“Delusion เรื่องจริง หรือ หลงผิด?”| Siam-Quantum Nexus 2026| นพ.วรา จำปาเงิน | Q&A | ไอซีทีควอนตัมไทยสำหรับสังคมทั่วไปทุกวงการ | June 14, 2026
- Q-Thai Admin

- 2 วันที่ผ่านมา
- ยาว 4 นาที
[ Siam-Quantum Nexus 2026 ] -- บรรยายพิเศษ เรื่อง “Delusion เรื่องจริง หรือ หลงผิด?”โดย นายแพทย์ วรา จำปาเงิน จิตแพทย์ โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมคำถามคำตอบเพื่อช่วยกันดูแลสังคมทั่วไปและบุคลากรวงการวิทย์ไทย
(On Air - June 14, 2026 - 9:00 PM (GMT+7)
“Delusion เรื่องจริง หรือ หลงผิด?”
| บทเรียบเรียงจากการยรรยาย | TRANSCRIPTION |

หัวข้อบรรยาย
ความรู้ทั่วไปด้านจิตเวช
อาการหลงผิด
แนวทางการดูแล

๐ ความรู้ทั่วไปด้านจิตเวช (Psychiatry)
ทำความเข้าใจกันก่อนว่าจิตเวชคืออะไร จิตเวชจะประกอบไปด้วยสองส่วนหลัก ๆ คือ วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ (Medical Science) และ จิตวิทยา (Psychology) โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อรักษาผู้ป่วยทางจิตที่มีความคิด อารมณ์ พฤติกรรม และการรับรู้ที่ผิดปกติ
วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ (Medical Science): มีมุมมองว่าจิตเวชคือโรคสมอง หลักการคือศึกษาการทำงานของสมองที่เกี่ยวข้องและสอดคล้องกับพฤติกรรมหรืออาการที่เกิดขึ้น สิ่งที่ศึกษาคือสารสื่อประสาทต่าง ๆ และลักษณะทางกายภาพของสมอง จุดประสงค์คือการนำเอายาหรือการรักษาทางเลือกต่าง ๆ เช่น การใช้ไฟฟ้า ไปจัดการสมองให้ความคิดหรืออารมณ์เปลี่ยนแปลง
จิตวิทยา (Psychology): มีมุมมองว่าการพัฒนาจิตใจที่ไม่เหมาะสมทำให้เกิดอาการป่วย หลักการคือใช้โมเดลหรือทฤษฎีทางจิตวิทยาเพื่อมาอธิบายปรากฏการณ์หรืออาการป่วยที่เกิดขึ้น สิ่งที่ศึกษาคือทฤษฎีต่าง ๆ ของจิตใจ จิตใต้สำนึก จิตรู้สำนึก และจุดประสงค์คือการนำมาใช้ทำจิตบำบัด หรือที่เรียกว่า Talking Cure หรือ Psychotherapy
๐ อาการหลงผิด (Delusion)
ในตำราจิตเวช (Boland et al., 2021) มีคำนิยามง่าย ๆ ว่า "False, Fixed ideas" หรือ "Fixed false belief" โดยมีคำสำคัญ (Keyword) สองอย่างคือ False ที่แปลว่าผิด และ Fixed ที่แปลว่าเปลี่ยนแปลงยาก ในทางเวชปฏิบัติ จะประเมินว่าเป็นอาการหลงผิดก็ต่อเมื่อมีลักษณะดังนี้:
เป็นความคิดหรือความเชื่อที่ผิดจากความเป็นจริง
หรือเป็นความคิดหรือความเชื่อที่ไม่เหมาะสมกับบริบทของสังคมในปัจจุบัน
ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดหรือความเชื่อนั้นได้ แม้ว่าจะมีหลักฐานมายืนยันว่าไม่ถูกต้อง
หมกมุ่นอยู่กับความคิดหรือความเชื่อนั้นตลอดเวลา จนมีผลกระทบกับชีวิตประจำวัน ทั้งการทำงาน ความสัมพันธ์ และกิจวัตรประจำวัน
๐ ทฤษฎีที่ใช้อธิบายอาการหลงผิด
เกิดจากการสูญเสียความสามารถของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ความเป็นจริง (Reality Testing)
สารสื่อประสาทบางชนิดผิดปกติในตำแหน่งที่เกี่ยวข้อง โดยทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับมากคือ Dopamine hyperactivity in Mesolimbic Pathway ซึ่งเป็นที่มาที่ทำให้เกิดอาการหลงผิด (Delusion) หรืออาการหูแว่วภาพหลอนต่าง ๆ (Hallucination)
