(เศรษฐศาสตร์) | นวัตกรรมโลกกับบทเรียนและข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับไทย | Siam-Quantum Nexus 2026| ดร.กมล ปานม่วง | สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน)
- K Sripimanwat

- 4 ส.ค.
- ยาว 3 นาที
[ Siam-Quantum Nexus 2026 ] -- นวัตกรรมโลกกับบทเรียนและข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับไทย: จากเศรษฐกิจฐานความรู้สู่การสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน โดย ดร.กมล ปานม่วง สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน)

เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันบนฐานต้นทุน แรงงาน และทรัพยากรธรรมชาติ ไปสู่การแข่งขันบนฐานความรู้ เทคโนโลยี ข้อมูล และทรัพย์สินที่ไม่มีตัวตน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้การพัฒนา “เศรษฐกิจฐานความรู้” (Knowledge-Based Economy: KBE) เป็นวาระสำคัญของประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงและกำลังเผชิญแรงกดดันจากสังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การแข่งขันทางเทคโนโลยี และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่มูลค่าโลก
รายงาน “World Development Report 2024” เสนอว่าประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงไม่สามารถพึ่งพาการลงทุนและการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างนวัตกรรมและผลักดันพรมแดนเทคโนโลยีด้วยตนเองตามแนวทาง “การลงทุน–การรับและแพร่กระจายเทคโนโลยี–การสร้างนวัตกรรม” หรือ Investment–Infusion–Innovation (World Bank, 2024) สำหรับไทย การพึ่งพาการรับจ้างผลิต การนำเข้าเทคโนโลยี และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศจึงยังมีความสำคัญ แต่ไม่เพียงพอที่จะสร้างผลิตภาพและรายได้ในระยะยาว
ปัญหาหลักของเศรษฐกิจฐานความรู้ไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดงานวิจัยหรือบุคลากรเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความอ่อนแอของกลไกที่ทำหน้าที่แปลงองค์ความรู้ให้เป็นผลิตภัณฑ์ บริการ ธุรกิจ และผลิตภาพทางเศรษฐกิจ บทความนี้จึงวิเคราะห์แนวโน้มนวัตกรรมโลกและสถานะของไทยผ่านกรอบ “ขีดความสามารถ–กลไกการแปลงความรู้–ผลกระทบ” โดยใช้แผนที่นำทางการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทยเป็นกรณีศึกษา พร้อมเสนอแนวทางที่ให้ความสำคัญกับการเลือกลงทุนอย่างมียุทธศาสตร์ มากกว่าการพยายามเป็นผู้นำในเทคโนโลยีทุกสาขา
1. นวัตกรรมโลกและโจทย์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การแข่งขันด้านนวัตกรรมโลกขยายจากการวิจัยและพัฒนาไปสู่การควบคุมห่วงโซ่อุปทาน มาตรฐาน ข้อมูล บุคลากร และทรัพย์สินทางปัญญา เทคโนโลยีสำคัญ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีชีวภาพ เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด และควอนตัม จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ แต่เป็นองค์ประกอบของความมั่นคงทางเศรษฐกิจและอำนาจต่อรองระหว่างประเทศ
ความสำคัญของสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ ฐานข้อมูล สิทธิบัตร การออกแบบ แบรนด์ และองค์ความรู้เฉพาะองค์กร การลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ขยายตลาด และสร้างความได้เปรียบที่เลียนแบบได้ยาก อย่างไรก็ตาม ระบบบัญชี การประเมินมูลค่า และการให้สินเชื่อแบบดั้งเดิมยังให้ความสำคัญกับที่ดิน อาคาร และเครื่องจักรมากกว่า ทำให้กิจการที่ใช้ความรู้เข้มข้นประสบข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุน (World Intellectual Property Organization, 2024, 2025)
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมและการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีสูง แต่ระดับความพร้อมแตกต่างกันมาก สิงคโปร์มีความได้เปรียบด้านมหาวิทยาลัย บุคลากร เงินทุน และการเชื่อมโยงบริษัทข้ามชาติกับระบบวิจัย ขณะที่มาเลเซียและเวียดนามพัฒนาฐานอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลผ่านการลงทุนจากต่างประเทศ การพัฒนาทักษะ และการเชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานโลก รายงานของอาเซียนระบุว่าไทยอยู่ในกลุ่มประเทศสมาชิกที่มีบทบาทด้านการส่งออกเทคโนโลยีสูง แต่ความสามารถในการสร้างและครอบครองสินทรัพย์ทางปัญญายังเป็นโจทย์สำคัญของภูมิภาค (ASEAN Secretariat, 2024)
ดังนั้น บทเรียนสำหรับไทยไม่ใช่การเลียนแบบประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่คือการสร้างขีดความสามารถที่สอดคล้องกับฐานอุตสาหกรรมและทรัพยากรของตนเอง พร้อมพัฒนากลไกเชื่อมโยงงานวิจัย อุปสงค์ของตลาด เงินทุน และนโยบายรัฐเข้าด้วยกัน
2. แผนที่นำทางเทคโนโลยีควอนตัม: จากการสร้างกำลังคนสู่การใช้ประโยชน์
“แผนที่นำทางการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย พ.ศ. 2563–2572” กำหนดการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมไว้สามเสาหลัก ได้แก่ การคำนวณและการจำลองเชิงควอนตัม การสื่อสารเชิงควอนตัม และมาตรวิทยากับการตรวจวัดเชิงควอนตัม พร้อมวางรากฐานด้านการศึกษา วิศวกรรม การสื่อสารสาธารณะ และการประยุกต์ใช้เชิงเศรษฐกิจ (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, 2563) เป้าหมายสำคัญไม่ได้จำกัดอยู่ที่การวิจัย แต่รวมถึงการสร้างต้นแบบ การพัฒนาชิ้นส่วน และการนำเทคโนโลยีไปใช้ในภาคการเงิน สุขภาพ พลังงาน ความมั่นคง วัสดุ และเกษตรกรรม
เมื่อประเมินด้วยกรอบ “ขีดความสามารถ–กลไกการแปลงความรู้–ผลกระทบ” ไทยมีความก้าวหน้าในระดับขีดความสามารถพื้นฐาน โดยมีนักวิจัยกระจายอยู่ในมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย ตลอดจนมีความร่วมมือทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ข้อมูลที่เผยแพร่ในช่วงต้นของแผนชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านควอนตัมเกือบ 200 คน แม้ตัวเลขดังกล่าวควรได้รับการปรับปรุงและตรวจสอบให้เป็นปัจจุบันก็ตาม (สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ, 2564)
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จด้านการผลิตบุคลากรยังไม่เท่ากับความสำเร็จด้านเศรษฐกิจ ช่องว่างสำคัญอยู่ที่การเปลี่ยนผลงานวิจัยไปสู่ต้นแบบที่ผ่านการทดสอบ การพัฒนามาตรฐาน การจัดตั้งธุรกิจเทคโนโลยี และการสร้างอุปสงค์จากภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังไม่มีระบบข้อมูลสาธารณะที่แสดงเป้าหมาย งบประมาณ ผลลัพธ์ และสถานะของแต่ละโครงการอย่างเป็นเอกภาพ จึงยังไม่สามารถสรุปได้อย่างมั่นใจว่าแผนทั้งหมดอยู่ในสถานะใด

