top of page
QICTechFACTcheckLoGoWhite-2021.jpg

De-Personalization - กรณี ‘พี่สอนน้อง’ ผู้ยังคงหลงภาพลักษณ์ | “มุมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” | ดร.โกศล เพ็ชร์สุวรรณ์ | SIAM-Quantum Nexus 2026 | ไอซีทีควอนตัมไทยสำหรับสังคมทั่วไปทุกวงการ | เมษายน ๒๕๖๙

ภาพของโลกวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทยติดหล่มอยู่กับการสะสม “ภาพลักษณ์” นั้น ยังคงพบเห็นได้มากมายกว่าการสร้าง “ระบบความรู้” ผ่านมากับทุกยุควิทยาการร่วมสมัย มากมายครั้งที่เคยตื่นเต้นเป็นคำฮิตติดปากแล้วจากไป ทั้งสมัย ‘ไมโครฯ’ ‘นาโนฯ’ จนมาถึงคอมพิวเตอร์’ควอนตัม’สาขาใหม่ ‘เอไอ’ และ ‘ชิป’ ประมวลผล ขณะที่การบ่มเพาะ “มโนทัศน์” ซึ่งเป็นรากแก้วการพัฒนาที่แท้จริงยังคงยากที่จะเติบโตปลูกฝังให้หยั่งลึก การปลดแอกวงการวิทย์ออกจากกับดักภาพลักษณ์ดังกล่าวด้วย “มรดกทางปัญญา” ของผู้บริหารรุ่นก่อน ๆ หน้ายังคงไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง แต่การสานต่อวัฒนธรรมภาพลักษณ์ดั้งเดิมกลับดำดิ่งสู่รุ่นทายาทอย่างเข้มข้น ทางออกพร้อมข้อแนะนำจาก ดร.โกศล เพ็ชร์สุวรรณ์ “รุ่นพี่” ของวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทยในครั้งนี้ จึงมิใช่เพียงถ่ายทอดความเห็นเชิงบริหารเพื่อคนรุ่นหลังได้ก้าวพ้นหลุมพราง “ภาพลักษณ์ รางวัล และสรรเสริญตน (กันเอง)” เท่านั้น แต่มาพร้อมการแนะแนวสไตล์ ‘รุ่นพี่’ ทักผู้บริหาร ‘รุ่นน้อง’ ด้วย ดยเฉพาะกลุ่มผู้อาวุโสที่ยังคงโหนบังเหียนอำนาจระบบราชการอยู่หลังเวทีภาพลักษณ์นิยม

(บทสัมภาษณ์ครั้งที่ ๒/ ๒๕๖๙)
(บทสัมภาษณ์ครั้งที่ ๒/ ๒๕๖๙)

๑) วัฒนธรรมอุปถัมภ์ เมื่อระบบราชการกลืนความเป็นวิชาการ

โครงสร้างการบริหารวิทยาศาสตร์ไทยที่ถูกออกแบบมาในลักษณะการบังคับบัญชาแนวดิ่ง (Top-down) นั้น ดร.โกศล แจงว่านี่คือ “อุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางนวัตกรรม” ทั้งความเกรงใจต่อผู้อาวุโส และการที่ผู้บริหารยึดติดตำแหน่ง ทำให้ “ความอิสระทางความคิด” ของนักวิจัยรุ่นใหม่ถูกสะกดกั้น


“คนไทยมีสิ่งที่ดีอยู่แล้วล่ะ แต่เราควรจะสร้างลักษณะวัฒนธรรมใหม่ให้เอื้อต่อการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์... หน้าที่ผู้บริหารไม่ใช่ไปปกครองนักวิชาการนะ คุณมีหน้าที่ที่จะไปส่งเสริม”