ในทางจิตวิทยา มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการตอบสนองต่อความวิตกกังวลในจิตใต้สำนึก หรือเป็นกลไกการป้องกันทางจิต (Defense mechanism)
๐ อาการหลงผิด เท่ากับ ส่วนหนึ่งของโรค
อาการหลงผิดคืออาการ (Symptom) ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค โดยเป็นส่วนหนึ่งของโรคที่มีหลายสาเหตุมาก ได้แก่:
โรคทางกาย: เนื้องอกสมอง หลอดเลือดสมองตีบ โรคสมองเสื่อม โรคลมชัก
สารเสพติด: ยาบ้า กัญชา ยาเค ยาอี สุรา
โรคจิตเวช: Schizophrenia (โรคจิตเภท), Bipolar disorder (โรคอารมณ์สองขั้ว), Delusional disorder (โรคหลงผิด)
การวินิจฉัยจึงจำเป็นต้องให้แพทย์เป็นผู้ซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจสภาพจิต เพื่อนำเอาข้อมูลทั้งหมดมาประกอบกัน

๐ ประเภทของอาการหลงผิด (Delusion)
ตำราทางจิตเวช (Oyebode, 2015) มีรูปแบบแสดงไว้มากมาย เช่น Persecution, Jealousy, Guilt, Nihilistic, Erotomania, Somatic, Misidentification, Infestation, Grandiose, Religious, Delusional Perception, Control และอื่น ๆ แต่ในทางปฏิบัติมี 5 ข้อที่พบได้บ่อย คือ
Persecutory Delusion (หลงผิดคิดระแวง): พบได้บ่อยที่สุดในจิตเวช ลักษณะสำคัญคือคิดระแวงว่าตัวเองถูกปองร้าย ถูกทำร้าย คิดร้าย หรือถูกจับตามองจากสิ่งภายนอก มีหลายรูปแบบ เช่น ระแวงคนจะมาทำร้ายทั้งที่มีตัวตนจริงหรือไม่มี (คนในครอบครัว คู่อริ สายลับ) จนเก็บตัวอยู่ในบ้าน ระแวงสิ่งแวดล้อม เช่น มีกล้องวงจรปิดจับตามอง มีเครื่องติดตามหรือชิปฝังอยู่ในตัว ระแวงสิ่งเหนือธรรมชาติ เช่น เอเลี่ยนบุกโลก ยูเอฟโอ (UFO) หรือสัญญาณ Wifi มาทำร้าย
Jealousy Delusion (หลงผิดคิดหึงหวง): ลักษณะสำคัญคือคิดว่าคู่รักนอกใจ ไม่ซื่อสัตย์กับตน มักมาพบแพทย์ด้วยปัญหาทางอารมณ์ เช่น ซึมเศร้า เครียด วิตกกังวล หรือโกรธเคือง และตามมาด้วยพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น ติดตาม สอดส่อง ตรวจเช็กมือถือ หรือถามบ่อย ๆ ข้อสำคัญที่ควรพิจารณาคือ ต้องไม่มีหลักฐานชัดเจนหรือหลักฐานคลุมเครือและมีความเป็นไปได้ต่ำมาก รวมถึงการตอบสนองของผู้ป่วยมักดูรุนแรงไม่สมเหตุสมผล เช่น โกรธมาก หรือเศร้ามาก
Erotomanic Delusion (หลงผิดคิดว่าถูกรัก): ลักษณะสำคัญคือคิดว่าตัวเองถูกหลงรัก โดยเฉพาะบุคคลสาธารณะ คนดัง หรือคนยิ่งใหญ่ ซึ่งส่วนมากมักเป็นที่ชัดเจนว่าเป็นไปได้ยากมากๆ เช่น คิดว่าดาราดังมาหลงรัก คิดว่ามีเจ้าชายรูปงามมาหลงรัก หรือแต่งงานกับเศรษฐีต่างประเทศ
Grandiose Delusion (หลงผิดคิดว่าตนยิ่งใหญ่): ลักษณะสำคัญคือรู้สึกว่าตัวเองมีฐานะ มีอำนาจมาก บางครั้งคิดว่ามีพลังวิเศษหรือเป็นคนพิเศษ ซึ่งความยิ่งใหญ่นั้นไม่เป็นความจริง เช่น คิดว่าตนรวยล้นฟ้า คิดว่าตนเป็นสายเลือดพระเจ้าแผ่นดิน หรือคิดว่าควบคุมดินฟ้าอากาศได้
Delusional Perception (หลงผิดในการรับรู้): ลักษณะสำคัญคือ แปลความสิ่งเร้าหรือสิ่งกระตุ้นผิด แล้วหลงผิดต่อในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เช่น มีอาการปวดหัวจริง (อาจจากความเครียดหรือไมเกรน) แต่คิดว่าถูกสัญญาณ Wifi บริเวณนั้นรบกวนสมอง มองเห็นแสงไฟกระพริบจากกล้องวงจรปิดแล้วคิดว่ามีใครส่งสัญญาณมาโจมตี หรือเห็นช่องแอร์หรือได้ยินเสียงแอร์แล้วคิดว่าเป็นสัญญาณมาจากพระเจ้า