ภาครัฐควรจัดทำการประเมินกลางแผนโดยเปรียบเทียบเป้าหมายเดิมกับผลการดำเนินงานจริงในแต่ละสาขา ตัวชี้วัดควรครอบคลุมจำนวนบุคลากร ห้องปฏิบัติการ ต้นแบบ สิทธิบัตรที่ถูกนำไปใช้ โครงการร่วมกับเอกชน รายได้จากการอนุญาตใช้สิทธิ และระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี การประเมินควรดำเนินการโดยคณะผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอิสระและเปิดเผยผลต่อสาธารณะ เพื่อป้องกันการประเมินบนฐานกิจกรรมหรือปริมาณงบประมาณเพียงอย่างเดียว

3. เทคโนโลยีควอนตัม: โอกาสของไทย
การพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมควรแยกตามระดับความพร้อมของแต่ละสาขา ไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันเพื่อสร้างคอมพิวเตอร์ควอนตัมครบวงจร ซึ่งต้องใช้เงินทุนและโครงสร้างพื้นฐานสูงมาก แต่ควรพิจารณาสาขาที่สอดคล้องกับขีดความสามารถและอุตสาหกรรมภายในประเทศ
สาขาที่มีโอกาส ได้แก่ มาตรวิทยาและเซนเซอร์ความแม่นยำสูง การพัฒนาซอฟต์แวร์หรืออัลกอริทึมเฉพาะด้าน ชิ้นส่วนออปติกส์ เครื่องมือวัด และการเตรียมระบบความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในยุคหลังควอนตัม การทดลองประยุกต์ใช้ในเกษตร สุขภาพ หรือโลจิสติกส์ควรเริ่มจากปัญหาที่ชัดเจน และเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีดั้งเดิมว่ามีความแม่นยำ ความเร็ว หรือต้นทุนที่ดีกว่าจริงหรือไม่

