นมากกว่าการตัดสินจากเหตุการณ์เพียงครั้งเดียว และควรใช้ความเข้าใจมากกว่าการตีตรา เพราะสุขภาพจิตเป็นเรื่องที่สามารถดูแลและฟื้นฟูได้เมื่อได้รับการช่วยเหลืออย่างเหมาะสม และหลายครั้งการป้องกันที่ดีที่สุด ไม่ใช่การรอให้เกิดวิกฤต แต่คือการทำให้ผู้คนในสังคมรู้สึกว่าการขอความช่วยเหลือทางด้านสุขภาพใจเป็นเรื่องปกติ

คำถามที่ ๔. อัลกอริทึมกับ “ยันต์กันหลอก” (Confirmation Bias) พลังสื่อสารวิทยาศาสตร์ภูมิคุ้มกันที่เป็นมิตรต่อสุขภาพจิต
จากข่าวลือเรื่อง ชิปฝังในวัคซีน และวิทย์เทียม (Pseudoscience) อื่น ๆ ที่แพร่กระจายเพราะ Algorithm ของโซเชียลมีเดียส่งข้อมูลที่ตรงความเชื่อเดิมมาให้ซ้ำๆ จนผู้รับข้อมูลหลงเชื่อฝังหัว iSTRONG มีเทคนิคอย่างไรที่จะช่วยให้คนทั่วไปกล้าใช้ทักษะ Critical Thinking มาลงมือ “ปรับจูนและตั้งค่าหน้า Feed” ของตนเองเพื่อป้องกันการถูกโน้มน้าวจากแพลตฟอร์มและกลุ่มผู้หวังผลประโยชน์? และจะทำอย่างไรให้การมอบความจริงทางวิทยาศาสตร์ เป็นการมอบ “ยันต์กันหลอก” ที่ช่วยคัดกรองข้อมูลคุณภาพ โดยไม่ไปกระทบกระแทกหรือทำร้ายจิตใจผู้ที่มีความเชื่อเดิมอยู่ก่อน ?
คำตอบ: ปัจจุบัน Algorithm ของโซเชียลมีเดียถูกออกแบบมาให้ส่งข้อมูลที่ตรงกับสิ่งที่เราเคยสนใจหรือเชื่ออยู่แล้วเพื่อให้เราอยู่บนแพลตฟอร์มนานขึ้น จึงทำให้หลายคนค่อย ๆ อยู่ในห้องสะท้อนความเชื่อ (Echo Chamber) โดยไม่รู้ตัว และเมื่อรับแต่ข้อมูลเดิมซ้ำ ๆ สมองก็มีแนวโน้มจะรู้สึกว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นความจริงมากขึ้น แม้ข้อมูลนั้นอาจไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับก็ตาม
หนึ่งในวิธีฝึก Critical Thinking ที่สำคัญ คือการปรับค่าเริ่มต้น (Default Mode) ของการเสพข้อมูลใหม่ เช่น อย่าเลือกฟอลแค่เพจหรือแหล่งข่าวที่คิดเหมือนเราเพียงด้านเดียว
เพราะสุดท้ายเราอาจได้ข้อมูลชุดเดิมซ้ำ ๆ จนมองว่ามันคือความจริงทั้งหมด ลองตั้งใจฟอลอย่างน้อย 2 แหล่งข้อมูลที่มีมุมมองแตกต่างกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เห็นเหตุผล หลักฐาน และวิธีคิดที่หลากหลายมากขึ้น การรับข้อมูลที่ขัดแย้งกับความเชื่อ ไม่ได้แปลว่าเราต้องเปลี่ยนความเชื่อในทันที แต่ช่วยให้สมองไม่ปิดกั้นการรับข้อมูลใหม่ ๆ และเพิ่มทักษะในการคิดและเปรียบเทียบข้อมูลด้วยเหตุผล