ข้อควรระวังก่อนตัดสินผู้อื่น
ผู้ป่วยที่มีอาการหลงผิดจะสูญเสียความสามารถในการรับรู้ความเป็นจริง หมายความว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นเป็นความจริงที่เกิดขึ้นสำหรับตัวเขา การไปโต้แย้งจึงไม่มีประโยชน์เพราะเขาไม่เชื่อ

ในทางเวชปฏิบัติ การตัดสินว่าความคิดผู้อื่นคือความหลงผิดต้องใช้ข้อมูลอื่นประกอบด้วย เช่น อาการหูแว่ว อารมณ์เปลี่ยนแปลง ร่วมกับการตรวจสภาพจิต จึงจะบอกได้ว่าความคิดนั้นผิดปกติ จึงไม่แนะนำให้บุคคลทั่วไปตัดสินผู้อื่นว่าป่วย แต่เราสามารถสังเกตความผิดปกติ สงสัย และหาข้อมูลประกอบเพิ่มเติม เช่น หาหลักฐานว่าสิ่งที่คิดมีความจริงหรือความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ลองเทียบกับบริบทสังคมทั่วไป หรือปรึกษาหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่สำคัญคือ ความหลงผิดนั้นต้องมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เช่น สูญเสียความสามารถในการทำงาน กิจวัตรประจำวัน และสัมพันธภาพ จึงจะบอกได้ว่าผู้นั้นป่วยหรือผิดปกติจริง ๆ

ในโลกนี้ยังมีความหลากหลาย เพราะ “ความคิด” นั้นเป็น Spectrum ซึ่งแสดงจุดแบ่งไว้ 5 จุดที่แตกต่างกันตามลำดับ ดังนี้:
ยืดหยุ่น (ฝั่งที่เปลี่ยนแปลงได้)
ความคิด
บุคลิก
ความเชื่อ
หลงผิด (ฝั่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้)
“อาการหลงผิดจึงเป็นจุดสิ้นสุด (Extreme) ของสเปกตรัมที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดได้เลย”
๐ แนวทางการดูแล
อาการหลงผิดเป็นส่วนหนึ่งของโรค ซึ่งแนวทางการดูแลรักษามีดังนี้:
การรักษาด้วยยาได้ผลมากที่สุดในปัจจุบัน: โดยใช้ยาต้านโรคจิต (Antipsychotics) เช่นกลุ่ม Dopamine antagonist หรือ Dopaminergic modulators เพื่อปรับให้สมองกลับมาอยู่ในภาวะปกติ อาการหลงผิดก็จะลดลง
การทำจิตบำบัด เปลี่ยนความหลงผิดได้ไม่ดี: เนื่องด้วยเป็นโรคของสมอง เป้าหมายหลักของการทำจิตบำบัดจึงทำเพื่อให้ผู้ป่วยคงอยู่ในการรักษาอย่างต่อเนื่องเฉย ๆ
๐ สำหรับบุคคลทั่วไป
แนะนำให้ปฏิบัติตามหัวข้อที่ปรากฏในหน้าสไลด์ ดังนี้:
สังเกต : มีความรู้เบื้องต้นและสังเกตความผิดปกติให้ได้ โดยไม่ต้องไปวินิจฉัย
รับฟัง : ฟังอย่างตั้งใจ ด้วยท่าทีไม่ตัดสิน และทำความเข้าใจว่าเขาคิดอะไรอยู่
แนะนำ : เน้นเรื่องการจัดการความคับข้องใจ แนะนำให้มาพบแพทย์เพื่อจัดการความเครียดหรือความคับข้องใจ ซึ่งจะช่วยลดแรงปะทะได้ดีกว่าการไปบอกว่าเขาคิดผิด
เลี่ยงการปะทะ : หลีกเลี่ยงการโต้แย้งอย่างไม่จำเป็น เพราะการโต้แย้งหรือชี้หน้าว่าเขาหลงผิดจะทำให้เกิดการต่อต้านและไม่ยอมเข้ารับการรักษา
ส่งต่อผู้เชี่ยวชาญ : ส่งต่อจิตแพทย์เพื่อประเมินและรักษา และหากเกิดความรุนแรง เช่น มีการทำร้ายตัวเองหรือทำร้ายคนอื่น ให้เรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ตำรวจ กู้ภัย หรือเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์มาทำการช่วยเหลือตามข้อกฎหมาย
References
Boland, R., Verduin, M. L., & Ruiz, P. (2021). Kaplan & Sadock's synopsis of psychiatry (12th ed.). Wolters Kluwer.
