top of page
QICTechFACTcheckLoGoWhite-2021.jpg

จาก ‘เอไอ’ ถึง ‘ควอนตัม’: คำถามต่อแผนยุทธศาสตร์และโครงสร้างที่มองไม่เห็นของวิทยาศาสตร์ไทย” | สนทนากับนักวิจัยอาวุโส |ดร.วิรัช ศรเลิศล้ำวาณิช | #ไทยควอนตัมสำนึกชอบ2026 |

  • รูปภาพนักเขียน: Q-Thai Admin
    Q-Thai Admin
  • 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 3 นาที

จากนักวิจัยไทยในญี่ปุ่น สู่คำถามต่อระบบวิทยาศาสตร์ไทย

ในโลกของวิทยาศาสตร์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ ชื่อของ ดร.วิรัช ศรเลิศล้ำวาณิช เป็นที่รู้จักในฐานะนักวิจัยไทยที่ทำงานระดับนานาชาติ ปัจจุบันวัยเกษียณยังคงกระชุ่มกระชวยพ่วงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่ Faculty of Data Science, Musashino University ประเทศญี่ปุ่น เมืองไทยคุ้นเคยกับเขาจากรอยเท้า (footprint) ผลงานในอดีตด้วยคำว่า “ระบบแปลภาษา, ParSit, LEXiTRON, Open Source, LinuxTLE, OfficeTLE, Sansarn, Digitized Thailand ฯลฯ” คือหนึ่งบุคลากรไอทีรุ่นบุกเบิกของเมืองไทย


ด้วยประสบการณ์ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการวิจัยเชิงทฤษฎี แต่ครอบคลุมถึงการพัฒนาเทคโนโลยี การทำงานร่วมกับภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และการมองเห็น “ระบบนิเวศวิทยาศาสตร์” ที่สามารถเชื่อมโยงงานวิจัยกับการใช้งานจริงได้ แม้ว่าจะมีอุปสรรคทั้งภายในและภายนอกมากมาย ทุกครั้งที่แสดงความเห็นจะมาพร้อมด้วยวาทะที่คมกริบราวปลายดาบซามูไร ฉับไวและบาดลึกเสมอตลอดการสนทนาในสามทศวรรษที่ผ่านมา … เช่นเดิม


ด้วยมุมมองเช่นนี้ เมื่อหันกลับมาเพ่งประเทศไทยโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่รัฐกำลังผลักดันแผนงานขนาดใหญ่ด้าน เอไอ (AI) และ ควอนตัม (Quantum) บทสนทนาจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่คำถามต่อยุทธศาสตร์และแผนที่นำทางของทั้งสองวิทยาการเด่นนั้นว่า “แผนดีหรือไม่” แต่ขยับไปสู่คำถามที่ลึกกว่า คือ


ระบบที่สร้างและขับเคลื่อนแผนเหล่านั้น ทำงานอย่างไร ?


๐ วิทย์รัฐพันลึก (ระบบอุปถัมภ์ - ผลัดกันเก่าหลัง ฯลฯ)
๐ วิทย์รัฐพันลึก (ระบบอุปถัมภ์ - ผลัดกันเก่าหลัง ฯลฯ)

๑) ที่มาและวิถีของแผนยุทธศาสตร์ วท.ไทย: จุดเริ่มต้นที่แยกขาดจากความจริง

เมื่อพิจารณาที่มาของแผนยุทธศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย ไม่ว่าจะเป็นแผนเอไอที่หวังจะสร้างมูลค่าหลายแสนล้านบาท หรือแผนควอนตัมระยะ 10 ปี ภายใต้หน่วยงานนโยบายภาครัฐที่กำลังถูกกล่าวขานถึงการอ้างเกินจริงและจะหมดอายุลงในเวลาอันใกล้โดยอาจกลายเป็นอีกหนึ่งรายงานวิทยาศาสตร์ที่บิดเบือนระดับประเทศ ซึ่งสร้างขึ้นจากบุคลากรและหน่วยงานวิทย์ของรัฐเสียเองนั้น  ... ประสบการณ์ของ ดร.วิรัช เรียงต่อภาพที่เกิดขึ้นจริงแล้วเหล่านั้นออกมาว่า

“ทั้งหมดนี้สร้างมาในคอนเซปต์ที่ผิด… เราแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แล้วแก้ปัญหาจากการตีโจทย์แบบเดิมๆ โดยผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ตรง”