อีกทักษะสำคัญคือ การตั้งคำถามกับข้อมูลมากกว่าการรีบเชื่อหรือรีบปฏิเสธไปก่อน ตัวอย่างคำถามที่ช่วยในการวิพากษ์ข้อมูล เช่น ข้อมูลนี้มีที่มาจากแหล่งไหน มีงานวิจัยหรือผู้เชี่ยวชาญรองรับหรือไม่ คนที่เผยแพร่ข้อมูลได้ประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้ และมีข้อมูลอีกด้านที่อธิบายต่างออกไปไหม
จุดมุ่งหมายของการฝึกสมองให้รับข้อมูลควรเป็นการฝึกให้เราได้ลองชวนคิดถึงความเป็นไปได้ของสิ่งต่าง ๆ มากกว่าการพยายามหาข้อมูลเพื่อชี้ว่าอะไรผิดหรือถูกเพียงอย่างเดียว ทั้งการชวนดูหลักฐานจากหลาย ๆ ด้าน ชวนตั้งคำถาม หรือชวนทดลองตรวจสอบด้วยตัวเอง วิธีเหล่านี้จะช่วยให้ผู้คนเรียนรู้ที่จะคัดกรองข้อมูลอย่างมีคุณภาพโดยยังรักษาความสัมพันธ์และความรู้สึกของผู้ที่มีความเชื่อที่ไม่แตกต่างกันในสังคมเอาไว้ได้
คำถามที่ ๕. เมื่อ “อารมณ์” บดบัง “เหตุผล” (Emotional Reasoning)
คุณพิชาวีร์กล่าวว่ามนุษย์ประมวลข้อมูลผ่านอารมณ์และประสบการณ์ชีวิตเป็นหลัก ในยุคที่ข่าวสารท่วมท้นและมีการใช้เล่ห์เหลี่ยมสไตล์ศรีธนญชัยมาบิดเบือนวิทยาศาสตร์ เราจะมีเครื่องมือหรือแบบฝึกหัดทางจิตวิทยาใดบ้าง ที่ช่วยลดการใช้ Emotional Reasoning หรือการ “รู้สึกว่าใช่เลยเชื่อ” เพื่อให้ประชาชนหันมาใช้กระบวนการประเมินหลักฐานอย่างระมัดระวังและสมเหตุสมผลมากขึ้น ?
คำตอบ: การจัดการกับอารมณ์ที่ดีที่สุด คือ การตระหนักรู้ถึงอารมณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อไหร่ที่อารมณ์เริ่มมีอิทธิพลเหนือเหตุผล สิ่งที่เราทำได้ง่าย ๆ คือ การให้จังหวะตัวเองได้ลองหยุดคิดสักนิดแล้วถามตัวเองง่าย ๆ 3 ข้อว่า
ตอนนี้เรากำลังรู้สึกอะไร
ความรู้สึกนี้มาจากข้อมูลจริง หรือมาจากความรู้สึกอะไรบ้างอย่างในตัวของเรา
มีหลักฐานอะไรที่อาจทำให้เราคิดต่างจากเดิมได้บ้าง
อีกเครื่องมือหนึ่งคือ การแยกให้ชัดระหว่าง ฉันรู้สึกว่า… กับ หลักฐานบอกว่า… เช่น ‘ฉันรู้สึกว่ามันอันตราย’ เป็นความรู้สึกที่รับเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าจะสรุปว่า ‘มันอันตรายจริง’ เราต้องมีหลักฐานที่ตรวจสอบและจับต้องได้มารองรับด้วย

คำถามที่ ๖. การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่าง “รู้เท่าทันอคติ” “สังคมช่วยสอดส่อง” (Community Watch)
จากการบรรยายที่ระบุว่าผู้คนย่อมมีอคติเป็นเรื่องปกติ ควรจะร่วมกันสร้าง “วัฒนธรรมในองค์กรหรือหน่วยงานวิชาการ วิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” อย่างไร ให้เน้นการสอดส่องดูแลแบบเอื้ออาทร มิใช่การจับผิด? เพื่อให้คนที่มีสัญญาณความเชื่อที่เริ่มผิดปกติเกี่ยวกับเทคโนโลยีหรืออาการบ่งชี้ต่างๆ ได้รับการดูแลเยียวยาตั้งแต่เนิ่นๆ โดยที่เขายังสามารถรักษาศักดิ์ศรี ทำงาน และอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างปกติสุข