ตัวอย่างเช่น การเพิ่มประสิทธิภาพเส้นทางขนส่งอาจใช้ Operations Research ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Quantum-Inspired Optimization ได้โดยไม่จำเป็นต้องรอคอมพิวเตอร์ควอนตัมเต็มรูปแบบ ส่วนเซนเซอร์ควอนตัมในภาคเกษตรควรผ่านการพิสูจน์ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับเซนเซอร์ทั่วไป การสื่อสารนโยบายจึงต้องแยกให้ชัดระหว่างเทคโนโลยีที่พร้อมใช้งาน เทคโนโลยีที่อยู่ระหว่างการทดลอง และเทคโนโลยีที่ยังเป็นความคาดหวังระยะยาว

4. ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อแปลงความรู้เป็นมูลค่า
1. ไทยควรปรับระบบทุนวิจัยไปสู่การให้ทุนแบบมุ่งภารกิจ โดยกำหนดโจทย์จากความต้องการของอุตสาหกรรมและปัญหาสาธารณะ โครงการควรได้รับทุนแบบหลายปี แต่แบ่งการประเมินเป็นระยะตามระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี ผู้รับทุนต้องแสดงผลลัพธ์ที่มากกว่าบทความหรือสิทธิบัตร เช่น ต้นแบบที่ผ่านการทดสอบ ผู้ใช้รายแรก การลดต้นทุน หรือการร่วมลงทุนของภาคเอกชน หน่วยงานให้ทุนภายใต้ระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมควรร่วมกับหน่วยงานอุตสาหกรรมและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสร้างตลาดนำร่องสำหรับนวัตกรรมไทย
2. ควรพัฒนาระบบการเงินสำหรับทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร รัฐควรจัดทำมาตรฐานการประเมินมูลค่า รับรองผู้ประเมิน สร้างฐานข้อมูลธุรกรรม และจัดตั้งกลไกค้ำประกันหรือแบ่งความเสี่ยงกับสถาบันการเงิน การทดลองสินเชื่อที่อ้างอิงสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ หรือกระแสรายได้จากสัญญาอนุญาตใช้สิทธิควรดำเนินการผ่านพื้นที่ทดลองทางกฎระเบียบ โดยมีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และสถาบันการเงินร่วมออกแบบ WIPO ชี้ว่าการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อสนับสนุนการเงินทำได้หลายรูปแบบ แต่ต้องจัดการข้อจำกัดด้านการประเมินมูลค่า ข้อมูล และตลาดรองควบคู่กัน (WIPO, 2025)
3. ควรพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้ มากกว่าการเปิดข้อมูลทุกประเภทโดยไม่มีเงื่อนไข หน่วยงานรัฐควรกำหนดมาตรฐานข้อมูล ระบบเชื่อมต่อผ่าน API การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และระดับสิทธิการเข้าถึงที่เหมาะสม ข้อมูลด้านการค้า ศุลกากร โลจิสติกส์ เกษตร และสิ่งแวดล้อมสามารถสนับสนุนการพัฒนา AI การจำลองระบบ และบริการดิจิทัลของ SMEs ได้ หากมีคุณภาพและสามารถเชื่อมโยงกัน
4. ควรปรับแรงจูงใจและกฎระเบียบเพื่อให้บุคลากรเคลื่อนย้ายระหว่างมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และภาคธุรกิจได้ง่ายขึ้น นักวิจัยควรสามารถร่วมก่อตั้งกิจการ รับผลตอบแทนจากทรัพย์สินทางปัญญา หรือทำงานกับภาคเอกชนชั่วคราวโดยไม่เสียความก้าวหน้าทางวิชาชีพ พื้นที่อย่าง EEC และระเบียงเศรษฐกิจภูมิภาคควรทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทดสอบและเชื่อมโยงเทคโนโลยีกับฐานอุตสาหกรรม ไม่ใช่เป็นเพียงเขตสิทธิประโยชน์ด้านภาษี