หนุ่มหาดใหญ่ผู้ใช้ทั้งภาษาไทย ญี่ปุ่น และภาษาเครื่องจักรไอทีได้คล่องเริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นช่องว่างพื้นฐานระหว่าง “ผู้กำหนดนโยบาย” กับ “ผู้ทำงานจริง” ซึ่งไม่ใช่เพียงเรื่องบทบาท แต่เป็นเรื่องของวิธีคิดด้วยที่ว่า “ผู้บริหารไม่ใช่นักวิจัย นักวิจัยไม่ได้วางแผน ไม่ได้ตั้งงบประมาณ ผลลัพธ์ออกมาก็ (ล้มเหลว) เหมือนเดิม”


ในมุมนี้ แผนยุทธศาสตร์จึงไม่ได้เริ่มมาจาก “ปัญหาจริง” แต่เริ่มจาก “การตีความปัญหา” โดยคนที่ไม่ได้อยู่กับปัญหาเหล่านั้น … นั่นเอง



๒) วิธีการทำแผน การบริหาร และการประเมินผล: เมื่อระบบวัดผลกลายเป็นตัวกำหนดพฤติกรรม

ในระบบวิจัยสมัยใหม่การมีตัวชี้วัด (KPI) เป็นสิ่งจำเป็น แต่มักได้รับคำถามกลับว่า “เราวัดอะไร” และ สิ่งที่วัดนั้นสะท้อนความจริงเชิงคุณภาพ หรือไม่ ดร.วิรัช อธิบายว่า ระบบปัจจุบันให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตรวจนับได้ง่าย เช่น จำนวนบทความตีพิมพ์หรืออันดับวารสาร

“เขาไม่ได้ดูเนื้อหาว่า สิ่งที่ทำมันใช้งานอะไรได้บ้าง ได้แค่ตัวเลข ตอบโจทย์ Accountablility แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ Quality”

ปัญหาที่ตามมาคือ นักวิจัยถูก “จูง” ให้เลือกทำงานที่ตอบ KPI มากกว่างานที่ตอบโจทย์จริง

“มันจึงไหลไปสู่สิ่งที่ง่ายกว่า”



ขณะเดียวกัน กระบวนการติดตามและประเมินผลก็ไม่ได้ลงลึกในเนื้อหา


“เขามี Check-list เหมือนกับการตรวจรับงานการจัดซื้อจัดจ้าง” …


จึงเป็นระบบที่รับรองว่า งานถูกส่งครบ แต่ไม่ได้ตอบคำถามว่า งานนั้นมีคุณค่าหรือไม่” “จะเอาไปต่อยอดในแผนอะไรได้บ้าง” “… พวกเราไม่มีเวลามาฟังเนื้อหาอะไรหรอก” กรรมการพิจารณาโครงการวิจัยฯ กล่าว “แล้วผมก็รายงานผลสัมฤทธิ์ของโครงการระดับ 7 หลักใน 5 นาทีเท่านั้น !


๓) แผน AI และ Quantum: ความทะเยอทะยานที่ขาดการเชื่อมโยงกับการใช้งานจริง

ในช่วงเวลาที่ทั้งเอไอและควอนตัมถูกยกขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ ดร.วิรัชตั้งข้อสังเกตว่า แนวคิดจำนวนมากเริ่มจาก “ตัวเลขระดับมหภาค” เช่น ขนาดตลาด หรือจำนวนบุคลากรที่ต้องผลิต

“เรามองแต่ Market Size (ขนาดตลาด) … แต่เราไม่ได้ดูว่าเรามีศักยภาพจะเป็น Player (ผู้เล่น) ในเกมนั้นจริงหรือไม่”

พร้อมทั้งทักเตือนด้วยว่าการพยายาม “ไล่ตาม” อาจนำไปสู่การหลงทิศ

“เราไม่ใช่คนที่มีศักยภาพจะไปเป็น Player อยู่ในนั้น… แต่เราจินตนาการว่าเราเป็น !”

ในกรณีของควอนตัม ปัญหายิ่งชัดเจนขึ้น “จะให้ไปทำวิจัยเพื่ออะไร แล้วใครจะเอาไปใช้?” โดยเสนอว่า ทุกโครงการควรมี “เจ้าภาพการใช้งาน ไม่ใช่เจ้าภาพแจกเงิน” ที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น “คนนั้นต้องเป็นคนติดตาม เพื่อเอางานนั้นไปใช้ต่อ”


หากไม่มีจุดเชื่อมนี้ แผนที่ยิ่งใหญ่ก็อาจกลายเป็นเพียงเอกสารที่ไม่เคยถูกแปลงเป็นการใช้งานจริง !