คำตอบ: วัฒนธรรมที่จะเอื้อให้คนรู้สึกมีความปลอดภัยทางใจ ควรระวังประเด็นละเอียดอ่อนอย่างการสอดส่องและเน้นการช่วยกันดูแลมากกว่า เพราะทุกคนมีอคติได้ ทุกคนเชื่อผิดได้ และทุกคนมีช่วงที่เปราะบางได้ โดยเฉพาะในองค์กรหรือหน่วยงานวิชาการที่ความมั่นใจ ความเชี่ยวชาญ และชื่อเสียง อาจทำให้คนไม่กล้ายอมรับว่าตัวเองกำลังสับสนหรือกำลังต้องการความช่วยเหลือ
วัฒนธรรมในองค์กรที่ดีจึงควรเริ่มจากการทำให้พื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ที่มีความปลอดภัยทางใจ (Psychological Safety) กล่าวคือ การให้ความสำคัญกับการสร้างบรรยากาศที่เปิดกว้าง ปลอดภัย และไม่ตัดสินกัน เพื่อให้พนักงานหรือคนในองค์กรกล้าที่จะพูดคุย ขอความช่วยเหลือ หรือส่งต่อความห่วงใยเมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานกำลังเผชิญความเครียดหรือปัญหาบางอย่าง โดยไม่ใช่การถูกประเมินหรือลงโทษ ตลอดจนทำให้การพูดคุยเรื่องสุขภาพใจเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย เช่น การมีแบบประเมินด้านสุขภาพจิต การมีช่องทางให้ปรึกษาเมื่อพนักงานเริ่มรู้สึกเครียด หมกมุ่น หรือแยกตัวมากขึ้น สิ่งที่คนรอบข้างทำได้ คือสังเกตด้วยความห่วงใย ไม่ใช่ด้วยความระแวง เช่น ถ้าเห็นใครเริ่มพูดถึงความเชื่อบางอย่างอย่างรุนแรงขึ้น แยกตัวมากขึ้น นอนไม่พอ หรือไม่เปิดรับข้อมูลใดๆ เลย เราอาจเริ่มจากคำถามว่า ‘ช่วงนี้ดูเหมือนคุณเหนื่อย ๆ อยากให้ช่วยอะไรไหม’ เป็นต้น
คำถามข้อที่ ๗. บทบาทสังคมไทยในการสร้างภูมิคุ้มกัน “วิทยาการเทียม” และ “ความทุกข์ใจ”
สุดท้ายนี้ เพื่อให้เป้าหมายในการสร้างสังคมที่สุขภาพจิตดีเป็นจริง ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมากและมักมาพร้อมกับการโฆษณา “ความขลัง” เพื่อผลประโยชน์แอบแฝง ควรรณรงค์ให้สังคมช่วยกันสอดส่องดูแลแบบ “เพื่อนช่วยเพื่อน” ให้กว้างขวางที่สุดได้อย่างไร เพื่อลดผลกระทบทั้งต่อตัวบุคคลที่ “ทุกข์ใจฟรี” และลดภาระส่วนรวมป้องกันไม่ให้งบประมาณของชาติถูกนำไปใช้กับโครงการที่เกิดจากความไม่เข้าใจกันระหว่างวิทยาศาสตร์และความเชื่อหรือความมั่นใจเกินจริงชั่วคราว หรือแม้วาระซ่อนเร้นผลประโยชน์แอบแฝง และอื่นๆ ... รวมทั้งสิ่งที่ iSTRONG อยากจะฝากถึงสังคมไทยทั่วไป เพื่อเตรียมพร้อมสู่วันข้างหน้าของยุคอนาคตพร้อมด้วยสุขภาพจิตที่ดีตลอดไป ?
