บันทึกแห่งปี: จาก “รหัสเทอร์โบ” สู่ “ควอนตัมศรีธนญชัย” และทางออกของ อววน. ไทย | สนทนากับ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช | พ.ศ.๒๕๖๙
- K Sripimanwat

- 5 วันที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที
บทสรุปหลังสนทนาครั้งที่ ๑๒ ของรอบสองทศวรรษร่วมกับที่ปรึกษาอาวุโส ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช เมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๖๙ ร้อยเรียงเรื่องราวพัฒนาการจากอดีตถึงปัจจุบันผ่านมุมมองการจัดการความรู้ จากก้าวแรกยุคสื่อสารโทรคมนาคมมาสู่ยุคควอนตัมกำกวม !
หากจะพรรณาการย่างก้าวของเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยในรอบยี่สิบปี บันทึกการสนทนากับที่ปรึกษาท่านนี้ถือเป็นหนึ่งใน “จดหมายเหตุทางปัญญา” ที่อาจใช้ไล่เรียงประวัติศาสตร์ร่วมสมัยได้พอสมควร เริ่มถักทอการสนทนากันมาตั้งแต่การสร้างบุคลากรวงการวิทย์ผ่านหนังสือเล่มแรก “รหัสเทอร์โบ” เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๘ มาจนถึง “เทคโนโลยีควอนตัม” ของตลอดช่วงปี พ.ศ.๒๕๖๘ ที่ผ่านมา อันเป็นปีแห่งการครบรอบหนึ่งศตวรรษวิทยาการสำคัญของโลก (#IYQ #ThaiYQ2025) บันทึกอดีตเหล่านั้นมิได้เพียงแค่บอกเล่าความทรงจำ แต่ยังสะท้อนถึง “บาดแผล” และ “โอกาส” ที่ประเทศไทยต้องเผชิญ โดยได้ร่วมปักปันหมุดหมายสำคัญของ “การเดินทางทางปัญญา” เหล่านั้นกันมาอย่างต่อเนื่องนานถึงสองทศวรรษเต็ม มีโอกาสย้อนกลับไปพิจารณาบันทึกเก่าคราวใด จะเห็นได้ซึ่งสายธารความคิดจากสมองของกูรูนำมาสู่ข้อแนะนำเพื่อจัดการความรู้ให้กับสังคมไทยได้อย่างกระจ่างชัด การสนทนาต้อนรับปีใหม่ พ.ศ.๒๕๖๙ ครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสดีเพื่อขอรับคำปรึกษาต่อการมาถึงของยุควิทยาการใหม่สาขาควอนตัมที่ดูกำกวมนั้นด้วย ... ขอเชิญร่วมเดินทางสำรวจไปกับบันทึกครั้งใหม่ บันทึกความรู้แห่งปีที่ยี่สิบ
๑) ทบทวนอดีต: ๒๐ ปีแห่งการเดินทางของความรู้
จากจุดเริ่มต้นอันเปรียบเสมือนบุพเพสันนิวาสทางปัญญาที่นำพาปราชญ์ของแผ่นดินด้านการแพทย์และการศึกษาไทยให้มาพบกับศิษย์ต่างวงการ ข่าวสารจากวงการโทรคมนาคมหรือวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสารไทยที่นำเสนอไว้พักใหญ่ก่อนหน้าทำให้เกิดการสนทนาครั้งแรกขึ้น (พ.ศ.