“เทคโนโลยีเปลี่ยนไป โครงสร้างความหลงผิดยังเหมือนเดิม” | Siam-Quantum Nexus 2026| นพ.ประภาส อุครานันท์ | ไอซีทีควอนตัมไทยสำหรับสังคมทั่วไปทุกวงการ | July 19, 2026
- Q-Thai Admin

- 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 4 นาที
[ Siam-Quantum Nexus 2026 ] -- บรรยายพิเศษโดยนพ.ประภาส อุครานันท์ “ผู้เชี่ยวชาญเพื่อมุ่งผลสำเร็จของงานด้านสุขภาพจิตฯ ฝ่ายสถานพยาบาลธนาคาร บมจ.ธนาคารกรุงไทย” และ อดีต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ กรมสุขภาพจิตเพื่อช่วยกันดูแลสังคมทั่วไปและบุคลากรวงการวิทย์ไทย
“เทคโนโลยีเปลี่ยนไป โครงสร้างความหลงผิดยังเหมือนเดิม”

คำถามที่ ๑: เปิดประตูสู่อดีตและเคสคลาสสิก
"ในอดีตยุคที่ 'วิทยุทรานซิสเตอร์' หรือทีวีขาวดำเพิ่งเข้ามาในประเทศไทยใหม่ ๆ มีเคสผู้ป่วยโรคหลงผิดหยิบยกเทคโนโลยีเหล่านี้มาเชื่อมโยงกับอาการของตัวเองอย่างไรบ้างครับ และประโยคหรือพฤติกรรมไหนที่อาจารย์ยังจำได้แม่นยำมาถึงทุกวันนี้?"

(คำตอบ) เปิดประตูสู่อดีตและ Case Classic ถ้าจะถามว่าเทคโนโลยีกับอาการหลงผิดเกี่ยวข้องกันอย่างไร ผมคิดว่าในแต่ละยุคผู้คนหรือผู้ป่วยมักหยิบยกเทคโนโลยีใหม่ของยุคนั้นๆมาใช้เป็นคำอธิบายประสบการณ์ที่ตนเองพบเจอครับ มนุษย์เราไม่ว่าเกิดในยุคใดสมัยใดต่างมี DNA ของความเป็นมนุษย์ มีอุปนิสัยที่เฉพาะบุคคลมาตั้งแต่เกิด อาจจะมีกรรมพันธุ์ของความเจ็บป่วยทางด้านสุขภาพจิตไม่มากก็น้อย ประกอบกับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่หรือผู้ปกครอง การศึกษา ประสบการณ์ชีวิตรวมไปถึงความเชื่อในสังคมและศาสนา เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อความเชื่อและรูปแบบของพฤติกรรมต่อสิ่งเร้ารอบตัว สมัยที่ผมเริ่มทำงานใหม่ ๆ เมื่อหลายสิบปีก่อน วิทยุทรานซิสเตอร์หรือโทรทัศน์ ถือว่าเป็นสิ่งที่ค่อนข้างน่าตื่นตาในสังคมไทย สิ่งนี้เองเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยจิตเวชบางคนเชื่อว่ามีคนส่งสัญญาณมาหาตนเองหรือพูดกับตนเองผ่านเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ เหตุผลที่ความเชื่อในสังคมหรือเทคโนโลยีในโลกยุคนั้น ๆ เข้ามาเป็นเนื้อเรื่องในระบบความคิดของคนเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองหลายระบบครับ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการตีความหมายอันนำไปสู่ความทุกข์ มนุษย์จึงต้องหาทางที่ทำให้ตัวเองสบายใจ ไม่ว่าจะเป็นการกดทับ การหาเหตุผลหรือการโยนไปสู่สิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัว เช่น ความหลงผิด เป็นต้น ปัจจุบันนี้แม้เนื้อหาจะเปลี่ยนไปเป็นมือถือ AI คลื่นควอนตัมหรือเทคโนโลยีต่าง ๆ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือโครงสร้างของความหลงผิดหลายอย่างยังคงคล้ายเดิมคือความรู้สึกว่าตนกำลังถูกติดตาม ถูกควบคุม หรือมีบางสิ่งที่อธิบายไม่ได้เกิดขึ้นกับตนเป็นต้น มีตัวอย่างเคสจริงที่ก่อความรุนแรงจนกระทั่งเป็นข่าวในชีวิตการทำงานของผม เช่น มีการปีนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย การก่อเหตุจับตัวประกันที่ศาลหรือการบุกรุกที่สถานีตำรวจเป็นต้น เหล่านี้ล้วนเกิดจากความหลงผิดที่คิดว่าตนเองจะถูกทำร้ายจึงแสดงพฤติกรรมรุนแรงหรือผิดกฎหมาย เพราะเชื่อว่าตนกำลังตกอยู่ในอันตราย ในฐานะจิตแพทย์ผมอยากให้เข้าใจว่าเขามีประสบการณ์เหล่านั้นและสร้างความทุกข์จริง ๆ เราไม่ควรรีบไปให้ความสบายใจแก่เขาทันทีโดยการพูดว่าจริงหรือไม่จริง หรืออะไรเกิดขึ้น โทรศัพท์มือถือนั้นก็สามารถระบุเหตุการณ์ได้จริง ๆ Algorithm ก็สามารถติดกรรมพฤติกรรมผู้ใช้ได้จริง ขอให้พยายามเข้าใจว่าขณะนั้นเขากำลังหวาดกลัว สับสนหรือโดดเดี่ยวเพียงใด
“เทคโนโลยีอาจเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ
แต่ความเปราะบางของจิตใจมนุษย์อาจไม่ได้เปลี่ยนเร็วเท่าเทคโนโลยี”

อีกทั้งสังคมยุคใหม่ก็ทำให้เส้นแบ่งระหว่างเรื่องจริงกับความหวาดระแวงซับซ้อนขึ้น เพราะโลกปัจจุบันนี้มีทั้งการเฝ้าระวัง การเก็บข้อมูลและ AI จริง ๆ ดังนั้นครับเราจึงต้องใช้วิทยาศาสตร์ สังคมมนุษยวิทยาและความเมตตาไปพร้อม ๆ กัน ไม่เชื่อทุกอย่างโดยทันที แต่ก็ไม่ปฏิเสธทุกอย่าง เช่น การตัดสินผู้คนหรือผู้ป่วยเป็นต้น สิ่งสำคัญมากคือการสร้างความไว้วางใจ เพราะถ้าผู้คนรู้สึกว่าตนเองถูกหัวเราะเยาะ เขามักจะปิดตัวและยิ่งเข้าไปอยู่ในโลกความเชื่อของตนมากยิ่งขึ้น การรักษาจึงไม่ได้เริ่มต้นจากการพิสูจน์ว่าใครถูกหรือผิด แต่เริ่มต้นจากการสร้างพื้นที่ความปลอดภัยที่เขากล้าพูดถึงสิ่งที่เขากำลังเผชิญครับ
คำถามที่ ๒: โครงสร้างของความหลงผิดที่ไร้กาลเวลา
“จากยุคทรานซิสเตอร์ สู่ยุคมือถือ จนมาถึงยุค AI และควอนตัมในปัจจุบัน ในมุมมองของจิตแพทย์ อาการหลงผิดของผู้ป่วยเปลี่ยนไปตามยุคสมัยอย่างไร และทำไมผู้ป่วยมักเลือกเทคโนโลยีที่ดู 'ลี้ลับ' หรือ 'เพิ่งมาใหม่' มาอธิบายเสียงในหัวหรือความกังวลของตัวเองครับ?”

(คำตอบ) โครงสร้างของความหลงผิดที่ไร้กาลเวลา บางคนคิดว่าอาการหลงผิดเกิดจากความไม่รู้ แต่ผมคิดว่าผู้คนหรือผู้ป่วยต่างพยายามใช้เหตุผลอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองอย่างจริงจัง เพียงแต่ในช่วงที่สมองและจิตใจเสียสมดุลนั้น การตีความประสบการณ์ต่างๆอาจจะเปลี่ยนไป คนในยุคปัจจุบันนี้เผชิญปัจจัยเสี่ยงบางอย่างที่แตกต่างจากอดีต เช่น มีการแข่งขันสูง ระบบนิเวศวิทยาที่ทำให้พัฒนาการทางด้านร่างกาย จิตใจและสังคมมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะอยู่ท่ามกลางเทคโนโลยีดิจิทัลที่คอยแย่งเวลาสำคัญของชีวิตไป ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การพักผ่อนและที่สำคัญคือปฏิสัมพันธ์ที่มีต่อมนุษย์ด้วยกันเอง ในทางประสาทวิทยาศาสตร์เราพบว่าสมองมีหน้าที่สำคัญในการเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกันเพื่อสร้างความหมาย แต่ถ้าระบบนั้นเสียสมดุล ประกอบกับความเป็นมนุษย์และความเข้าใจต่อโลกถูกลดความสำคัญลง ผู้คนอาจรับรู้ความบังเอิญหรือสิ่งเร้าธรรมดาว่ามีความหมายพิเศษและพยายามหาคำอธิบายที่สอดคล้องกับประสบการณ์นั้น ในยุคปัจจุบันผู้คนหรือผู้ป่วยมักหยิบยกเทคโนโลยีใหม่ของยุคนี้มาเป็นกรอบอธิบายประสบการณ์ของตน ไม่ว่าจะเป็น AI Quantum ชิปฝังสมองหรือระบบเฝ้าระวังต่างๆ เทคโนโลยีเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แต่โครงสร้างหลักของความหลงผิดหลายอย่างยังคงคล้ายเดิม คือมีความรู้สึกว่าบางสิ่งกำลังส่งผลต่อฉัน ฉันกำลังถูกจับตามอง หรือแม้แต่ฉันมีความสามารถเป็นพิเศษ ในโลกยุคใหม่นี้ความซับซ้อนคือเทคโนโลยีบางอย่างมีอยู่จริง เช่น การมีของ AI การเก็บข้อมูลหรือการติดตามข้อมูลดิจิทัล จึงทำให้บางครั้งเส้นแบ่งระหว่างความกังวลปกติกับความหลงผิดซับซ้อนขึ้นกว่าสมัยก่อน นอกจากนี้แล้วจินตนาการของสมองมนุษย์ที่บางครั้งใช้เพื่อความเพลิดเพลิน บางครั้งใช้เพื่อค้นหาความลับของจักรวาล หากคนเราขาดการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพจิตและความหมายของชีวิตอย่างดีพอ ก็อาจนำไปสู่ความเชื่อที่ไม่สุขภาพดี ซึ่งบางทีอาจจะไม่ได้ทำให้ตัวเองเป็นทุกข์แต่สร้างความเดือดร้อนให้สังคมและคนรอบข้างที่สำคัญ ถ้ามีความรุนแรง โดยที่คนนั้นยังมีไอคิวดี อาจจะทำให้เขาไม่ยอมรับและพาตัวเองเข้าสู่การรักษาหรือร่องรอยที่ถูกต้อง
“สังคมต้องมีความรอบรู้วิทยาศาสตร์หรือ Science Literacy
และความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต Mental Health Literacy