และบ่อยครั้งที่พบว่าเมื่อสถาบันวิชาการหรือองค์กรวิจัยออกนอกระบบราชการ แต่ “ดีเอ็นเอ” ของระเบียบข้อบังคับกลับยังคงเดิม คือการใช้อำนาจปกครองนักวิชาการ แทนที่จะให้เกียรติในความเชี่ยวชาญ ระบบจึงวนเวียนอยู่กับการส่งต่อ “เครือข่ายอำนาจ” มากกว่าการส่งต่อ “ระบบคิด” กลายเป็นบ้านใหญ่ลื่นไหลยาวนานจนเป็นวัฒนธรรม … อดีตนายกสมาคมโทรคมนาคมไทย ฯ มอบบทสนทนานี้ให้ในช่วงฤดูร้อนพ.ศ.๒๕๖๙


“การถ่ายทอดระหว่างรุ่น ต้องเป็นการส่งต่อ ‘ระบบคิด’ ไม่ใช่การส่งต่อ ‘เครือข่ายอำนาจ-บารมี-ตำแหน่ง’”


หัวข้อแรกจบลงดั่ง ‘น้ำใสไหลร้อนผสมเย็น’ แลเห็นได้ซึ่งโขดหินใหญ่ในลำธารวงการวิทย์ไทย


๒) กับดักภาพลักษณ์ สถาปนารางวัล “ผลัดกันเกาหลัง” และ สาส์นถึง “รุ่นน้อง”

ตามต่อด้วยการทักเตือนให้ระวังอีกหนึ่งในเชื้อร้ายของวงการวิทย์ไทย นั่นคือ การยึดติดกับตัวชี้วัดภายใน (Local Indicators) ที่สร้างขึ้นเพื่อทั้งอวยกันเอง หรือเน้นปริมาณงานวิจัย (KPI) มากกว่าคุณภาพและจริยธรรม จนนำมาสู่ประโยคที่เอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่ราวกับมีภาพประกอบโดยอัตโนมัติว่า 


“อาชญากรรมทางวิชาการ มันคือการหา ‘ทางลัด’ สู่สถานะทางสังคมโดยไร้จิตวิญญาณนักวิจัย”


“ที่ผมใช้คำว่า ‘อาชญากรรมทางวิชาการ’ เพราะมันเป็นการทำลายรากฐานของความเชื่อมั่น (Trust) ถ้าสังคมไม่เชื่อมั่นในผลงานวิจัยแล้ว วิทยาศาสตร์ก็ไม่มีความหมาย” … ดร.โกศล กล่าวซ้ำแปดพยางค์สำคัญ


ขณะที่วงจรชีวิตตัวชี้วัดพ่วงภาพลักษณ์มักพบเชื้อหลบในระบาดแฝงมาด้วยเสมอ อาทิ “ผู้บริหารนำทรัพยากรหน่วยงานมอบให้เป็นรางวัล กลายเป็นผู้รับรางวัลเดียวกันเสียเอง” “รับรางวัลจากอดีตหน่วยงานและผู้ใต้บังคับบัญชา” หรือ “การวางผู้สืบทอดอำนาจไปตามการเปลี่ยนโจทย์ใหม่จากยุคไมโคร สู่นาโน เอไอ จนมาถึงยุคควอนตัม” ฯลฯ ทั้งหมดยังคงเป็นเชื้อเดิมที่ยังไหลเวียนในบรรยากาศของวงการ เหล่านั้นคือต้นทุนแฝงที่สังคมต้องแบกรับ ปรากฏการณ์ภาพลักษณ์ความขลังแพร่พ่วงไปกับคำเด่นวิทย์ดังร่วมสมัยเหล่านั้นชาวบ้านยากจะเข้าถึงหรือเข้าใจ วงการวิทย์ไทยจึงห่างไกลจากการถูกตรวจสอบและตั้งคำถาม 



อาจารย์โกศลเสนอทางออกให้พร้อมด้วยว่าต้องมี “กลไกถอดถอนตัวตน (De-personalization)” เพื่อให้ผลงานถูกวัดด้วยมาตรฐานสากล (Global Merit) ไม่ใช่ชื่อเสียงสะสมของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง อันเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ร้ายแรงขึ้น และเพื่อไม่ให้ยึดติดจนเกิดการส่งต่อ “ไม้เกาหลัง” 

“ความโปร่งใสต้องมีค่ามากกว่าความเก่ง... หากเราเห็นน้องหรือเพื่อนทำผิดแล้วเงียบเพราะความเกรงใจ มะเร็งร้ายนี้มันจะลามไม่หยุด !”