(อนึ่ง การใช้งานดังกล่าวหมายถึง ‘ประโยชน์’ ทางใด ๆ ต่อเจ้าของงบวิจัย ผู้จ่ายภาษีหรือประชาชน แม้จะเป็นเพียงความรู้สาธารณะหรือแก้ปัญหาการระบาดของวิทย์เทียม (เอไอ ควอนตัม)ในสังคม - ผู้เรียบเรียง)


๔) ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย หรือไม่เคยเข้าใจปัญหาเดิม ?

เมื่อย้อนกลับไปดูโครงการเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในอดีตที่ได้เห็นค้างคาตากันมามาก ตั้งแต่ "ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (1990s - มากกว่าพันล้าน) ฮอโลแกรม (1990s - มากกว่าร้อยล้าน) ฮาร์ดดิสก์ (2000s - มากกว่าพันล้าน) 3G (2000s - 50 ล้าน) UAV - อากาศยานไร้คนขับ (2000s - 100 ล้าน) นาโนเทคโนโลยี (2000s - มากกว่าพันล้าน) ดิจิทัลทีวี (2010s) Food Innopolis เมืองผลิตนวัตกรรมอาหาร (2015) เทคโนโลยีควอนตัม (2010s - 200 ล้าน ++) ไปดวงจันทร์ (2020s ++) 5G Use Cases (2020s) และกลับมาไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ชิป) 2024 ++ ฯลฯ" ทั้งหมดไต่ระดับร้อยล้านสู่หลายพันล้านแล้วเริ่มต้น ณ หลังเวทีเดียวกัน พลันจบก็ลงเอยที่เดียวกันหมดเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือประสบการณ์ที่น่าจะเกิดประโยชน์ต่อไปได้ แต่กลับไม่ใช่ ! การ  “เรียนรู้ประวัติศาสตร์ เพื่ออนาคตที่ผิดพลาดน้อยลง” จึงยังคงไม่บังเกิดในวงการ สิ่งนี้ ดร.วิรัช มองลึกไปอีกขั้นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีที่เมืองไทยตามไม่ทันเหล่านั้นเลย และเมื่อถามว่าดูเหมือนประวัติศาสตร์ยังคงซ้ำรอยอยู่เรื่อย ๆ มิใช่หรือ ? จึงได้รับวาทะเน้นย้ำ ‘ฉับ ฉับ’ กลับมาว่า

“ไม่ใช่การซ้ำรอย … คือเขาไม่รู้ว่าปัญหาคืออะไร” … (อ้าว !)

พร้อมขยายความต่อด้วยว่าระบบที่ดำรงอยู่ไม่เคย “เรียนรู้” อย่างแท้จริง เพราะไม่เคยเข้าใจรากของปัญหาสิ่งที่เปลี่ยนมีเพียง “คำศัพท์ใหม่” ไปกับวิทยาการใหม่เวทีแถลงข่าวใหม่แต่โครงสร้างยังคงเดิม 


ข้อมูลเสริมประโยคท้าย ๆ นี้ตอกย้ำว่า ระบบขับดันวิทย์ไทยที่ผ่าน ๆ มานั้น มิใช่เพื่อโจทย์ปัญหาจากวิทยาการร่วมสมัยแต่อย่างใด หากเป็นโจทย์ที่ตั้งมาจากหลังเวทีเดิมที่เวียนกลับซ้ำไปซ้ำมา


๕) สิ่งที่ขาดและแนวทางแก้: ปัญหาที่อยู่ลึกกว่าระดับแผน

หนึ่งในคำอธิบายที่ชัดเจนที่สุดของศาสตราจารย์จากญี่ปุ่นที่แวะเดินทางกลับมาบ้านช่วงเทศกาลเคารพบรรพบุรุษผู้นี้คือ การเปรียบเทียบระบบหลังบ้านสี่สิบปีวิทยาศาสตร์ไทยไว้กับโครงสร้างทางซอฟต์แวร์

“เราต้องเปลี่ยนตั้งแต่ OS และ Middleware…แต่ตอนนี้เราไปเปลี่ยนแค่ Application”

นั่นคือ การแก้ปัญหาที่ผ่านมาเป็นเพียงการเปลี่ยน “โครงการ” โดยไม่แตะ “กติกา” และ “วิธีคิด” อย่างใดเลย


เมื่อถูกถามถึงทางออก จึงตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “เปลี่ยนรายชื่อกรรมการทั้งหมด … Not qualify!” แม้จะเป็นถ้อยคำรุนแรง แต่สะท้อนประเด็นสำคัญว่า การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากคนหลังเวที รวมทั้งวิธีคิดด้วย ... ไม่ใช่แค่เพียงเอกสาร หรือชื่อหัวข้องาน !