Oyebode, F. (2015). Sims' symptoms in the mind: An introduction to descriptive psychopathology (5th ed.). Saunders Elsevier.
สุดท้าย ขอฝากคำกล่าวของ Hippocrates ว่า:"Cure Sometimes, Treat often, and Comfort always."

(คำถาม & คำตอบ)
Siam-Quantum Nexus 2026:
Q&A on Psychiatry and Tech-Delusions
โดย นพ.วรา จำปาเงิน (จิตแพทย์)
คําถามที่ 1 (IEEE): การจัดการเมื่อองค์กรเทคโนโลยีตกเป็นเป้าหมายของอาการหลงผิดคิดระแวง ควรมีแนวทางในการตอบกลับ หรือให้คําแนะนําแก่ผู้ที่ติดต่อเข้ามาเหล่านี้อย่างไร
คำตอบ (นพ.วรา): ไม่ว่าสาขาวิชาไหนก็มักจะมีความคิดความเชื่อผิดๆเสมอ เพราะแต่ละสาขาวิชานั้นมีความยากในการทำความเข้าใจ เพียงแต่วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเป็นเรื่องใหม่ของยุคสมัยที่สร้างความวิตกกังวลให้กับอนาคตที่ไม่แน่นอน บางคนมีความหวัง บางคนสูญเสียศรัทธาความเชื่อเก่า การตอบสนองต่อความรู้ใหม่ๆ มักมีแรงต้านทานเสมอ จึงขอแนะนำการปฏิบัติตัวสำหรับบุคลากรสาขาวิชาต่าง ๆ
1.จัดการจิตใจตัวเอง ไม่ว่าคนที่ติดต่อเข้ามาจะมีความคิดที่ผิดหรือถูก การที่ไม่ตรงหลักการที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์มักก่อให้เกิดความไม่พึงพอใจเสมอ จึงควรตั้งสติ สูดลมหายใจลึก ๆ จัดการอารมณ์ตัวเองให้เป็นกลาง ก่อนที่จะลงมือทำอะไรเสมอ
2.พิจารณาหลักฐานยืนยัน ความเป็นไปได้ต่อทฤษฎีสมคบคิดต่าง ๆ คงอาจเกิดขึ้นได้ ยังมีอะไรหลายอย่างที่เราไม่รู้ แต่ถ้าผิดความเป็นจริง/ไม่มีหลักฐานยืนยันความถูกต้อง/ไม่มีสิ่งใดอธิบายทฤษฎีสมคบคิดนั้นได้ ค่อยหาช่องทางชี้แจงความถูกต้อง ทั้งสาธารณะและส่วนตัว
3.ให้ความช่วยเหลือด้วยจิตเมตตา สอบถามถึงความไม่สบายใจของผู้ติดต่อด้วยความเป็นมนุษย์ เห็นอกเห็นใจความไม่สบายใจ ยื่นข้อเสนอเพื่อช่วยเหลือในสิ่งที่ช่วยได้ หากมีโอกาสอาจเสนอการพบเจ้าหน้าที่ทางกการแพทย์ในด้านการจัดการความไม่สบายใจ
4.ขอความช่วยเหลือ หากตัวเองจัดการอารมณ์ไม่ได้ อาจพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อจัดการอารมณ์ตัวเอง หรือหากถูกคุกคาม/ขู่/ทำร้ายร่างกายให้แจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เช่นตำรวจ

คําถามที่ 2: วิทย์เทียม สินค้าหลอกลวง และเส้นแบ่งกับอาการหลงผิดในการรับรู้ ในมุมมองของจิตแพทย์ ควรจะแยกแยะอย่างไรระหว่าง "กลุ่มคนที่ตกเป็นเหยื่อ/ผู้หลงเชื่อข่าวลวงทั่วไป" กับ "ผู้ป่วยที่มีอาการหลงผิด”
คำตอบ: ในรายละเอียดจำเป็นต้องมีข้อมูลจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจสภาพจิตประกอบ จึงระบุเป็นอาการ/อาการแสดงทางการแพทย์ได้ จึงไม่แนะนำบุคคลทั่วไประบุอาการ เพราะอาจทำให้เกิดการตัดสิน/เข้าใจผิด แต่มีข้อสังเกตให้กรณีสงสัยว่าผิดปกติดังนี้