คือมีทั้งความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความเข้าใจความเปราะบางของจิตใจมนุษย์ไปพร้อม ๆ กัน”
ถ้าเราเชื่อทุกอย่างโดยไม่ใช้วิจารณญาณสังคมก็อาจไหลเข้าสู่วิทยาศาสตร์เทียมหรือ Pseudoscience ได้ ดังนั้นความสมดุลระหว่างวิทยาศาสตร์กับความเข้าใจมนุษย์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากครับในยุคนี้
คำถามที่ ๓: เจาะลึกอาการ V2K (Voice to Skull) และสารเคมีในสมอง
"ปัจจุบันในกลุ่มผู้ป่วยมักมีการพูดถึงเรื่อง V2K หรือการถูกคลื่นความถี่สูง/อนุภาคควอนตัมควบคุมสมองส่งเสียงเข้ามาในหัว ในทางจิตเวชศาสตร์และวิทยาศาสตร์การแพทย์ อาการ 'เสียงในหัว' นี้มีกลไกที่แท้จริงจากสารเคมีในสมองอย่างไร และเราจะอธิบายให้สังคมเข้าใจความจริงข้อนี้ได้อย่างไรครับ?"

(คำตอบ) V2K Voice to Skull เสียงในหัวและสารเคมีในสมอง ปัจจุบันนี้มีคำหลายคำในอินเทอร์เน็ตเช่น V2K หรือการถูกส่งคลื่นเข้ามาในสมอง ซึ่งผู้ป่วยบางคนใช้เป็นคำอธิบายประสบการณ์เสียงในหัวของตนเอง ในทางจิตเวชศาสตร์อาการได้ยินเสียงโดยไม่มีสิ่งเร้าจริงเราเรียกว่า Auditory Hallucination หรือประสาทหลอนทางการได้ยิน ผู้ป่วยอาจได้ยินเสียงคนด่า เสียงคนสั่งการ เสียงวิจารณ์หรือบางครั้งเป็นเสียงหลายคนพูดคุยกันทั้งไม่มีคนอยู่ตรงนั้นจริง อาการหูแว่วนั้นระบบประสาทและสมองเกี่ยวกับการได้ยินมีการทำงานเกิดขึ้นจริงเพียงแต่ไม่มีสิ่งกระตุ้น (ซึ่งต่างจากสิ่งที่คนทั่วไปเรียกกันว่าเสียงในหัว ที่มักหมายถึงการคิดกับตัวเอง หรือบทสนทนาภายในใจ) อาการหูแว่วนั้นอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ถ้าหากเป็นเหตุจากทางจิตเวช ก็มักจะพบในกลุ่มโรคจิต เช่น โรคจิตเภทเป็นต้น ปัจจุบันนี้วิทยาศาสตร์ยังไม่พบหลักฐานว่ามีเทคโนโลยีลับที่สามารถส่งเสียงเข้าหัวคนในลักษณะที่ปรากฏความเชื่อในเรื่อง V2K ได้จริง แต่สิ่งที่จริงคือผู้ป่วยเขากำลังทุกข์จริงและเสียงเหล่านั้นส่งผลต่อชีวิตเขาจริง ๆ ในทางชีววิทยาปัจจุบันเราเข้าใจว่าไม่ได้มีสาเหตุจากสารเคมีในสมองเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่ทำให้เกิดอาการหูแว่ว แต่ผลแต่เป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างการทำงานของสมอง พื้นฐานทางพันธุกรรม ประสบการณ์ชีวิต ความเครียด การนอนและบริบททางสังคมที่บุคคลกำลังเผชิญอยู่ ขณะเดียวกันอินเทอร์เน็ตก็ทำให้คนที่มีประสบการณ์คล้ายกันสามารถพบกันแลกเปลี่ยนความเชื่อกันได้ง่ายขึ้น หากเราไปยืนยันแนวคิดสมคบคิดหรือคำอธิบายที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับโดยไม่ระมัดระวัง อาจทำให้ผู้ป่วยยิ่งหลงผิดและหลุดจากระบบการรักษาได้ สิ่งสำคัญคือเวลาสื่อสารกับผู้ป่วยหรือญาติ เราไม่ควรพูดแบบหักหาญน้ำใจทันทีว่า “ไม่มีจริง คุณคิดไปเอง” เพราะสำหรับผู้ป่วยประสบการณ์นั้นสมจริงมาก ๆ แนวทางที่มักช่วยได้ดีก็คือการ
“รับฟังความทุกข์ก่อน แล้วค่อย ๆ ชวนมาดูกันว่ามีวิธีใดบ้างที่จะช่วยให้เขานอนดีขึ้น
ลดความกลัวและกลับมาใช้ชีวิตได้ดีขึ้น”
ผมคิดว่าสิ่งที่สังคมควรเรียนรู้คือแยกให้ออกระหว่างการมีเมตตาต่อผู้ป่วยกับการยืนยันความเชื่อผิดสอง อย่างนี้ไม่เหมือนกันนะครับ การรับฟังความทุกข์ของผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องแปลว่าเราเห็นด้วยกับทุกคำอธิบายที่เขาเชื่อ และการไม่เห็นด้วยกับความเชื่อบางอย่างก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่เมตตากับเขาเช่นกันครับ
คำถามที่ ๔: จุดตัดระหว่าง 'ไบโพลาร์' กับ 'ความหลงผิด'
"สำหรับโรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) ในช่วงที่ผู้ป่วยมีอาการอารมณ์ดีหรือพลุ่งพล่านเกินปกติ มักจะมีความคิดหลงผิดแบบยิ่งใหญ่ร่วมด้วยบ่อยแค่ไหนครับ เช่น การคิดว่าตัวเองมีพลังพิเศษ มีเทคโนโลยีลับ หรือเชื่อมต่อกับจักรวาลได้ และในอดีต วงการวิทยาศาสตร์ไทยเคยมีบทเรียนสำคัญที่สร้างสถิติระดับโลกซึ่งไม่พึงจดจำ จากกรณีบุคคลที่ผลิต "งานวิจัยเทียม (Fabrication)” หรือนำเสนอชุดข้อมูลที่เกินจริงอย่างมากในลักษณะเปิดเผยด้วยความภาคภูมิใจทั้งระดับสากลและในประเทศ ทั้งด้านนาโนเทคโนโลยี ควอนตัม และฟิสิกส์ฯ ซึ่งในภายหลังได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่ามีอาการคล้ายไบโพลาร์ กว่าที่มิตรสหายจะทราบและให้ความช่วยเหลือได้ทัน เหตุการณ์ก็ได้สร้างความเสียหายอย่างหนัก ทั้งการสูญเสียงบประมาณภาษีอากร และการผลิตบุคลากรจากฐานความรู้ที่บิดเบือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องมาอย่างยาวนานและยังคงยืนยันสร้างกิจกรรมเช่นเดิมมาอย่างต่อเนื่อง จุดที่น่ากังวลคือ ในกรณีนี้เจ้าตัวได้รับประโยชน์โดยมิได้เดือดเนื้อร้อนใจ ซึ่งต่างจากกรณีอาการ ‘หลงผิด’ ที่เจ้าตัวมีความทุกข์ใจ หลบหลีกสังคมและต้องการความช่วยเหลือโดยตรง… ญาติสนิทมิตรสหายควรมีวิธีสังเกตและให้ความช่วยเหลือกรณีนี้อย่างไร ? และเพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียซ้ำอีกในอนาคต สังคมวิชาการและทั่วไป ควรมีมาตรการรับมืออย่างไรกับยุคเทคโนโลยีควอนตัมที่กำลังเป็นแกนหลักของวิทยาการที่ถูกพูดถึงในสังคมขณะนี้ ?

(คำตอบ) จุดตัดระหว่างไบโพลาร์กับความหลงผิด ในผู้ป่วยโรคไบโพลาร์หรืออารมณ์สองขั้วโดยเฉพาะช่วง mania หรือช่วงอารมณ์ดีผิดปกติ เรามักพบความคิดที่เรียกว่า grandiosity หรือความรู้สึกว่าตนเองพิเศษมีความสามารถเหนือคนทั่วไปหรือมีภารกิจสำคัญบางอย่าง บางคนอาจเชื่อว่าตนมีพลังพิเศษติดต่อกับจักรวาลได้หรือเข้าใจความจริงระดับลึกที่คนทั่วไปไม่เข้าใจ รวมทั้งอาจจะมีเทคโนโลยีบางอย่างที่ตนสามารถเชื่อมโยงได้ ในบางกรณีความคิดเหล่านี้อาจดูคล้ายกับความคิดสร้างสรรค์หรือการมีวิสัยทัศน์ โดยเฉพาะในยุคที่สังคมให้คุณค่ากับนวัตกรรม innovation และความแปลกใหม่ ยุคนี้เองล่ะครับ เนื้อหาอาจโยงกับ AI, quantum หรือเทคโนโลยีลับ ในฐานะจิตแพทย์สิ่งที่เราดูไม่ใช่แค่เนื้อหาของความคิดแต่เพียงอย่างเดียวครับ เราดูบริบททั้งหมดรวมด้วย เช่น การนอนลดลงมากอย่างผิดปกติ, พูดเร็ว, ใช้เงินมาก, ตัดสินใจอะไรที่เสี่ยง ๆ, หงุดหงิดง่าย หรือเริ่มสูญเสียความสามารถในการประเมินความจริง เป็นต้น จุดสำคัญคือเราไม่ควรมองโลกในแง่ดีเกินไป เช่น มองอาการป่วยทางจิตว่าเป็นอัจฉริยะหรือผู้ตื่นรู้เสมอไป เพราะในชีวิตจริงผู้คนจำนวนมากต้องทุกข์ สูญเสียงาน ความสัมพันธ์หรือสถานะทางสังคมจากอาการป่วยเหล่านี้ ในอีกด้านหนึ่งครับ เราก็ไม่ควรตีตราผู้ป่วยว่าบ้าหรืออันตราย เพราะหลายคนทีเดียวสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ดี ถ้าได้รับการรักษาและการสนับสนุนที่เหมาะสม ผมคิดว่าหน้าที่สำคัญของสังคมคือเรียนรู้ที่จะมองผู้ป่วยอย่างเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังมีภาวะเจ็บป่วย ไม่ใช่มองเขาเป็นเพียงการตีตราหรือเหมารวมครับ มีผู้ป่วยไบโพลาร์หลายคนที่สามารถบริหารจัดการตนเองได้ด้วยลักษณะของคนที่มีความมั่นใจสูง กล้าลองสิ่งใหม่ มีพลังสูงและความคิดเชื่อมโยงอย่างรวดเร็วจึงสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์แก่สังคมได้ นอกจากนี้แล้วครับยังมีคนทั่วไปบางคนที่มีบุคลิกแปลก ๆ มีความชอบเทคโนโลยีเอามาก ๆ เชื่อเรื่องล้ำยุคหรืออาจจะมีความคิดสร้างสรรค์เป็นต้น มนุษย์นั้นมีความหลากหลายครับ อาจจะไม่ถึงกับมีความผิดปกติทางจิต จนกระทั่งเมื่อเริ่มเปลี่ยนเป็นความทุกข์ สูญเสียการตัดสินใจและความสามารถในการใช้ชีวิต เราควรที่จะไม่ละเลยสัญญาณความผิดปกติเหล่านี้นะครับที่จะต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติเต็มไปด้วยนักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ และศิลปินที่เคยถูกมองว่าแปลกในยุคของตนเอง ความคิดที่แตกต่างไม่ใช่โรคในตัวของมันเองนะครับ สิ่งที่น่าสนใจคือความคิดนั้นยังเปิดรับการตรวจสอบจากความจริงหรือไม่ และยังช่วยให้บุคคลนั้นดำเนินชีวิตได้ดีหรือเปล่า สังคมยุคโซเชียลมีเดียบางครั้งชื่นชมความมั่นใจหรือความแปลกแยกจนแยกยากครับว่าอะไรคือความคิดสร้างสรรค์และอะไรคือภาวะป่วย ผมคิดว่า