ต้องสร้างระบบที่ ‘ความโปร่งใส’ มีค่ามากกว่า ‘ความเก่ง’ ระบบตรวจสอบต้องเข้มแข็ง และที่สำคัญที่สุดคือ ‘บทลงโทษ’ ต้องศักดิ์สิทธิ์” … อดีตอธิการฯ สถาบันเทคโนโลยี ฯ ลาดกระบังกล่าวปิดท้ายด้วยเสียงหนักแน่น


๓) ทางลงที่มีศักดิ์ศรี ‘Exit Culture’ ที่หายไปจากสังคมไทย 

ในวัย ๘๐ กว่าปีที่ยังคงติดตามวงการอยู่ “ข้างนอก” เอ่ยบทเรียนคุณค่าสำคัญช่วยถ่ายทอดให้ผู้บริหารวงการ ณ ปัจจุบันขณะด้วยว่า ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้กำกับดูแล” (Controller) มาเป็น “พี่เลี้ยง” (Mentor)


“คำว่า ‘กำกับดูแล’ มันกลายเป็น Control (ควบคุม) ไป… ผู้บริหารควรจะดูว่าสมาชิกในองค์กรมีความสามารถยังไง สนับสนุนให้เขาสร้างสรรค์งานขึ้นมา และงานนั้นให้เป็นของเขา ถ้าผู้บริหารจะเอาความดีความชอบ ก็ขอให้เป็นความดีความชอบในความสามารถที่ ‘สนับสนุน’ บุคลากร”


ส่วนสำหรับผู้ที่หมดเวลาจากตำแหน่งบริหารไปนานแล้วแต่ยังคงวนเวียนอยู่ด้านหลังไม่ยอมถอยห่างจากเวทีอำนาจบารมี (อันเป็นปรากฏการณ์ปกติที่วงการการบ้านการเมืองทั่วไปประสบ) นั้น อดีตผู้บริหารวงการวิทย์ ‘รุ่นพี่’ ได้มอบอีกมุมที่น่าสนใจโดยแนะนำบทบาทหลังภาวะอำนาจว่า “การสร้างวัฒนธรรมการก้าวลงจากตำแหน่งอย่างมีเกียรตินั้นจำเป็นยิ่ง” ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้อาวุโสเหล่านั้นตระหนักว่า 

“ความสำเร็จของรุ่นน้องคือความภูมิใจของรุ่นพี่ ไม่ใช่คู่แข่งที่มาแย่งชิงบทบาท !”

๔) การเชื่อมต่อกับเอกชน ‘ยาถอนพิษระบบราชการและต้นทุนแฝง’

ดร.โกศล ทวนอีกครั้งว่าในประเทศที่พัฒนาแล้ว งานวิทยาศาสตร์จะผสานเป็นเนื้อเดียวกับภาคเอกชน ระบบนี้เองจะช่วยคัดกรอง “นักวิชาการตัวจริง” ออกจาก “นักสร้างภาพ” เพราะในโลกธุรกิจ ความสำเร็จจริงวัดกันที่คุณค่าผลิตภัณฑ์ กำไร ขาดทุน ฯลฯ มิใช่ดัชนีที่นับกันเอง ใบปริญญาหรือวัตถุรางวัล