๒๕๔๘) โดยข้อแนะนำปีแรกที่ปรึกษาอิสระได้เน้นย้ำเรื่อง "การจัดการความรู้" (KM) และการสร้าง "Success Story” ที่ต้องเกิดจากผู้ใช้งานเป็นสำคัญ พร้อมโจทย์การบ้านมากมายหลายเรื่องให้มาคิดทำต่อเนื่องยาวนานผ่านวงสนทนาอีกนับสิบครั้งถัดมา ครอบคลุมทั้งวิทยาการนำสมัย การศึกษาและศาสตร์แห่งสังคม-มนุษยนิยม ฯลฯ กระทั่ง ครั้งก่อนหน้าล่าสุดท่านได้ฝากคำปรารภผ่านโจทย์ข้อใหญ่มากว่า “ควรหมกมุ่นเพื่อหาทางออก" ให้ประเทศ (๒๕๖๗) แต่ยังมิทันนำไปปรับใช้ได้ทัน กระจกสะท้อนสังคมไทยบานใหม่ที่ชื่อว่า “ควอนตัม” ปรากฏตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าขวางทางออกที่กำลังสำรวจทำกันอยู่ ดังนั้น ก่อนได้รับข้อเสนอแนะ พ.ศ.ใหม่นี้ ควรมีโอกาสได้ไล่เรียงศึกษาบันทึกเก่าสองทศวรรษกันก่อน (link บันทึกเก่าเลื่อนลงล่าง) เพื่อเข้าใจที่มาที่ไป ดังสรุปนี้
ยุคเริ่มต้น (๒๕๔๘ - ๒๕๕๔) จากการวิพากษ์ “รหัสเทอร์โบ” เล่มแรกปี ๒๕๔๘ (2005) สนทนาครั้งแรกด้วยเรื่องราวของ “การสร้างคนและนวัตกรรม” สู่การสร้างฐานความรู้ต่อเนื่องมายัง “สารานุกรมโทรคมนาคมไทย” “อภิธานศัพท์โทรคมฯ” “จดหมายเหตุโทรคมนาคมไทยและโลก” ฯลฯ อันเป็นรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านยุคดิจิทัล (www.quantum-thai.org/q-books)
ยุคจัดการความรู้ (๒๕๕๕ - ๒๕๖๑) หัวข้อขยายวงไปสู่ “การพัฒนาสังคมวิศวกรรมไฟฟ้า” “สามเหลี่ยมภูเขา” และการตอกย้ำเรื่อง “การจัดการความรู้ (KM)” เพื่อให้ความรู้นั้นกินได้และใช้จริง ฯ
ยุคมุ่งเน้นเป้าหมาย (๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) บทวิพากษ์เชิงสังคมผ่านตัวอย่างบุคลากรผู้เป็นแบบอย่างและการตั้งคำถามถึง “เป้าหมายเพื่อมวลชน” ของวงการวิทย์และการศึกษาไทย เรื่อง “แดนทอง บรีน” กระทั่งมาถึงการตั้งคำถามใหม่ “เป้าหมายเพื่อผู้ใช้ ?” และคำแนะนำให้ “หมกมุ่นกับการแก้ปัญหา” เพื่อหาทางออกให้ประเทศด้วยหลังจากที่ได้สาธยายประวัติศาสตร์สี่สิบปีเบื้องหลังเวทีวัฒนธรรมการสถาปนาภาพลักษณ์รางวัลและสรรเสริญตน (กันเอง) ของวงการวิทยาศาสตร์ไทยผ่านออกมากับสี่สารคดีมากมายคำถามในนาม “ปัญญาอลวน”
ทว่า “ความวัวยังไม่ทันจางหาย” ความพยายามหาทางออกให้วงการวิทย์ไทยได้หลุดพ้นจากกับดักเดิมยังไม่ทันบรรลุผลขณะที่สังคมยังมิทันตั้งตัว กลับปรากฏเวทีวิทยาศาสตร์ที่มุ่งสร้างภาพลักษณ์ความขลังโดยอาศัยงบประมาณภาครัฐ ซึ่งส่งผลกระทบหนักหน่วงกว่าในอดีตที่ผ่านมาเข้าให้อีกครั้งใหม่ช่วงโรคโควิดระบาดใหญ่
เมื่อ ‘ควอนตัม’ ปรากฏเป็นกระจกสะท้อนวงการบานใหม่