“เราทุกคนไม่ควรดับความฝันของคนนะครับ แต่ควรช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกันให้กลับมาอยู่กับความเป็นจริงได้อย่างปลอดภัยดีกว่าครับ”
คำถามที่ ๕: ภัยแทรกซ้อนจากวิทยาศาสตร์เทียม (Pseudoscience)
"เมื่อผู้ป่วยหลงผิดเกี่ยวกับเทคโนโลยี อาจมีกลุ่มคนหรือมิจฉาชีพบางกลุ่มใช้ 'วิทยาศาสตร์เทียม' มาหลอกขายอุปกรณ์ป้องกัน หลอกทำพิธี หรือชักจูงไปในทางที่ผิด อาจารย์เคยเจอเคสที่ผู้ป่วยต้องเสียทรัพย์สินหรือเสียโอกาสในการรักษาเพราะความเชื่อผิด ๆ เหล่านี้อย่างไรบ้างครับ? หรือควรช่วยป้องกันผู้ป่วยจากกรณีเช่นนี้ในอนาคตอย่างไร ?”

(คำตอบ) ภัยแทรกซ้อนจากวิทยาศาสตร์เทียม Pseudoscience ในอดีตวิทยาศาสตร์เทียมอาจอาศัยคำว่าพลังงานหรือคลื่นลึกลับ แต่ในปัจจุบันอาจเปลี่ยนมาใช้คำว่า AI, Algorithm หรือ Quantum ซึ่งฟังดูทันสมัยขึ้น แต่หลักการสำคัญยังเหมือนเดิมคือการใช้ภาษาวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือโดยไม่มีหลักฐานรองรับครับ สิ่งที่น่าเป็นห่วงในปัจจุบันคือเมื่อผู้ป่วยมีความทุกข์และพยายามหาคำอธิบายให้ตนเอง เขาอาจไปพบข้อมูลหรือกลุ่มคนที่ยืนยันความเชื่อของเขาอย่างเต็มที่โดยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ บางกรณีมีการขายอุปกรณ์ป้องกันคลื่น ขายคอร์สรักษา หรือใช้ภาษาวิทยาศาสตร์ที่ฟังดูซับซ้อน เช่น Quantum พลังงาน คลื่นสมอง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ รวมทั้งกลุ่มคนมิจฉาชีพหรือแค่คนทั่วไปที่คึกคะนองหรือขาดสติ นำภาพคนอื่นไปหลอกลวงสร้างความเสียหาย เช่น กรณีหลอกให้รักเป็นต้น นอกจากนี้ในบางมิติหรือบางระบุ-บริบทก็อาจจะถูกหลอกให้ทำพิธีต่าง ๆ ตามความเชื่อที่มีอยู่เดิมของคนคนนั้น ถูกคนใกล้ชิดชักชวนพาไป ทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวเสียทั้งเงิน เวลา โอกาสในการรักษา และมีหลายกรณีทีเดียวที่อาจจะถูกล่วงละเมิดหรือกระทั่งทำให้เกือบสิ้นเนื้อประดาตัว ผมคิดว่าเราต้องระวังอยู่สองด้านพร้อมกันเสมอ

ด้านแรก
ไม่ควรดูถูกผู้ป่วยเพราะคนที่เขากำลังทุกข์มาก ย่อมพยายามหาที่พึ่งทางใจและประคับประคองจิตใจเขา แต่
อีกด้านหนึ่ง
ก็ไม่ควรปล่อยให้ความเชื่อที่ไม่มีหลักฐานกลายเป็นธุรกิจที่เอาเปรียบความเปราะบางของมนุษย์
ในทางวิชาชีพผมคิดว่า
“สิ่งสำคัญคือการสื่อสารอย่างสุภาพ ตรงไปตรงมาและเคารพศักดิ์ศรีของผู้ป่วย ไม่ใช่ใช้ความรู้ไปกดทับเขา แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะตามใจทุกความเชื่อโดยไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์”
ปัจจุบันโลกข้อมูลข่าวสารเร็วมาก ผู้คนเข้าถึงข้อมูลสุขภาพจิตได้มากขึ้นซึ่งเป็นเรื่องดี แต่การเข้าถึงข้อมูลไม่ได้แปลว่าเข้าใจตนเองเสมอไป บางครั้งการอ่านมากอาจยิ่งทำให้สับสนมากขึ้น ถ้าขาดกรอบคิดทางวิทยาศาสตร์และการรู้เท่าทันตนเอง ไม่ใช่ทุกทางเลือกเสริมจะผิด แต่ควรมีความรอบรู้ทางวิทยาศาสตร์และไม่ละทิ้งการรักษาหลัก ในท้ายที่สุดนี้ครับ
“สิ่งที่ช่วยป้องกันผู้คนจากวิทยาศาสตร์เทียมอาจจะไม่ใช่เพียงความรู้วิทยาศาสตร์ แต่รวมถึงการมีคนรอบข้างอย่างเข้าใจ เพราะเมื่อมนุษย์รู้สึกโดดเดี่ยว เขามักหาคำตอบจากคนที่พูดอย่างมั่นใจ และเมื่อมันรู้สึกได้รับความเข้าใจ เขามักพร้อมเปิดใจรับความจริงมากขึ้น” ครับ

คำถามที่ ๖: การรับมือด้วยความเมตตา (Compassion leads to Solution)
"หากคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด เริ่มมีอาการพูดถึงเรื่องการถูกดักฟัง ถูกฝังชิป หรือถูกควบคุมด้วยคลื่นควอนตัม ญาติควรจะมีท่าทีหรือคำพูดอย่างไรในการสื่อสารเพื่อพาเขามาเข้ารับการรักษา โดยไม่ให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าถูกปฏิเสธหรือถูกตีตราจากสังคมครับ?"

(คำตอบ) การรับมือด้วยความเมตตา โดยสรุปแล้วคนเราแต่ละคนมีความเชื่อ (Belief) และความศรัทธา (Faith) ในเรื่องต่างๆแตกต่างกันไป ขึ้นกับบุคลิก ประสบการณ์รวมถึงความเข้าใจในชีวิตและโลก ความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไปจากคนส่วนใหญ่หรือบรรทัดฐานสังคม มีตั้งแต่จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์หรือความหลงผิดที่เรียกว่า Delusion ดังนั้นเวลาคนในครอบครัวหรือคนรอบข้างเริ่มพูดว่าตัวเขาถูกดักฟัง ถูกฝังชิพหรือถูกควบคุมด้วยคลื่นต่างๆ ถ้าเป็นไปในลักษณะนี้เราค่อนข้างจะนึกถึงว่าอาจจะเป็นปัญหาทางด้านสุขภาพจิต สิ่งแรกที่สำคัญคือการสร้างสัมพันธภาพ อย่าด่วนปลอบใจ เช่นบอกเขาว่าอย่าไปกังวลมันเลย มันไม่มีอยู่จริง เพราะเขาอาจจะรู้สึกว่าเราไม่เข้าใจเขาและยิ่งถอยเข้าไปอยู่ในโลกความเชื่อของตนเองมากยิ่งขึ้น ทว่าในขณะเดียวกันก็ไม่ควรทำตัวเป็นฝ่ายเดียวกับเขา เช่น เชื่อว่ามันมีอยู่จริงเพราะอาจจะยิ่งทำให้ความหลงผิดของเขานั้นฝังแน่นมากยิ่งขึ้น สิ่งที่ควรทำคือการอยู่เคียงข้างและเรียนรู้ประสบการณ์ที่เขาเจอ เราอาจจะพูดว่าสิ่งที่คุณได้ยินเป็นอย่างไรและดูเหมือนว่าเรื่องนี้คงจะทำให้คุณทุกข์มากนัก อาจจะพูดว่าฟังดูแล้วคุณคงเหนื่อยและกังวลมากทีเดียว อาจจะพูดว่าช่วงนี้การนอนเป็นอย่างไรบ้าง หรือสิ่งที่เกิดขึ้นเนี่ยกระทบชีวิตคุณอย่างไร เป็นต้น นอกจากนี้แล้วทัศนคติในการมองเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่น่าขบขันหรือว่าไร้สาระอาจทำให้เขาเหล่านั้นไม่เชื่อใจ ไม่เปิดใจแล้วก็ไม่ร่วมมือในการรักษา ความเมตตาและการให้เวลาเขาในการทำใจและค่อยๆปรับเปลี่ยนความคิด จะทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างราบรื่นแล้วก็เรียบร้อย ผู้ป่วยส่วนใหญ่ครับที่มีความเชื่อที่ผิดเพี้ยนรุนแรงถึงขั้นหลงผิดแล้ว มักจะมีการรับรู้ความจริงที่เสียไปด้วยพร้อมกันนั้น ก็หวาดกลัวครับต่อการที่จะยอมรับว่าตัวเองน่ะป่วย แล้วก็กลัวการที่จะถูกพาไปรักษาตัวในโรงพยาบาล ดังนั้น กระบวนการพามารักษาจึงต้องค่อยเป็นค่อยไป ยกเว้นกรณีที่อาจจะมีอันตรายต่อตัวเองหรือผู้อื่น อาจจะต้องใช้วิธีการด้านกุศโลบาย บางครั้งอาจจะจำเป็นที่จะต้องใช้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติกฎหมายสุขภาพจิตหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจมาช่วย เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของผู้เกี่ยวข้องครับ ผมคิดว่าความเชื่อและความศรัทธาต่างๆของคนเราเนี่ยมีที่มามีเหตุผลและก็มีความจำเป็นเฉพาะในแต่ละคน
“การอยู่ร่วมกันในครอบครัวในสังคมอย่างผาสุกนั้นอาจจะไม่ใช่การที่จะทำให้ทุกคนมีความคิดเห็น
เหมือนกันได้ทั้งหมดครับ แต่อยู่ที่ความปรารถนาดี ความเข้าใจและความเมตตาต่อกัน”
ผมคิดว่าเมื่อไหร่ที่คนเรามีความสงบสุขภายในใจเกิดขึ้นเราก็จะมีความเข้าใจและยอมรับความแตกต่างของกันได้มากขึ้นครับ
คำถามที่ ๗: ข้อคิดปิดท้ายเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคมไทย"สุดท้ายนี้ อาจารย์อยากฝากข้อคิดอะไรถึงคนรุ่นใหม่และสังคมไทย ในยุคที่เทคโนโลยีหมุนไวมาก เพื่อให้เราใช้ทั้ง 'ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง (Science Literacy)' ควบคู่ไปกับ 'ความเข้าใจและเมตตาต่อผู้ป่วยจิตเวช' เพื่อป้องกันไม่ให้สังคมตกเป็นเหยื่อความเชื่อที่ผิดครับ?"