”ตัวรางวัลเนี่ยก็คือตัวเอกชนที่มาร่วมมือเอาไปสร้างผลงานของบริษัท มันยิ่งใหญ่กว่ารางวัลเศษกระดาษ... ตอนนี้ระบบนี้มันยังไม่เกิด เพราะคนที่เข้าไปบริหารอยู่ในองค์กรต่าง ๆ ยังเป็นคนที่มี Mentality (ทัศนคติ) แบบดั้งเดิมอยู่”


ขยายความได้ว่า การทำงานร่วมกับเอกชนจะทำให้ “ต้นทุนแฝง” ของระบบราชการปรากฏชัดขึ้น เมื่อนักวิจัยต้องรับผิดชอบต่อผลกำไรขาดทุนและความต้องการของประชาชนจริง ๆ การสืบทอดอำนาจอย่างไร้ประสิทธิภาพและเวทีรางวัลสรรเสริญกันเองจะค่อย ๆ เลือนหายไป เพราะถูกแทนที่ด้วยระบบที่ต้องทำได้จริง


“ต้นทุนแฝงของระบบราชการคือการที่ผู้บริหารมักสร้างนโยบายใหม่เพื่อเป็น ‘ผลงานของตัวเอง’”


เพราะระบบราชการจากงบภาษีไม่เคยประสบการขาดทุน ต้นทุนภาพลักษณ์รางวัลและสรรเสริญกันเองเหล่านั้นจึงยังคงเติบโตสะสมไม่สิ้นสุดนั่นเอง 


การต่อเรียงเชื่อมโยงจนทำให้เห็นภาพกว้างจากหนึ่งในผู้ใหญ่วงการวิทย์ไทยท่านนี้ ประวัติศาสตร์สี่สิบปีของอดีตกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงชัดแจ้งขึ้น ภาพหลังเวทีวิทยาการร่วมสมัยที่เคยฮิตในอดีตลอยกลับมานอนให้ไล่เรียงศึกษา ทั้ง “ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (1990s - มากกว่าพันล้าน) ฮอโลแกรม (1990s - มากกว่าร้อยล้าน) ฮาร์ดดิสก์ (2000s - มากกว่าพันล้าน) 3G (2000s - 50 ล้าน) นาโนเทคโนโลยี (2000s - มากกว่าพันล้าน) ดิจิทัลทีวี (2010s) Food Innopolis เมืองผลิตนวัตกรรมอาหาร (2015) เทคโนโลยีควอนตัม “ลดความเหลื่อมล้ำ” (2010s - 200 ล้าน ++) ไปดวงจันทร์ (2020s ++) 5G Use Cases (2020s) และกลับมาไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ชิป) 2024 ++ ยานยนต์ไฟฟ้า EV ++ ต่อด้วย “AI university” จนมาถึงภาพใหม่เมื่อไม่นาน “ไอไอสร้างรายได้ห้าแสนล้าน” “ควอนตัมเอไอ” “เอไอ เอไอ” … “ควอนตัม ควอนตัม” ฯ

  

๕) สาส์นถึง “รุ่นลูกหลาน” อดทน รักษาความถูกต้องเพื่อรอวันเปลี่ยนโลก

สำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ที่กำลังเผชิญหน้ากับกำแพงระบบดั้งเดิมข้างต้น อาจารย์ปู่โกศล ฝาก “คาถา” สำคัญให้คือการเป็นนักวิชาการแท้ “เคารพในความจริง (Truth) มากกว่าอำนาจหรือตำแหน่งชั่วคราว”

“รักษาระบบที่ถูกต้องไว้ในตัวเรา เพื่อรอวัน (อนัตตลักขณสูตร) ไปเปลี่ยนเขา … อย่าไปเปลี่ยนตัวเองเพื่อ (ถูกกลืน) เข้าสู่ระบบที่ผิด”