คำตอบ ในยุคที่เต็มไปด้วยข้อมูลและความคิดเห็นที่หลากหลาย การดูแลใจตัวเองและคนรอบข้างอาจสำคัญไม่แพ้การติดตามข่าวสาร เราอาจไม่จำเป็นต้องรีบเชื่อหรือรีบตัดสินทุกเรื่องทันที แต่อาจเริ่มจากการตั้งคำถาม ฟังหลายมุมมอง และสังเกตว่าข้อมูลเหล่านั้นส่งผลต่อความรู้สึกของเราอย่างไร เพราะเมื่อโลกภายนอกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การมีพื้นที่ปลอดภัยให้ตัวเองได้พักใจ ทบทวนและคิดอย่างมีวิจารณญาณ คือทักษะสำคัญที่ช่วยให้เราอยู่กับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมั่นคงมากขึ้น ในระดับสังคม องค์กรหรือหน่วยงานต่าง ๆ ก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยสร้างพื้นที่ของการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ ผ่านการตรวจสอบข้อมูล การแลกเปลี่ยนมุมมอง และการชวนกันคิดอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อให้เราไม่หลงไปกับความกลัว ความโกรธ หรือข้อมูลที่ยังไม่รอบด้าน
สิ่งที่ iSTRONG อยากชวนคิด คือ
สังคมสุขภาพจิตที่ดี อาจไม่ใช่สังคมที่ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่คือสังคมที่เราฟังกันได้ แม้เห็นต่าง ตั้งคำถามได้โดยไม่ทำร้ายกัน และช่วยกันหาทางกลับมาสู่ความเข้าใจและความปลอดภัยทางใจร่วมกัน
เพราะเมื่อโลกภายนอกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การมีพื้นที่ให้ตัวเองได้พักใจ ทบทวน และคิดอย่างรอบด้าน คือทักษะสำคัญที่จะช่วยให้เราอยู่กับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมั่นคงมากขึ้น
-:
Paving the Way for coming Quantum Era:
Sustainable Platform & Community Development
(Science & Technology, Social Sciences, Education, Humanities, Political Science & Law, Economics)
(Official Web)
เกริ่นนำโครงการ
วัตถุประสงค์
เพื่อสร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย เชื่อมโยงภาควิชาการ ภาคอุตสาหกรรม และนโยบายภาครัฐ
เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และเครื่องมือการเรียนรู้แบบเปิดด้านการสื่อสารควอนตัม (communications) การคำนวณควอนตัม (computing) และการตรวจวัดควอนตัม (sensing)
เพื่อส่งเสริมการสื่อสารวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือ ลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีและข้อมูล
เพื่อเตรียมบุคลากรและสังคมไทยให้พร้อมเข้าสู่ยุคควอนตัมโลก พร้อมภุมิคุ้มกันวิทยาศาสตร์เทียม
เพื่อสร้างจดหมายเหตุควอนตัมไทยและเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างรุ่นของนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้กำหนดนโยบาย
คำสำคัญ (keywords); วิทยาศาสตรศึกษา (science education) การสื่อสารวิทยาศาสตร์ (science communication) การจัดการความรู้ (knowledge management) การจัดนิทรรศการวิทยาศาสตร์ (sciecne fair) สารสนเทศ (ไอซีที) เชิงควอนตัม (quantum information & communications technology) การสร้างทรัพยากรและสื่ออนาคต (future resources) จดหมายเหตุควอนตัมโลกและประเทศไทย (World and Thai quantum milestones) การพัฒนาบุคลากรและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (human resource development & networking)
๓) ผู้รับผิดชอบโครงการ
ภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ
IEEE Thailand Section Quantum IT group & IEEE Communications Society (Thailand Chapter)