(คำตอบ) ข้อคิดปิดท้ายเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคม ถ้าจะฝากอะไรถึงสังคมไทยในยุค AI และเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ผมคิดว่าเราอาจต้องพัฒนาความรู้สองด้านไปพร้อม ๆ กัน ด้านแรกคือความเข้าใจวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้อง (Science Literacy) อีกด้านก็คือความเข้าใจธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ (หรือ Emotional Literacy) มนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักรที่ใช้เหตุผลเพียงอย่างเดียวครับ เรามีอารมณ์ความรู้สึกไม่ว่าจะเป็นความกลัว ความเหงา ความหวัง รวมถึงความเปราะบางทางด้านจิตใจรูปแบบต่าง ๆ
“ถ้าในสังคมนี้มีแต่วิทยาศาสตร์โดยไม่มีความเมตตา ผู้คนที่กำลังทุกข์อาจถูกผลักออกจากสังคม
แต่ถ้าเรามีแต่ความเชื่อโดยไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ผู้คนก็อาจจะตกเป็นเหยื่อของข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและการหลอกลวงได้ง่าย”
ผมคิดว่าในยุคที่เทคโนโลยีหมุนเร็ว สิ่งที่อาจสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่การรู้จัก AI หรือเครื่องมือใหม่ๆ แต่เป็นการรู้จักตัวเอง รู้ว่าเมื่อไหร่เรากำลังกลัวหรือเมื่อไหร่เรากำลังหลงเชื่อ อีกทั้งรู้ว่าเมื่อไหร่เราควรกลับมาฟังซึ่งกันและกันด้วยความเป็นมนุษย์มากขึ้น วันนี้ AI อาจช่วยให้เรารู้จักโลกได้มากขึ้น แต่การรู้จักตนเองยังเป็นงานที่มนุษย์ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง อีกทั้งต้องอาศัยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อาศัยความสัมพันธ์และประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านไป อย่าให้เทคโนโลยีทำให้เราสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปนะครับ นอกจากนี้แล้วคนในสังคมควรจะมีเมตตาต่อกัน โดยเริ่มต้นจากความซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ว่าเราไม่ควรจะฉวยโอกาสในขณะที่เพื่อนร่วมโลกคนอื่นกำลังเปราะบาง แล้วฉวยโอกาสใช้ข้อมูลซึ่งบางทีอาจจะถูกต้องก็จริง แต่การเป็นเหตุเป็นผลนั้นอาจจะไม่สอดคล้องกัน ไปโน้มน้าวให้เขาเชื่อว่าจะสามารถปัดบำบัดความทุกข์ได้ ยิ่งถ้าเป็นการใช้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน วิทยาศาสตร์เทียม ก็อาจจะถือว่าเป็นการหลอกลวงทำให้ผู้อื่นเสียทั้งทรัพย์สิน สุขภาพและอนาคตชีวิตของเขาก็เป็นได้ ดังนั้นนะครับ
“เทคโนโลยีอาจทำให้เราเก่งขึ้น แต่ความเมตตาและการรู้จักตนเองอย่างแท้จริงต่างหาก”
ผมว่านี่แหละที่จะทำให้เราเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้นและช่วยทำให้โลกนี้น่าอยู่สำหรับเราทุกคนครับ
— จบ
Paving the Way for coming Quantum Era:
Sustainable Platform & Community Development
(Science & Technology, Social Sciences, Education, Humanities, Political Science & Law, Economics)
(Official Web)
เกริ่นนำโครงการ
วัตถุประสงค์
เพื่อสร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย เชื่อมโยงภาควิชาการ ภาคอุตสาหกรรม และนโยบายภาครัฐ
เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และเครื่องมือการเรียนรู้แบบเปิดด้านการสื่อสารควอนตัม (communications) การคำนวณควอนตัม (computing) และการตรวจวัดควอนตัม (sensing)
เพื่อส่งเสริมการสื่อสารวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือ ลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีและข้อมูล
เพื่อเตรียมบุคลากรและสังคมไทยให้พร้อมเข้าสู่ยุคควอนตัมโลก พร้อมภุมิคุ้มกันวิทยาศาสตร์เทียม
เพื่อสร้างจดหมายเหตุควอนตัมไทยและเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างรุ่นของนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้กำหนดนโยบาย