โดยแนะนำให้อดทนอยู่สะสมความรู้และบารมีทางวิชาการ หากถอยหนีไปเพียงเพราะรังเกียจระบบ พื้นที่เหล่านั้นจะถูกคนกลุ่มเดิมยึดครองและขยายอำนาจต่อไป การสู้ในที่นี้ไม่ใช่การปะทะแต่คือการรักษาอุดมการณ์ให้มั่นคงจนถึงวันที่โอกาสที่เป็นของสังคมจริงจังได้มาถึง ... แม้ยากยิ่งสักเพียงใดก็ “ขอให้กำลังใจ”


(บทสรุป) วิทยาศาสตร์ที่ปราศจากตัวตน ‘อัตตา'

การถ่ายทอดของ ดร.โกศล เพ็ชร์สุวรรณ์ ครั้งหลังนี้ เปรียบเสมือนกระจกเงาอีกบานใหญ่ที่ส่องให้เห็นถึงร่องรอยขีดข่วนในโครงสร้างวิทยาศาสตร์ไทยอันห่างไกลจากแนวทางเอกชนผู้มองเห็นต้นทุนเพื่อพึ่งพาตนเองได้ รางวัลสรรเสริญที่ได้รับจากการสถาปนากันเอง อำนาจบารมีจากการกดทับ หรือภาพลักษณ์วิทยาศาสตร์ที่สร้างขึ้นจากการใช้งบประมาณรัฐทั้งหมดนี้ได้รวมเป็นอีกหนึ่ง “กับดัก” หลุมใหญ่ที่ทำให้ประเทศย่ำอยู่บนเวทีเดิม ‘รุ่นพี่’ จึงได้ฝากมายัง ‘รุ่นน้อง’ ที่ยังคงหลงระเริงในวังวนบารมีผ่านนำ้เสียงนุ่มลึกด้วยความหวังว่าจะเกิดความตระหนักว่า มรดกยิ่งใหญ่สุดที่จะทิ้งไว้ให้แผ่นดินมิใช่รายชื่อรางวัลและคำสรรเสริญในประวัติยามถูกเอ่ยอาลัยตน แต่คือการเปิดทางให้ “มโนทัศน์” และ “คนรุ่นใหม่” รุ่นลูกรุ่นหลานได้เติบโตอย่างอิสระ สังคมไทยได้ใช้ประโยชน์ผลงานจากวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แม้จะเป็นเพียง ‘ความรู้’ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันวิทยาศาสตร์เทียม 


(Technology Train 2568) -- รถไฟสายเทคโนโลยีกับสภาพสังคมวิทยาศาสตร์ไทยร่วมสมัย (โดยที่วัฒนธรรม “สถาปนาภาพลักษณ์ รางวัล และสรรเสริญตนเอง” เติบโตสะสมในสังคมวิทย์ไทยกว่าสี่ทศวรรษและรุ่งเรืองถึงขีดสุดเมื่อปี พ.ศ.๒๕๖๒ เมื่อบุคลากรแถวหน้าผู้เคยนำงบประมาณหน่วยงานสนับสนุนเป็นรางวัลระดับประเทศและขึ้นมอบด้วยตนเองทศวรรษก่อนหน้า ได้กลายมาเป็นผู้รับรางวัลเดียวกันนั้นเสียเอง -- #ปัญญาอลวน #ควอนตัมศรีธนญชัย)
(Technology Train 2568) -- รถไฟสายเทคโนโลยีกับสภาพสังคมวิทยาศาสตร์ไทยร่วมสมัย (โดยที่วัฒนธรรม “สถาปนาภาพลักษณ์ รางวัล และสรรเสริญตนเอง” เติบโตสะสมในสังคมวิทย์ไทยกว่าสี่ทศวรรษและรุ่งเรืองถึงขีดสุดเมื่อปี พ.ศ.๒๕๖๒ เมื่อบุคลากรแถวหน้าผู้เคยนำงบประมาณหน่วยงานสนับสนุนเป็นรางวัลระดับประเทศและขึ้นมอบด้วยตนเองทศวรรษก่อนหน้า ได้กลายมาเป็นผู้รับรางวัลเดียวกันนั้นเสียเอง -- #ปัญญาอลวน #ควอนตัมศรีธนญชัย)