- กรณีเป็นเหยื่อข่าวลวง อาจมีการเปลี่ยนแปลงความคิดได้เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อมีหลักฐานแย้ง หรือเสียผลประโยชน์หากยังคิด/เชื่อแบบที่ตัวเองเคยคิด/เชื่อ
- กรณีเป็นอาการหลงผิด มักหมกมุ่นกับความคิดจนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน รวมถึงความคิดไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อมีหลักฐานหนักแน่นมากพอ
คําถามที่ 3: ข้อควรระวังในการหยิบยกกรณีศึกษาจาก "ข่าวสาธารณะ" มาวิเคราะห์ (Goldwater Rule & Public Privacy) มีข้อควรระวังหรือจริยธรรมประการใดบ้างในการหยิบยก "ข่าวสาธารณะ" มาพูดถึง
คำตอบ: ขอกล่าวถึงหลัก The Goldwater Rule ที่ออกโดย The American Psychiatric Association (APA) ที่มีหลักการคือ “มิให้จิตแพทย์ออกความเห็นทางวิชาชีพแพทย์ต่อบุคคลสาธารณะที่ไม่ได้ตรวจด้วยตนเอง” ประกอบไปด้วย
- การให้ความเห็นว่าบุคคลสาธารณะป่วย/วินิจฉัยโรค
- การให้ความเห็นว่าบุคคลสาธารณะไม่ป่วย/ไม่เป็นโรค
- อธิบาย/วิเคราะห์พฤติกรรม อาการ ของบุคคลสาธารณะในทางจิตเวช
เหตุผลคือ
- เพื่อปกป้องสิทธิของผู้ป่วย – ป้องกันการตัดสิน/การตีตราบาปต่อตัวบุคคลสาธารณะ หรือใช้ความเห็นในทางที่ผิด เช่น การกล่าวอ้างว่าไม่เป็นโรค/เป็นโรคตอนสู้คดี แม้ไม่ได้รับการตรวจโดยตรง
- เพื่อปกป้องสิทธิของแพทย์ – ป้องกันความผิดพลาดในการวินิจฉัยของแพทย์
แม้ว่าจะทำให้เสียโอกาสบางอย่าง เช่น การที่สังคมจะได้ความรู้เกี่ยวกับจิตเวชผ่านพฤติกรรมของบุคคลสาธารณะ แต่เมื่อชั่งน้ำหนักว่ามีโอกาสผิดพลาดมากกว่าประโยชน์ที่ได้ จิตแพทย์จึงจำเป็นต้องเลี่ยงการวิเคราะห์บุคคลสาธารณะ สิ่งที่อาจพอทำได้ก็คือ การให้ความรู้เกี่ยวกับโรค อาการ ข้อมูลทั่วไปที่เกี่ยวข้องทางการแพทย์ ที่ไม่จำเป็นต้องพาดพิง/กล่าวถึงบุคคลใดหนึ่งทั้งทางตรงและทางอ้อม (แม้แต่การอธิบายทางอ้อมเช่น การบอกว่าใส่ชุดสีแดง ถ้าเวลานั้นคนอื่นนึกขึ้นได้ว่าคนใส่ชุดสีแดงมีแค่คนเดียวเวลานั้น ก็สามารถระบุตัวได้) หรือการยกตัวอย่างกลาง ๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลไม่ให้ระบุตัวตน หรือหากผู้ถูกกล่าวถึงยินดีให้พูดถึงได้ สามารถทำหนังสือแสดงความยินยอมเพื่อเผยแพร่ข้อมูลทางการแพทย์ได้ (มีหลักการคล้ายงานวิจัยในมนุษย์)
คําถามที่ 4: เมื่อคนในแวดวงวิชาการ/นักวิจัย สร้าง “งานวิจัยเทียมระดับโลก (Fabrication)" อาจเกิดจากภาวะเจ็บป่วย อยากเรียนสอบถามว่า ในทางจิตเวชศาสตร์ ภาวะเจ็บป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยแล้วดังกล่าว สามารถส่งผลต่อพฤติกรรมการแสดงออกในแง่การทําผลงานหรือการนําเสนอข้อมูล "วิชาการเกินจริงหรือเทียม" อย่างเปิดเผย
เหล่านั้นได้อย่างไร ?