ดังนั้น หัวข้อหลักการสนทนารอบปี ๒๕๖๙ นี้จึงถูกจุดประกายด้วยเรื่องจริงหลังวงการวิทย์ไทยอันเป็นโจทย์ที่กำลังร้อนครุกรุ่นดังกล่าวนั้น โดยนำเสนอข้อมูลที่สำรวจผ่านมากับหนังสือการ์ตูนแนวขายหัวเราะเล่มเล็ก ที่ตั้งใจให้ครอบคลุมผู้คนหลายช่วงวัยทั้ง Baby Boomers Gen X และ Y จึงตั้งชื่ออันชวนขันว่า “ควอนตัมศรีธนญชัย” ซึ่งหากได้อ่านพินิจเนื้อหาภายในแล้ว อาจนำพาให้อารมณ์สะทกสะท้อน ทั้งขำทั้งสะอึก ระคนด้วยความฉงน เสียดายและอาลัย หรืออารมณ์ร่วมอื่น ๆ อีกมากพร้อมด้วย
ด้วยเหตุที่ความจริงเบื้องหลังวงการวิทยาศาสตร์ไทยนั้น “คลุมเครือและพรางตา” ประดุจวาทกรรมของศรีธนญชัย จึงได้รับนัดหมายจากท่านที่ปรึกษา ศ.นพ.วิจารณ์วาระครบรอบปีที่ยี่สิบพอดี เพื่อจะได้ซักสนทนากันให้กระจ่าง และเป็นโอกาสดีเช่นกันที่จะขอรับข้อเสนอแนะจากท่านเหมือน ๑๑ ครั้งที่ผ่านมาด้วย
(หมายเหตุ) หนึ่งในอารมณ์ “กำกวมหรือคลุมเครือ” เมื่อได้ทราบวีรกรรมของศรีธนญชัยในวงการวิทย์ควอนตัมไทยจากหนังสือเล่มล่าสุดนี้นั้น อาจเทียบเคียงได้ทำนองเดียวกับข่าวความพิลึกย้อนแย้งเบื้องหลังอาคาร สตง. ของผู้ตรวจการเงินของแผ่นดินถล่มลงจากฤทธิ์แผ่นดินไหว หรือแม้กับเรื่องอาคาร Skyy 9 และ TU Dome ของกองทุนประกันสังคมที่น่าฉงนสงสัยยิ่ง เพียงแต่ “อาคารควอนตัมไทย” ที่ศรีธนญชัยก่อร่างสร้างขึ้นมานั้นจับต้องตรวจสอบไม่ได้ เพราะสร้างกันอยู่ในวาทกรรมกลางอากาศเท่านั้น ถึงกระนั้น ทั้งสามอาคารนี้ละม้ายกันตรงที่เป็นผลจากความกำกวมระดับชาติแล้วนำทรัพย์ส่วนรวมไปใช้ในแนวทางคลุมเครือคล้ายกันนั่นเอง
๒) รีวิว “ควอนตัมศรีธนญชัย”: มายาคติในวงการวิจัยไทย
ในโอกาสการเข้าคารวะปีใหม่ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ยังคงมีพลานามัยที่แข็งแรง แจ่มใส แม้จะล่วงเข้าวัยเลขแปดหลายปีมาแล้ว วงสนทนาพร้อมด้วย คุณชุติมา อินทรประเสริฐ อดีตทีมงาน สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส) ผู้ร่วมสร้างความรู้สู่สังคมร่วมด้วยเช่นทุกครั้ง เริ่มกันทันทีที่หัวข้อใหม่สะท้อนความคิดเรื่องใหม่หลังจากที่อ่านหนังสือ “ควอนตัมศรีธนญชัย" การสนทนาอาหารกลางวันจึงเต็มอิ่มไปด้วยข้อแนะนำมากมายระดับนโยบาย โดยคำว่า “ศรีธนญชัย” จากหนังสือที่อบอวลอยู่บนโต๊ะอาหารมิได้หมายถึงความฉลาดปราดเปรื่องของบุคลากรที่เกี่ยวข้องเพียงอย่างเดียว แต่รวม วาทกรรมสวยหรู (Hype) ความกำกวมเพื่อผลประโยชน์ และภาพลักษณ์เหนือผลลัพธ์แท้จริงด้วย จึงเป็นหัวข้อที่แลกเปลี่ยนกันยาวนานถึงสองชั่วโมงเต็ม และหลังจากร่ำลาแยกย้ายกลับกันแล้ว ท่านที่ปรึกษายังได้นำเสนอความคิดเห็นต่อ “ควอนตัม” ความรู้เรื่องใหม่ที่ชัดเจนขึ้นบ้างแล้วนั้นสู่สาธารณะถึงห้าบทความทีเดียว (อววน. ไทย กับ ควอนตั้ม)

๓) เสียงจาก AI : กระจกส่อง อววน. ไทย