เพราะท้ายที่สุดแล้ว วิทยาศาสตร์ที่จริงแท้ต้องก้าวพ้นคำที่ท่านพุทธทาสภิกขุเอ่ยไว้ว่าเป็น “ตัวกู ของกู” ไปสู่ “ปัญญาของสังคม” ได้อย่างยั่งยืน



Paving the Way for coming Quantum Era:
Sustainable Platform & Community Development

(Science & Technology, Social Sciences, Education, Humanities, Political Science & Law, Economics)

(Official Web)

เกริ่นนำโครงการ

วัตถุประสงค์

  • เพื่อสร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย เชื่อมโยงภาควิชาการ ภาคอุตสาหกรรม และนโยบายภาครัฐ

  • เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และเครื่องมือการเรียนรู้แบบเปิดด้านการสื่อสารควอนตัม (communications) การคำนวณควอนตัม (computing) และการตรวจวัดควอนตัม (sensing)

  • เพื่อส่งเสริมการสื่อสารวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือ ลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีและข้อมูล

  • เพื่อเตรียมบุคลากรและสังคมไทยให้พร้อมเข้าสู่ยุคควอนตัมโลก พร้อมภุมิคุ้มกันวิทยาศาสตร์เทียม

  • เพื่อสร้างจดหมายเหตุควอนตัมไทยและเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างรุ่นของนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้กำหนดนโยบาย


คำสำคัญ (keywords); วิทยาศาสตรศึกษา (science education) การสื่อสารวิทยาศาสตร์ (science communication) การจัดการความรู้ (knowledge management) การจัดนิทรรศการวิทยาศาสตร์ (sciecne fair) สารสนเทศ (ไอซีที) เชิงควอนตัม (quantum information & communications technology) การสร้างทรัพยากรและสื่ออนาคต (future resources) จดหมายเหตุควอนตัมโลกและประเทศไทย (World and Thai quantum milestones) การพัฒนาบุคลากรและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (human resource development & networking)


๓) ผู้รับผิดชอบโครงการ

ภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ

IEEE Thailand Section Quantum IT group & IEEE Communications Society (Thailand Chapter)


ประธานกรรมการอำนวยการกิตติมศักดิ์:

คณบดี คณวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง (KMITL) และ

นายกสมาคม IEEE Thailand Section


ประธานโครงการ:

รศ.ดร.สุภาพ ชูพันธ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (สถาบันการศึกษา) และ

ดร.เกียรติศักดิ์ ศรีพิมานวัฒน์ (สมาคมวิชาชีพ)


คณะที่ปรึกษา:

ศ.ดร.ชิดชนก เหลือสินทรัพย์ - ราชบัณฑิต (วิทยาการคอมพิวเตอร์)

ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน - ราชบัณฑิต (ฟิสิกส์)

รศ.ดร.โกศล เพ็ชร์สุวรรณ์ - อดีตอธิการฯส.พระจอมเกล้าฯลาดกระบัง (ธรรมาภิบาลและการศึกษา)

รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม - อดีต ผอ.ส.วิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ฯ (บริหารงานวิจัย)

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช - นายกสภา มทส. (การจัดการความรู้ - KM)

อาจารย์ชัชวาล ปุญปัน - (วิทยาศาสตร์เพื่อสังคม)


พันธมิตรต่างประเทศ:

QWorld (โปแลนด์), Senetas (ออสเตรเลีย), SPINQ (จีน), TCQC-CACR (จีน), Qasky (จีน)


๔. ผลกระทบ (impact)  