5. การเตรียมความพร้อมด้านการเข้ารหัสหลังควอนตัมต้องเริ่มทันที ไม่ควรถูกจัดเป็นนโยบายระยะยาวเพียงอย่างเดียว ภายหลัง NIST ประกาศมาตรฐานการเข้ารหัสหลังควอนตัมชุดแรกในปี 2024 องค์กรต่าง ๆ ได้รับการสนับสนุนให้เริ่มวางแผนเปลี่ยนผ่านระบบ (National Institute of Standards and Technology [NIST], 2024) ไทยควรสำรวจระบบเข้ารหัสของหน่วยงานรัฐ ธนาคาร โทรคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ จัดลำดับข้อมูลที่ต้องรักษาความลับระยะยาว และกำหนดข้อกำหนดด้าน Crypto-Agility สำหรับระบบใหม่ ([nist.gov][4])
5. เงื่อนไขด้านความยั่งยืนและการประเมินผล
นวัตกรรมจะสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ต่อเมื่อผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้รับการประเมินพร้อมกัน การนำเทคโนโลยีไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เกษตร ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ควรมีตัวชี้วัด เช่น ผลิตภาพพลังงาน การใช้วัตถุดิบต่อหน่วยผลผลิต การลดของเสีย ความเข้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสัดส่วนรายได้จากสินค้าและบริการมูลค่าสูง
ขณะเดียวกัน ต้องประเมินผลกระทบย้อนกลับจากเทคโนโลยีด้วย เช่น การใช้พลังงานของศูนย์ข้อมูล ความต้องการวัตถุดิบสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และความเหลื่อมล้ำด้านทักษะ การเชื่อมโยงนวัตกรรมกับ BCG จึงควรสะท้อนผ่านตัวชี้วัดและการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต ไม่ใช่เพียงการกำหนดชื่อโครงการให้สอดคล้องกับกรอบนโยบาย
บทสรุป
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจฐานความรู้เป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความสามารถของไทยในการก้าวข้ามข้อจำกัดของประเทศรายได้ปานกลาง แต่การเพิ่มงบวิจัยหรือประกาศยุทธศาสตร์เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ประเด็นสำคัญคือความสามารถในการแปลงทุนมนุษย์ งานวิจัย ข้อมูล และทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นนวัตกรรมที่มีผู้ใช้และสร้างมูลค่าจริง
กรณีแผนที่นำทางเทคโนโลยีควอนตัมสะท้อนว่าไทยมีฐานบุคลากรและเครือข่ายวิจัยที่สามารถต่อยอดได้ แต่ต้องเพิ่มความชัดเจนด้านการประเมินผล การจัดลำดับสาขาเป้าหมาย การสร้างตลาดนำร่อง และการเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม ไทยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำในเทคโนโลยีทุกด้าน แต่ควรเลือกสนามที่สอดคล้องกับขีดความสามารถและฐานเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมเปิดรับเทคโนโลยีจากต่างประเทศและพัฒนาความสามารถในการดูดซับ ปรับใช้ และต่อยอด
นโยบายที่มีประสิทธิผลจึงต้องเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม การเงิน การค้า และความมั่นคงดิจิทัลเข้าด้วยกัน โดยมีเจ้าภาพ เครื่องมือ งบประมาณ และตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้ การตัดสินใจเช่นนี้จะช่วยให้ประเทศไทยหลีกเลี่ยงการลงทุนตามกระแส และเปลี่ยนเศรษฐกิจฐานความรู้จากแนวคิดเชิงนโยบายไปสู่กลไกสร้างผลิตภาพ ความยืดหยุ่น และการเติบโตอย่างยั่งยืน.