คำตอบ: ขอตอบเป็นสามส่วน
- ส่วนที่ 1 อาการป่วยบางกลุ่มประเภท เช่น ภาวะ mania ใน Bipolar disorder อาจทำให้ขาดความยับยั่งชั่งใจ อารมณ์คึกคัก และกระทำกิจกรรมใดหนึ่งมากเกินความปกติ
- ส่วนที่ 2 แต่ขณะที่แสดงพฤติกรรมนั้น อยู่ภายใต้การป่วยหรือไม่ เป็นสิ่งที่ยังตอบไม่ได้ชัดเจน จำเป็นต้องมีการสืบสวนสอบสวนโรค กระบวนการทางการแพทย์และกฎหมายเพื่ออธิบายพฤติกรรมที่เกิดขึ้น
- ส่วนที่ 3 มั่นใจได้อย่างไรว่าไม่ใช่ผลประโยชน์ทับซ้อนในการแสดงพฤติกรรม เพราะบางกรณีอาจมีผู้อ้างว่า “ป่วย” เพื่อ secondary gain บางอย่าง เช่น ผลประโยชน์ทางกฎหมายในการยกเว้นความผิดบางอย่าง จึงเน้นย้ำว่า ควรให้เป็นแพทย์ในการตรวจประเมินเองจะดีกว่า

คําถามที่ 5: แนวทางการสังเกตและการเข้าหาของมิตรสหาย บุคคลใกล้ชิดหรือญาติ มิตรสหายหรือญาติพี่น้องควรมีแนวทางสังเกตอาการเบื้องต้นอย่างไร และควรใช้จิตวิทยาในการ "ทักหรือแนะนําให้เขาไปพบแพทย์" อย่างไร
คำตอบ: การสังเกตว่าปกติหรือผิดปกติอาจแบ่งง่ายๆว่า พฤติกรรมนั้นมีผลเสียต่อชีวิตประจำวันแล้วหรือยัง? (การทำงาน, สัมพันธภาพ, การดูแลกิจวัตร) ส่วนการรับมือนั้นแล้วแต่บุคคลตรงหน้าที่คุยด้วย ไม่ได้มีสูตรสำเร็จสำหรับบุคคลใด โดยส่วนตัวผมเองก็ทำไม่สำเร็จ 100% ในการโน้มน้าวผู้ป่วยให้รักษา แต่มีแนวทางที่ส่วนตัวผมเองทำแล้วพอได้
- เข้าหาด้วยความเมตตา เลี่ยงการตัดสินหรือแสดงสีหน้าไม่พึงพอใจ แต่เป็นพยายามทำความเข้าใจความคิดของผู้ป่วย เห็นอกเห็นใจถึงความไม่สบายใจที่เกิดขึ้น
- สอบถามถึงความช่วยเหลือ หลายคนมักเครียดหรือติดปัญหาที่ตัวเองหมกมุ่นอยู่ การถามไปว่า “อยากปรึกษาเรื่องอะไรไหม” หรือ “อยากให้ช่วยอะไรไหม” บางครั้งก็ทำให้สามารถเปิดใจต่อกันมากขึ้น ซึ่งอาจจะนำไปสู่การแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือจิตแพทย์
- เน้นการเชื่อมต่อกับบุคคลตรงหน้า มากกว่าให้ข้อมูล การผูกมิตรหรือแสดงเจตนาดีบางครั้งก็คือการเงียบ รับฟัง หรือพูดในจังหวะที่เหมาะสม แต่ละคนมีบุคลิกภาพไม่เหมือนกันจึงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่ให้เน้นถึงสัมพันธภาพที่ดีที่ไม่จำเป็นต้องตามใจ แต่ต้องเข้าใจ
- ปัญหาบางอย่างในฐานะบุคคลทั่วไปก็ไม่สามารถแก้ให้คนอื่นได้ เพราะมันเหนือการควบคุม จึงต้องทำใจหากจะมีผลเสียต่อใครคนใดคนหนึ่ง ผมมักระลึกเสมอว่า “แม้แต่ตัวเองก็ควบคุมตัวเราเองไม่ได้ทุกอย่าง”
คําถามที่ 6: การแยกแยะความแตกต่างระหว่าง "ความคิดหลงผิด" กับ "ความคิดสร้างสรรค์/นอกกรอบ" ของนักวิทยาศาสตร์ ขอตั้งคําถามว่าจะมีเกณฑ์หรือจุดตัดที่ชัดเจนอย่างไรในการช่วยแยกแยะระหว่าง "ความคิดสร้างสรรค์ที่หลุดนอกกรอบ (Creative/Flexible Thinking)" กับ "ความคิดที่เข้าสู่ภาวะหลงผิด (Delusion)" ?