ภาคสังคมประชาชนทั่วไป เข้าถึงองค์ความรู้และทรัพยกรสื่อสร้างทักษะไอซีทีควอนตัม เกิดความเข้าใจและมีภูมิคุ้มกันควอนตัมแปลกปลอมเบื้องต้น ด้วยผลจากการร่วมสื่อสารวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่เหมาะสม 

ภาคการศึกษาและการวิจัย เกิดการรวมกลุ่มใช้ผลผลิตต่อยอดสู่ด้านอื่น ๆ ได้ เช่น โครงการพัฒนาบุคลากร งานวิจัยและพัฒนาที่เหมาะสมกับประเทศไทย จากการร่วมกันสื่อสารวิชาการสาธารณะที่ถ้วนทั่วครบทุกด้าน

ภาคอุตสาหกรรมหรือธุรกิจ ได้รับการส่งเสริมให้สามารถติดตาม เข้าถึง และปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่นี้ได้รวดเร็วพร้อมกับลดความเสี่ยงด้วยข้อมูลของโครงการที่ครอบคลุมและอ้างอิงตรวจสอบได้

ภาครัฐโดยผู้กำหนดนโยบาย ทั้งด้านโทรคมนาคม สารสนเทศ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและที่เกี่ยวข้อง ตระหนักถึงศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยี พร้อมร่วมสื่อสารนโยบายวิทยาศาสตร์ที่เป็นกลางรู้และเท่าทัน 

กสทช. สามารถนำผลลัพธ์จากโครงการนี้ไปใช้เพื่อร่วมกำหนดแนวทางสนับสนุนส่งเสริมและตรวจสอบกิจกรรมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับไอซีทีควอนตัมเทคโนโลยีแขนงใหม่ของประเทศได้


“SIAM–Quantum Nexus 2026” คือจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และนวัตกรรมควอนตัมของประเทศไทยอย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือของภาควิชาการ อุตสาหกรรม และนโยบายสาธารณะ เพื่อให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในยุคเศรษฐกิจควอนตัมโลก โดยใช้การเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ และการสื่อสารที่เท่าทันเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาอนาคตของชาติ

Partners:

สํานักงานคณะกรรมการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ


หมายเหตุ:

ร่วมเสนอแนะ สนับสนุน ประสานกิจกรรมได้ที่ contact email: thailand_chapter@comsoc.org

Alliance:


Disclaimer:

SIAM-Quantum Nexus 2026

- a public serving project by volunteers 

no conflict of interest & none of personal agenda involved

 

since IYL2015 through

Welcome volunteers !

ความคิดเห็น


FEATURED POSTS

FOLLOW US

  • Facebook Long Shadow

 

DROP US A LINE 

Your details were sent successfully!

  • Facebook page

Disclaimer: Science Web  (ดำเนินงานโดยอาสาสมัครเพื่อสาธารณะ) -- We are all volunteers !

เวปวิชาการนี้เป็นศูนย์รวมกิจกรรมไอทีสาขาใหม่บนพื้นฐานวิชาฟิสิกส์แขนงกลศาสตร์ควอนตัม (Quantum Mechanics)

มิได้เกี่ยวข้องกับสินค้า บริการ ความเชื่อ และการสร้างภาพลักษณ์ซ้อนเร้นบุคคลหรือองค์กรใดที่นำชื่อควอนตัมไปใช้

อีกทั้งนโยบายควอนตัมเกินจริงและการพ่วงขายเทคโนโลยีไอทีควอนตัมที่ระบาดเข้าสู่ประเทศไทย [1] [2] 

หากเพื่อร่วมสร้างสรรค์สังคมอุดมปัญญาด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

About Us - Contact: ++02 5647000  (อยู่ระหว่างรอหมายเลข สนง.ใหม่)   Email: thailand_chapter@comsoc.org  

UNESCO-IDL
OQC

Q-Ti - Q-Thai.org - Quantum-Thai.org
Thai Quantum Information Forum

since 2014 © copyright 

Thanks for submitting !

  • Facebook page
bottom of page