๖) ของฝากถึงระบบวิทยาศาสตร์ไทย: ความรับผิดชอบและความจริง

ช่วงท้ายของบทสนทนา คำถามถูกโยนไปยัง “อนาคต” และ “คนรุ่นใหม่” อันน่าเป็นห่วงเพราะผลพวงจากยุคอดีตสี่ทศวรรษการ “เริ่มมี ตั้งอยู่ และดับไป” ของกระทรวงวิทย์ที่ถูกบังคับควบรวมไปกับ อว.แล้ว ... เสียงสะท้อนดังขึ้นเรื่อย ๆ ถึงระบบวิทยาศาสตร์ไทยจากยุคคนนำทางรุ่น Baby Boomers ที่ยังคงควบยุทธศาสตร์หรือกำกับแผนที่ให้คนรุ่นหลังเดินตามอยู่ทั้งทางตรงและทางอ้อม ควรแสดงความรับผิดชอบ (ต่อ “อนาคต” และ “คนรุ่นใหม่” ) อย่างไร ? คำตอบที่ได้ไม่ใช่สูตรสำเร็จ แต่เป็นภาพเปรียบเทียบที่ทรงพลังยิ่ง

“โยน (อาวุธคู่กายซามูไร) ห้คนละเล่ม ไป (..Kว้าน...) ท้องตัวเองออกไป” 

ภาพนี้สะท้อนจริยธรรมแบบซามูไรในความหมายของ “การรับผิดชอบต่อความผิดพลาดของตนเอง” อย่างถึงที่สุด นั่นเอง


ในบริบทของระบบวิทยาศาสตร์ไทย จึงหมายถึงการที่ทุกระดับทั้งผู้บริหาร นักวิจัย ผู้กำหนดนโยบาย ต้องกล้ายอมรับปัญหาของตนเอง ไม่ใช่ผลักภาระไปยังโครงสร้าง ผู้อื่น หรือคนรุ่นหลัง ... ดร.วิรัช เอ่ยอย่างหนักแน่น



ขณะเดียวกันยังย้ำแถมท้ายถึงแกนสำคัญ 3 ประการ ...


“จริยธรรม’ ‘ธรรมาภิบาล’ โดย ‘ผลประโยชน์ทับซ้อน’ นั้นต้องกำจัดออกไป !”

และฝากความหวังไว้กับคนที่ลงมือทำจริงด้วยอีกว่า


“คนที่มือเปื้อนโคลน ควรจะเข้าไปออกแบบ”

“ทำงานตามที่เขาบอก แล้วทำเพิ่มอีก 2–3 เท่า ในสิ่งที่เขาไม่ได้บอก”


‘ฉับ ฉับ’ ... คือเสียงแหวกอากาศ เปรียบได้กับวาทะของวิศวกรเครื่องกลคนไอทีสไตล์ซามูไรตลอดชีวิตผู้นี้ พลันที่ชักกระบี่ออกจากฝักทีไรเสียงบาดใจ ‘ฉับ ฉับ’ มาถึงทุกคราไป จึงไม่ต้องอ้อมค้อมทางใดอีกเลย มาสู่คำถามเชิงเปรียบเปรยสำคัญยิ่งที่ครั้งหนึ่งซามูไรสัญชาติไทยผู้เคยย้ายฐานกลับมาช่วยสร้างวงการไอทีให้บ้านเกิด ต้องเตลิดย้อนกลับไปญี่ปุ่นอีกครั้งเพราะเคยประสบกับรอยแผลใหญ่ ด้วยประโยคที่ว่า “มีอะไรจะฝากถึงศูนย์กลางจักรวาลวิทยาศาสตร์ไทยไหม ?”


คำตอบถึงหลังเวทีวิทย์ไทยที่ได้กลับมาเรียบง่าย แต่มีนัยลึกอย่างยิ่ง

“ปล่อยให้เขาอยู่กันอย่างนั้นเหอะ… พวกเราก็อยู่ในโลกของเราที่เป็นจริง”

ถ้อยคำนี้มิใช่การปฏิเสธ หากแต่สะท้อน “การรับรู้ข้อจำกัดของโครงสร้าง” อย่างชัดเจนของ “ศูนย์กลางจักรวาล” สัญลักษณ์ของ อำนาจรวมศูนย์’ หรือที่ ควอนตัมศรีธนญชัย ตอน ‘วิทย์รัฐพันลึก’ ได้ร่วมนิยามไว้ว่าคือ “วัฒนธรรมการสถาปนาภาพลักษณ์ รางวัล และสรรเสริญตน (กันเอง)” ด้วยงบรัฐฯ ที่สั่งสมสืบทอดมายาวนาน