ศ.นพ.วิจารณ์ ได้นำเรื่องราวจากหนังสือพร้อมกับข้อมูลประกอบอื่น ๆ ของการสนทนาไปผ่านการใช้ “สหายเอไอ” (ทั้ง Claude, Perplexity, Gemini, Copilot, You. com และอื่น ๆ) เพื่อช่วยวิเคราะห์รวมถึงตัวแผนที่นำทางควอนตัมไทย (2020-2029) ที่เดินทางมาเลยครึ่งทางแล้ว โดยระบุผลลัพธ์ไว้ในบทความว่าได้พบความจริงที่น่าวิตกและเป็นเอกฉันท์จากทุกระบบ ทั้ง
วิถีศรีธนญชัย หนังสือชี้ให้เห็นว่ามีการสื่อสารเรื่องควอนตัมในลักษณะ “กำกวม” เพื่อผลประโยชน์ตนหรือกลุ่มมากกว่าการสร้างองค์ความรู้ที่แท้จริง
เป้าหมายแฟนตาซี แผนงานบางส่วนมุ่งเน้นภาพลักษณ์ที่ดูสวยหรู เช่น การเคลมว่าควอนตัมจะแก้ปัญหาจราจรหรือจัดการน้ำในระยะอันใกล้ ฯลฯ ซึ่งในทางปฏิบัติอาจเป็นเพียง “วาทกรรมของงบประมาณ”
มายา vs ปัญญา วงการ อววน. (อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม) ตกอยู่ในมายาและการทำอีเวนต์ มากกว่าการสร้าง “คน” หรือ “ระบบนิเวศนวัตกรรม” ที่ยั่งยืน
และมุมมองอื่น ๆ อาทิ
ช่องว่างงบประมาณ ไทยลงทุนหลักร้อยล้านบาทในขณะที่จีนลงทุนหลักหมื่นล้านเหรียญ (ต่างกันกว่า ๒,๕๐๐ เท่า) แต่เรากลับพยายามจะ “แข่งขยับในสนามเดียวกัน” ที่เน้นฮาร์ดแวร์เหมือนมหาอำนาจ
ความอ่อนแอของระบบ อววน. ไทย ติดกับดักการทำงานแบบ “เบี้ยหัวแตก” และขาดการรวมพลังในระดับยุทธศาสตร์
ขาดจิตวิญญาณ National Mission ในขณะที่จีนใช้ควอนตัมเพื่อ “ความอยู่รอดและความมั่นคง” ของชาติ แต่ไทยยังมองเป็นเพียง “กระแสวิชาการ” หรือช่องทางขอทุนวิจัย
เป็นต้น
และจากการผลสำรวจ ปรมาจารย์ด้านการส่งเสริมการจัดการความรู้ไทยยังได้ตั้งคำถามต่อเนื่องไว้อย่างน่าสนใจ ควรแก่การนำมาไฮไลท์ ณ ที่นี้เพื่อถามสังคมไทยทุกฝ่ายไปพร้อมกันด้วยว่า
“ผมตีความว่า แผนปฏิบัติการและความ(ไม่)คืบหน้าของควอนตัมไทย สะท้อนความอ่อนแอของระบบ อววน. (อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม) ไทย ที่ตีโจทย์ไม่แตกว่าเทคโนโลยีควอนตัมมีพลังแค่ไหนต่อการนำมาประยุกต์ใช้ยกระดับอุตสาหกรรมและระบบการผลิตของไทยให้มีมิติของไฮเทค และขาดกลยุทธการพัฒนาเทคโนโลยีไฮเทคร่วมระหว่างภาคการผลิตกับภาควิชาการ ที่สำคัญที่สุด ขาดจิตวิญญาณรวมพลังการทำงานยาก ๆ ให้สำเร็จในภาพใหญ่”
ไม่ทราบว่าข้อสะท้อนคิดนี้ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ หากจะให้การพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัม และเทคโนโลยีอื่นมีส่วนพลิกฟื้นระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยสู่ประเทศรายได้สูง สังคมดี ควรมีการพลิกโฉมระบบ ววน. ไทยอย่างไร ?