(เอกสารอ้างอิง)
ASEAN Secretariat. (2024). ASEAN innovation in motion: The moment to unlock intangible assets for tangible growth.
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม. (2563). แผนที่นำทางการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย พ.ศ. 2563–2572.
National Institute of Standards and Technology. (2024). NIST releases first 3 finalized post-quantum encryption standards.
สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ. (2564). ขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของไทย ตอนที่ 3.
World Bank. (2024). World development report 2024: The middle-income trap. World Bank.
World Intellectual Property Organization. (2024). World intangible investment highlights 2024. World Intellectual Property Organization.
World Intellectual Property Organization. (2025). Moving IP finance from the margins to the mainstream. World Intellectual Property Organization.
Paving the Way for coming Quantum Era:
Sustainable Platform & Community Development
(Science & Technology, Social Sciences, Education, Humanities, Political Science & Law, Economics)
(Official Web)
เกริ่นนำโครงการ
วัตถุประสงค์
เพื่อสร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย เชื่อมโยงภาควิชาการ ภาคอุตสาหกรรม และนโยบายภาครัฐ
เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และเครื่องมือการเรียนรู้แบบเปิดด้านการสื่อสารควอนตัม (communications) การคำนวณควอนตัม (computing) และการตรวจวัดควอนตัม (sensing)
เพื่อส่งเสริมการสื่อสารวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือ ลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีและข้อมูล
เพื่อเตรียมบุคลากรและสังคมไทยให้พร้อมเข้าสู่ยุคควอนตัมโลก พร้อมภุมิคุ้มกันวิทยาศาสตร์เทียม
เพื่อสร้างจดหมายเหตุควอนตัมไทยและเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างรุ่นของนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้กำหนดนโยบาย
คำสำคัญ (keywords); วิทยาศาสตรศึกษา (science education) การสื่อสารวิทยาศาสตร์ (science communication) การจัดการความรู้ (knowledge management) การจัดนิทรรศการวิทยาศาสตร์ (sciecne fair) สารสนเทศ (ไอซีที) เชิงควอนตัม (quantum information & communications technology) การสร้างทรัพยากรและสื่ออนาคต (future resources) จดหมายเหตุควอนตัมโลกและประเทศไทย (World and Thai quantum milestones) การพัฒนาบุคลากรและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (human resource development & networking)
๓) ผู้รับผิดชอบโครงการ
ภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ
IEEE Thailand Section Quantum IT group & IEEE Communications Society (Thailand Chapter)
ประธานกรรมการอำนวยการกิตติมศักดิ์:
คณบดี คณวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง (KMITL) และ
นายกสมาคม IEEE Thailand Section
ประธานโครงการ:
รศ.ดร.สุภาพ ชูพันธ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (สถาบันการศึกษา) และ
ดร.เกียรติศักดิ์ ศรีพิมานวัฒน์ (สมาคมวิชาชีพ)
คณะที่ปรึกษา:
ศ.ดร.ชิดชนก เหลือสินทรัพย์ - ราชบัณฑิต (วิทยาการคอมพิวเตอร์)
ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน - ราชบัณฑิต (ฟิสิกส์)
รศ.ดร.โกศล เพ็ชร์สุวรรณ์ - อดีตอธิการฯส.พระจอมเกล้าฯลาดกระบัง (ธรรมาภิบาลและการศึกษา)
รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม - อดีต ผอ.ส.วิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ฯ (บริหารงานวิจัย)
ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช - นายกสภา มทส. (การจัดการความรู้ - KM)
พันธมิตรต่างประเทศ:
Fundacja (โปแลนด์), Senetas (ออสเตรเลีย), SPINQ (จีน), TCQC-CACR (จีน), Qasky (จีน)
๔. ผลกระทบ (impact)
ภาคสังคมประชาชนทั่วไป เข้าถึงองค์ความรู้และทรัพยกรสื่อสร้างทักษะไอซีทีควอนตัม เกิดความเข้าใจและมีภูมิคุ้มกันควอนตัมแปลกปลอมเบื้องต้น ด้วยผลจากการร่วมสื่อสารวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่เหมาะสม
ภาคการศึกษาและการวิจัย เกิดการรวมกลุ่มใช้ผลผลิตต่อยอดสู่ด้านอื่น ๆ ได้ เช่น โครงการพัฒนาบุคลากร งานวิจัยและพัฒนาที่เหมาะสมกับประเทศไทย จากการร่วมกันสื่อสารวิชาการสาธารณะที่ถ้วนทั่วครบทุกด้าน
ภาคอุตสาหกรรมหรือธุรกิจ ได้รับการส่งเสริมให้สามารถติดตาม เข้าถึง และปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่นี้ได้รวดเร็วพร้อมกับลดความเสี่ยงด้วยข้อมูลของโครงการที่ครอบคลุมและอ้างอิงตรวจสอบได้
ภาครัฐโดยผู้กำหนดนโยบาย ทั้งด้านโทรคมนาคม สารสนเทศ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและที่เกี่ยวข้อง ตระหนักถึงศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยี พร้อมร่วมสื่อสารนโยบายวิทยาศาสตร์ที่เป็นกลางรู้และเท่าทัน
กสทช. สามารถนำผลลัพธ์จากโครงการนี้ไปใช้เพื่อร่วมกำหนดแนวทางสนับสนุนส่งเสริมและตรวจสอบกิจกรรมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับไอซีทีควอนตัมเทคโนโลยีแขนงใหม่ของประเทศได้
“SIAM–Quantum Nexus 2026” คือจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และนวัตกรรมควอนตัมของประเทศไทยอย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือของภาควิชาการ อุตสาหกรรม และนโยบายสาธารณะ เพื่อให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในยุคเศรษฐกิจควอนตัมโลก โดยใช้การเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ และการสื่อสารที่เท่าทันเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาอนาคตของชาติ
Partners:

สํานักงานคณะกรรมการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
หมายเหตุ:
ร่วมเสนอแนะ สนับสนุน ประสานกิจกรรมได้ที่ contact email: thailand_chapter@comsoc.org
Alliance:
Disclaimer:
SIAM-Quantum Nexus 2026
- a public serving project by volunteers
no conflict of interest & none of personal agenda involved
๐
since IYL2015 through
Welcome volunteers !
๐













































ความคิดเห็น