คำตอบดังกล่าวเป็นการ “ย้ายจุดเริ่มต้นของความหวัง” เคลื่อนผ่านจากหลังเวทีของวงการวิทยาศาสตร์ไทยทะลุแก่นหัวใจศูนย์กลางดังกล่าวไปสู่หน่วยย่อยที่จะลงมือทำกันเองได้จริง อีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นประโยคปล่อยวางทั้งยังสะท้อนการแยกออกเป็นสองโลกระหว่าง


“โลกของแผน นโยบาย และพิธีกรรม” กับ “โลกของการปฏิบัติจริง”


ซึ่งการเลือก “อยู่ในโลกของความจริง” จึงไม่ใช่การถอยหนีจากอดีตสี่สิบปี แต่เป็นการเลือกยืนอยู่ในพื้นที่ที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ … นั่นเอง

จากแผนสู่การเปลี่ยนวิธีคิด

บทสรุปบทสนทนานี้ไม่ได้ปฏิเสธความสำคัญของแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติ ไม่ว่าจะเป็น ‘เอไอ’ หรือ ‘ควอนตัม’ ก็ตาม เพราะในระดับนโยบายการมีแผนเป็นสิ่งจำเป็น แต่สิ่งที่ถูกตั้งคำถามกลับมาให้คิดกันคือ

“เรากำลังใช้แผนเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงจริง หรือเป็นเพียงพิธีกรรมของระบบ?”

ท้ายที่สุดแล้ว คำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ประเทศไทยจะพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เองได้หรือไม่ ? แต่คือ เราพร้อมจะเปลี่ยน “วิธีคิดต่อระบบ” หรือยัง ? เพราะหากโครงสร้างที่มองเห็นกันนั้นยังคงเดิม ไม่ว่า ‘เอไอ’ หรือ ‘ควอนตัม’ จะถูกผลักดันอีกกี่แผนกี่ครั้ง ผลลัพธ์ก็อาจยังคงขีดวงวนเวียนอยู่หลังเวทีเดิม …การเริ่มต้นที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่การเขียนแผนฉบับใหม่ แต่อยู่ที่การกล้ามอง “ความจริงของระบบ” โดยไม่หลบเลี่ยงกันอีกต่อไป … ‘ฉับ ฉับ’ !


-- จบ

(ความเห็น ๒๕๖๘)

พบกับ

“การสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่เที่ยงแท้” 

(authentic science communication) 

ด้วยจริยธรรม ธรรมภิบาล ละเลี่ยงซึ่งผลประโยชน์ทับซ้อน


โดย



และภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ร่วมเสนอแนะ สนับสนุน ประสานกิจกรรมได้ที่

ชุดคอลัมน์ 'เตือนใจควอนตัมไทย'

“เรียนรู้ประวัติศาสตร์ เพื่ออนาคตที่ผิดพลาดน้อยลง”

ความคิดเห็น


FEATURED POSTS

FOLLOW US

  • Facebook Long Shadow

 

DROP US A LINE 

Your details were sent successfully!

  • Facebook page

Disclaimer: Science Web  (ดำเนินงานโดยอาสาสมัครเพื่อสาธารณะ) -- We are all volunteers !

เวปวิชาการนี้เป็นศูนย์รวมกิจกรรมไอทีสาขาใหม่บนพื้นฐานวิชาฟิสิกส์แขนงกลศาสตร์ควอนตัม (Quantum Mechanics)

มิได้เกี่ยวข้องกับสินค้า บริการ ความเชื่อ และการสร้างภาพลักษณ์ซ้อนเร้นบุคคลหรือองค์กรใดที่นำชื่อควอนตัมไปใช้

อีกทั้งนโยบายควอนตัมเกินจริงและการพ่วงขายเทคโนโลยีไอทีควอนตัมที่ระบาดเข้าสู่ประเทศไทย [1] [2] 

หากเพื่อร่วมสร้างสรรค์สังคมอุดมปัญญาด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

About Us - Contact: ++02 5647000  (อยู่ระหว่างรอหมายเลข สนง.ใหม่)   Email: thailand_chapter@comsoc.org  

UNESCO-IDL
OQC

Q-Ti - Q-Thai.org - Quantum-Thai.org
Thai Quantum Information Forum

since 2014 © copyright 

Thanks for submitting !

  • Facebook page
bottom of page