๔) ข้อเสนอแนะระดับนโยบายจากเอไอ
สำหรับคำตอบที่ปรากฏอยู่ในทั้งห้าบทความ คัดส่วนสำคัญสำหรับระดับนโยบายด้วยภาษาชาวบ้านและเพื่อสังคมทั่วไปมาดังนี้
“วงการควอนตัมไทยควรเลิก "ปั่นกระแส" (De-hype) และหันมาโฟกัสในจุดที่ไทยมีศักยภาพจริง ... แทนที่จะไปแข่งสร้าง Hardware คอมพิวเตอร์แข่งกับยักษ์ใหญ่ และที่สำคัญคือต้องสื่อสารวิทยาศาสตร์อย่างตรงไปตรงมาตามหลักการในสารคดี Decoding the Universe ไม่ใช่ใช้ความลึกลับของควอนตัมมาหลอกลวง”
“จีนเปรียบเสมือนคนที่ "สร้างรถไฟความเร็วสูง" สำเร็จแล้วและกำลังวิ่งด้วยความเร็วสูง ส่วนไทย ตามแผนที่นำทางฯ เราพยายามบอกว่าเราจะ "ไม่ตกขบวน" แต่ในทางปฏิบัติ เราอาจกำลังถกเถียงกันว่าจะซื้อตั๋วใบไหน หรือพยายามสร้าง “รถเข็นไม้” แล้วแปะป้ายว่ารถไฟความเร็วสูง (ตามสไตล์ศรีธนญชัย)”
และ
“การเรียนรู้เรื่องควอนตัมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ได้ต้องการเพียง “ความฉลาด” แต่ต้องการ “ปัญญา” และ “คุณธรรมใสสะอาด” เพื่อไม่ให้ระบบการศึกษาและวิจัยตกอยู่ภายใต้มายาหลอกลวง การสร้างชาติด้วยนวัตกรรมต้องเริ่มจากการยอมรับความจริงว่าเราอยู่ที่จุดไหน และเดินหน้าด้วยความจริงใจต่อวิชาชีพ”
ข้อความเสนอแนะจากระบบเอไอที่ต้องทบทวนและพิสูจน์ทราบด้วยตนเองต่อเหล่านี้ จึงมิใช่เพียงการสรุปงานจากโต๊ะเอาหารกลางวัน แต่เป็นทั้ง “คำเตือน” และ “เข็มทิศ” ให้กับทุกคนที่ปรารถนาจะเห็นประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักภาพลักษณ์ความขลังหรือเวทีรางวัลสรรเสริญเช่นอดีตสี่สิบปี ควรได้มาซึ่งความรู้ที่กินได้ใช้ได้จริง ๆ หรืออย่างน้อยเป็นภูมิคุ้มกันวิทย์เทียมให้สังคมไทยได้จริง
บทส่งท้าย: บันทึกแห่งปีแห่งการตื่นรู้จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง
ที่ปรึกษาอาวุโสของ Q-Thai Forum ยังได้มอบประโยคสำคัญทิ้งท้ายและอาจกลายเป็นประโยคสำคัญแห่งปีทีเดียว โดยเทคโนโลยีควอนตัมที่ “ศรีธนญชัย” สร้างเป็นวาทกรรมสู่สังคมไทยมายาวนานแล้วนั้นเป็นเครื่องสะท้อน “ความอ่อนแอ” ของระบบ อววน. ไทยได้เป็นอย่างดี หากยังไม่สามารถก้าวข้ามความเป็นศรีธนญชัยหรือความฉลาดแกมโกงในเชิงนโยบายไปสู่ “ปัญญาที่ใสสะอาด” ได้ แผนที่นำทางใด ๆ ก็จะเป็นเพียง “แผนที่นำหลงทาง” นั่นเอง
ผมได้ใช้ไขความกระจ่างเรื่องควอนตัม ได้รับทั้งความรู้ มายา และปัญญาว่า ระบบการศึกษา ระบบวิจัยและพัฒนาย่อมตกอยู่ใต้ มายาหลอกลวงได้เสมอ
การมาถึงยุคของควอนตัมจึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็น “กระจกสะท้อน” เบื้องลึกหลังวงการวิทย์ไทยด้วย หากไม่สามารถพลิกโฉมทั้งโครงสร้าง การบริหาร และวัฒนธรรม ประเทศไทยจะพลาดโอกาสครั้งใหญ่ในการก้าวสู่อนาคตที่ดีโดยมี “ศรีธนญชัย” กลายเป็นส่วนใหญ่ของสังคมแทน – ควอนตัมไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเครื่องมือที่จะช่วยแก้ปัญหาจริงได้หากทำให้มัน “เกิดขึ้นได้จริง”
Q-Thai.Org Forum จึงขอให้ปี พ.ศ. ๒๕๖๙ นี้ เป็นปีที่ประเทศไทยหันมาหมกมุ่นกับการแก้ไขเวทีภาพลักษณ์วิทยาศาสตร์ไทยอย่างจริงใจ เพื่อเปลี่ยนจากที่ “ตามกระแส” สู่การ “รังสรรค์ปัญญาให้เหมาะสมกับตน” ได้อย่างภาคภูมิ โดยขอเชิญอดีตผู้บริหารวิทย์รุ่น Baby Boomers & Gen X จากที่ประชุมการจัดทำ “ยุทธศาสตร์การวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research)” ๖ มิ.ย. พ.ศ. ๒๕๖๒ ต้นน้ำลำธารนโยบายควอนตัมไทย กลับมาร่วมด้วยช่วยกันเพื่อแก้ไขผลกระทบจากแผนที่นำทางฯ ข้างต้นที่ให้กำเนิดไว้ได้ทันเวลา -- #ไทยควอนตัมสำนึกชอบ
๒๔ มกราคม ๒๕๖๙
อ้างอิงข้อมูลจาก: Quantum-Thai และ GoToKnow: Prof.Vicharn Panich (www.gotoknow.org)
รวมบันทึกในอดีต
ผู้ก่อตั้งและอดีตประธานสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ก่อตั้งสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส)
และที่ปรึกษา Q-Thai forum
“สองทศวรรษสนทนาปัญญาผลึก นำจารึกพึงร้อยเพียงเรียงอักษร
รหัสเทอร์โบ ถึง ควอนตัม เอื้ออาทร พบคำสอนสะท้อนเงาเขลาวงศ์
ตั้งสติครวญปัญญาปัญหาแก้ ปั่นกระแสนั้นมายาพาวนหลง
วางวาทกรรมศรีธนญชัยไว้นอกกรง บวรตรง ส่องทาง สร้างชาติไทย”
| คำนิยม "รหัสเทอร์โบ" 2005 (๒๕๔๙) | สนทนาสารานุกรมโทรคมนาคมไทย 2009 (๒๕๕๒) | สนทนาอภิธานศัพท์โทรคมฯ 2011 (๒๕๕๔) | คำนิยม "พัฒนาการการประชุมฯวิศวฯไฟฟ้าฯ" 2013 (๒๕๕๖) | สนทนาเยี่ยมเยียน "จัดการความรู้โทรคมนาคมไทย" 2014 (๒๕๕๗) | สนทนา "success story" 2015 (๒๕๕๘) | สนทนา “สามเหลี่ยมภูเขา” 2016 (๒๕๕๙) | สนทนา "จัดการความรู้" 2018 (๒๕๖๑) | สนทนาและวิพากษ์ "แดนทอง บรีน" 2019 (๒๕๖๒) | สนทนา "เป้าหมายเพื่อ User" 2020 (๒๕๖๓) | “หมกมุ่นกับการแก้ปัญหา ฯ” (๒๕๖๗) | “จากโลกอนุภาคจิ๋ววววว สู่การตีความโลกมนุษย์” ‘หนึ่งร้อยปีควอนตัมโลก ครึ่งศตวรรษควอนตัมไทย’ (๒๕๖๗) |
(ความเห็น ๒๕๖๘)
ชุดคอลัมน์ 'เตือนใจควอนตัมไทย'
“เรียนรู้ประวัติศาสตร์ เพื่ออนาคตที่ผิดพลาดน้อยลง”





















































ความคิดเห็น