คำตอบ: ความคิดที่ถูกต้องจะพิสูจน์ตัวเองได้เสมอไม่ว่าวันใดวันหนึ่ง
ถ้ามีหลักฐาน/ความเป็นไปได้ที่จะเป็นจริง ก็คงเป็นแค่ความคิดสร้างสรรค์
ถ้าเป็นไปไม่ได้เลยไม่ว่าจะมีเงื่อนไขแบบใดก็ตาม ก็คงจะเป็นไปไม่ได้หรือหลงผิด

คําถามที่ 7: ความเข้าใจผิดของสังคม “ป่วยจิตเวช สูญเสียความสามารถในการทํางาน"? หากผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องจนอาการสงบ พวกเขาจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตและสร้างสรรค์คุณูปการทางวิทยาศาสตร์ให้กับสังคมได้มากน้อยเพียงใด
คำตอบ: คำถามนี้ได้ให้คำตอบในตัวเองแล้วครับ อาการเจ็บป่วยทางจิตเวชไม่ว่าโรคใดก็ตาม สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ แม้โรคบางโรคไม่หายขาด บางโรคดีขึ้นได้เล็กน้อย บางโรคสูญเสียความสามารถจริงๆ ซึ่งหลังรักษาแล้วต้องประเมินว่าอาการดีเพียงพอที่จะทำงานได้หรือไม่ จะประกอบด้วยความเห็นจากหลายฝ่าย
- วิชาชีพทางการแพทย์ (แพทย์ พยาบาล สหวิชาชีพ) ให้ความเห็นด้านโรคต่างๆว่า ผลการรักษาเป็นอย่างไร อาการดีพอสำหรับการเข้าสู่สังคมปกติหรือไม่ ต้องรักษาถึงเมื่อไร ต้องรักษาต่อเนื่องขนาดไหน ต้องระวังอะไรบ้าง รวมถึงถ้าทางนิติจิตเวชอาจต้องประเมินเกี่ยวกับความสามารถการสู้คดีต่างๆ
- สังกัดของผู้ป่วย ประเมินลักษณะของผู้ป่วยหลังการรักษาว่ายังเหมาะสมในการทำงานหรือไม่ อาจทำได้หลายวิธี เช่นการทดลองงานชั่วคราวแล้วประเมินผลลัพธ์ มีเจ้าหน้าที่ช่วยติดตามการทำงานหรือให้คำปรึกษา
- ครอบครัวหรือคนใกล้ชิด สังเกตพฤติกรรมการอยู่ด้วยกันว่าใกล้เคียงลักษณะเดิมหรือไม่ ต้องช่วยดูแลช่วยเหลืออะไรบ้าง เช่น การจัดยา การช่วยเหลือทางสังคม
สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณทางสมาคมฯที่ได้ให้เกียรติกระผมในงานบรรยาย และคำถามแต่ละคำถามนั้นมีประโยชน์ในการให้ความรู้บุคคลทั่วไปถึงความรู้ทางจิตเวชที่มีโอกาสเข้าถึงและทำความเข้าใจได้ยาก กระผมยินดีที่จะให้ข้อมูลความรู้เท่าที่ตนเองสามารถ กระผมขอให้ทุกท่านคงไว้ซึ่งความเมตตาเจตนาดีต่อเพื่อนมนุษย์เพื่อประโยชน์ของสังคม
Paving the Way for coming Quantum Era:
Sustainable Platform & Community Development
(Science & Technology, Social Sciences, Education, Humanities, Political Science & Law, Economics)
(Official Web)
เกริ่นนำโครงการ
วัตถุประสงค์
เพื่อสร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย เชื่อมโยงภาควิชาการ ภาคอุตสาหกรรม และนโยบายภาครัฐ
เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และเครื่องมือการเรียนรู้แบบเปิดด้านการสื่อสารควอนตัม (communications) การคำนวณควอนตัม (computing) และการตรวจวัดควอนตัม (sensing)
เพื่อส่งเสริมการสื่อสารวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือ ลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีและข้อมูล
เพื่อเตรียมบุคลากรและสังคมไทยให้พร้อมเข้าสู่ยุคควอนตัมโลก พร้อมภุมิคุ้มกันวิทยาศาสตร์เทียม
เพื่อสร้างจดหมายเหตุควอนตัมไทยและเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างรุ่นของนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้กำหนดนโยบาย
คำสำคัญ (keywords); วิทยาศาสตรศึกษา (science education) การสื่อสารวิทยาศาสตร์ (science communication) การจัดการความรู้ (knowledge management) การจัดนิทรรศการวิทยาศาสตร์ (sciecne fair) สารสนเทศ (ไอซีที) เชิงควอนตัม (quantum information & communications technology) การสร้างทรัพยากรและสื่ออนาคต (future resources) จดหมายเหตุควอนตัมโลกและประเทศไทย (World and Thai quantum milestones) การพัฒนาบุคลากรและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (human resource development & networking)