ประธานกรรมการอำนวยการกิตติมศักดิ์:
คณบดี คณวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง (KMITL) และ
นายกสมาคม IEEE Thailand Section
ประธานโครงการ:
รศ.ดร.สุภาพ ชูพันธ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (สถาบันการศึกษา) และ
ดร.เกียรติศักดิ์ ศรีพิมานวัฒน์ (สมาคมวิชาชีพ)
คณะที่ปรึกษา:
ศ.ดร.ชิดชนก เหลือสินทรัพย์ - ราชบัณฑิต (วิทยาการคอมพิวเตอร์)
ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน - ราชบัณฑิต (ฟิสิกส์)
รศ.ดร.โกศล เพ็ชร์สุวรรณ์ - อดีตอธิการฯส.พระจอมเกล้าฯลาดกระบัง (ธรรมาภิบาลและการศึกษา)
รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม - อดีต ผอ.ส.วิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ฯ (บริหารงานวิจัย)
ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช - นายกสภา มทส. (การจัดการความรู้ - KM)
พันธมิตรต่างประเทศ:
Fundacja (โปแลนด์), Senetas (ออสเตรเลีย), SPINQ (จีน), TCQC-CACR (จีน), Qasky (จีน)
๔. ผลกระทบ (impact)
ภาคสังคมประชาชนทั่วไป เข้าถึงองค์ความรู้และทรัพยกรสื่อสร้างทักษะไอซีทีควอนตัม เกิดความเข้าใจและมีภูมิคุ้มกันควอนตัมแปลกปลอมเบื้องต้น ด้วยผลจากการร่วมสื่อสารวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่เหมาะสม
ภาคการศึกษาและการวิจัย เกิดการรวมกลุ่มใช้ผลผลิตต่อยอดสู่ด้านอื่น ๆ ได้ เช่น โครงการพัฒนาบุคลากร งานวิจัยและพัฒนาที่เหมาะสมกับประเทศไทย จากการร่วมกันสื่อสารวิชาการสาธารณะที่ถ้วนทั่วครบทุกด้าน
ภาคอุตสาหกรรมหรือธุรกิจ ได้รับการส่งเสริมให้สามารถติดตาม เข้าถึง และปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่นี้ได้รวดเร็วพร้อมกับลดความเสี่ยงด้วยข้อมูลของโครงการที่ครอบคลุมและอ้างอิงตรวจสอบได้
ภาครัฐโดยผู้กำหนดนโยบาย ทั้งด้านโทรคมนาคม สารสนเทศ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและที่เกี่ยวข้อง ตระหนักถึงศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยี พร้อมร่วมสื่อสารนโยบายวิทยาศาสตร์ที่เป็นกลางรู้และเท่าทัน
กสทช. สามารถนำผลลัพธ์จากโครงการนี้ไปใช้เพื่อร่วมกำหนดแนวทางสนับสนุนส่งเสริมและตรวจสอบกิจกรรมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับไอซีทีควอนตัมเทคโนโลยีแขนงใหม่ของประเทศได้
“SIAM–Quantum Nexus 2026” คือจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และนวัตกรรมควอนตัมของประเทศไทยอย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือของภาควิชาการ อุตสาหกรรม และนโยบายสาธารณะ เพื่อให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในยุคเศรษฐกิจควอนตัมโลก โดยใช้การเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ และการสื่อสารที่เท่าทันเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาอนาคตของชาติ
Partners:

สํานักงานคณะกรรมการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
หมายเหตุ:
ร่วมเสนอแนะ สนับสนุน ประสานกิจกรรมได้ที่ contact email: thailand_chapter@comsoc.org
Alliance:
Disclaimer:
SIAM-Quantum Nexus 2026
- a public serving project by volunteers
no conflict of interest & none of personal agenda involved
๐
since IYL2015 through
Welcome volunteers !
๐















































ความคิดเห็น