๓) ผู้รับผิดชอบโครงการ
ภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ
IEEE Thailand Section Quantum IT group & IEEE Communications Society (Thailand Chapter)
ประธานกรรมการอำนวยการกิตติมศักดิ์:
คณบดี คณวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง (KMITL) และ
นายกสมาคม IEEE Thailand Section
ประธานโครงการ:
รศ.ดร.สุภาพ ชูพันธ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (สถาบันการศึกษา) และ
ดร.เกียรติศักดิ์ ศรีพิมานวัฒน์ (สมาคมวิชาชีพ)
คณะที่ปรึกษา:
ศ.ดร.ชิดชนก เหลือสินทรัพย์ - ราชบัณฑิต (วิทยาการคอมพิวเตอร์)
ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน - ราชบัณฑิต (ฟิสิกส์)
รศ.ดร.โกศล เพ็ชร์สุวรรณ์ - อดีตอธิการฯส.พระจอมเกล้าฯลาดกระบัง (ธรรมาภิบาลและการศึกษา)
รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม - อดีต ผอ.ส.วิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ฯ (บริหารงานวิจัย)
ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช - นายกสภา มทส. (การจัดการความรู้ - KM)
พันธมิตรต่างประเทศ:
Fundacja (โปแลนด์), Senetas (ออสเตรเลีย), SPINQ (จีน), TCQC-CACR (จีน), Qasky (จีน)
๔. ผลกระทบ (impact)
ภาคสังคมประชาชนทั่วไป เข้าถึงองค์ความรู้และทรัพยกรสื่อสร้างทักษะไอซีทีควอนตัม เกิดความเข้าใจและมีภูมิคุ้มกันควอนตัมแปลกปลอมเบื้องต้น ด้วยผลจากการร่วมสื่อสารวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่เหมาะสม
ภาคการศึกษาและการวิจัย เกิดการรวมกลุ่มใช้ผลผลิตต่อยอดสู่ด้านอื่น ๆ ได้ เช่น โครงการพัฒนาบุคลากร งานวิจัยและพัฒนาที่เหมาะสมกับประเทศไทย จากการร่วมกันสื่อสารวิชาการสาธารณะที่ถ้วนทั่วครบทุกด้าน
ภาคอุตสาหกรรมหรือธุรกิจ ได้รับการส่งเสริมให้สามารถติดตาม เข้าถึง และปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่นี้ได้รวดเร็วพร้อมกับลดความเสี่ยงด้วยข้อมูลของโครงการที่ครอบคลุมและอ้างอิงตรวจสอบได้
ภาครัฐโดยผู้กำหนดนโยบาย ทั้งด้านโทรคมนาคม สารสนเทศ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและที่เกี่ยวข้อง ตระหนักถึงศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยี พร้อมร่วมสื่อสารนโยบายวิทยาศาสตร์ที่เป็นกลางรู้และเท่าทัน
กสทช. สามารถนำผลลัพธ์จากโครงการนี้ไปใช้เพื่อร่วมกำหนดแนวทางสนับสนุนส่งเสริมและตรวจสอบกิจกรรมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับไอซีทีควอนตัมเทคโนโลยีแขนงใหม่ของประเทศได้
“SIAM–Quantum Nexus 2026” คือจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และนวัตกรรมควอนตัมของประเทศไทยอย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือของภาควิชาการ อุตสาหกรรม และนโยบายสาธารณะ เพื่อให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในยุคเศรษฐกิจควอนตัมโลก โดยใช้การเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ และการสื่อสารที่เท่าทันเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาอนาคตของชาติ
Partners:

สํานักงานคณะกรรมการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
หมายเหตุ:
ร่วมเสนอแนะ สนับสนุน ประสานกิจกรรมได้ที่ contact email: thailand_chapter@comsoc.org
Alliance:
Disclaimer:
SIAM-Quantum Nexus 2026
- a public serving project by volunteers
no conflict of interest & none of personal agenda involved
๐
since IYL2015 through
Welcome volunteers !
๐



























































ความคิดเห็น