คำสำคัญ (keywords); วิทยาศาสตรศึกษา (science education) การสื่อสารวิทยาศาสตร์ (science communication) การจัดการความรู้ (knowledge management) การจัดนิทรรศการวิทยาศาสตร์ (sciecne fair) สารสนเทศ (ไอซีที) เชิงควอนตัม (quantum information & communications technology) การสร้างทรัพยากรและสื่ออนาคต (future resources) จดหมายเหตุควอนตัมโลกและประเทศไทย (World and Thai quantum milestones) การพัฒนาบุคลากรและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (human resource development & networking)
๓) ผู้รับผิดชอบโครงการ
ภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ
IEEE Thailand Section Quantum IT group & IEEE Communications Society (Thailand Chapter)
ประธานกรรมการอำนวยการกิตติมศักดิ์:
คณบดี คณวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง (KMITL) และ
นายกสมาคม IEEE Thailand Section
ประธานโครงการ:
รศ.ดร.สุภาพ ชูพันธ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (สถาบันการศึกษา) และ
ดร.เกียรติศักดิ์ ศรีพิมานวัฒน์ (สมาคมวิชาชีพ)
คณะที่ปรึกษา:
ศ.ดร.ชิดชนก เหลือสินทรัพย์ - ราชบัณฑิต (วิทยาการคอมพิวเตอร์)
ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน - ราชบัณฑิต (ฟิสิกส์)
รศ.ดร.โกศล เพ็ชร์สุวรรณ์ - อดีตอธิการฯส.พระจอมเกล้าฯลาดกระบัง (ธรรมาภิบาลและการศึกษา)
รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม - อดีต ผอ.ส.วิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ฯ (บริหารงานวิจัย)
ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช - นายกสภา มทส. (การจัดการความรู้ - KM)
พันธมิตรต่างประเทศ:
Fundacja (โปแลนด์), Senetas (ออสเตรเลีย), SPINQ (จีน), TCQC-CACR (จีน), Qasky (จีน)
๔. ผลกระทบ (impact)
ภาคสังคมประชาชนทั่วไป เข้าถึงองค์ความรู้และทรัพยกรสื่อสร้างทักษะไอซีทีควอนตัม เกิดความเข้าใจและมีภูมิคุ้มกันควอนตัมแปลกปลอมเบื้องต้น ด้วยผลจากการร่วมสื่อสารวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่เหมาะสม
ภาคการศึกษาและการวิจัย เกิดการรวมกลุ่มใช้ผลผลิตต่อยอดสู่ด้านอื่น ๆ ได้ เช่น โครงการพัฒนาบุคลากร งานวิจัยและพัฒนาที่เหมาะสมกับประเทศไทย จากการร่วมกันสื่อสารวิชาการสาธารณะที่ถ้วนทั่วครบทุกด้าน
ภาคอุตสาหกรรมหรือธุรกิจ ได้รับการส่งเสริมให้สามารถติดตาม เข้าถึง และปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่นี้ได้รวดเร็วพร้อมกับลดความเสี่ยงด้วยข้อมูลของโครงการที่ครอบคลุมและอ้างอิงตรวจสอบได้
ภาครัฐโดยผู้กำหนดนโยบาย ทั้งด้านโทรคมนาคม สารสนเทศ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและที่เกี่ยวข้อง ตระหนักถึงศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยี พร้อมร่วมสื่อสารนโยบายวิทยาศาสตร์ที่เป็นกลางรู้และเท่าทัน
กสทช. สามารถนำผลลัพธ์จากโครงการนี้ไปใช้เพื่อร่วมกำหนดแนวทางสนับสนุนส่งเสริมและตรวจสอบกิจกรรมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับไอซีทีควอนตัมเทคโนโลยีแขนงใหม่ของประเทศได้
“SIAM–Quantum Nexus 2026” คือจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และนวัตกรรมควอนตัมของประเทศไทยอย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือของภาควิชาการ อุตสาหกรรม และนโยบายสาธารณะ เพื่อให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในยุคเศรษฐกิจควอนตัมโลก โดยใช้การเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ และการสื่อสารที่เท่าทันเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาอนาคตของชาติ
Partners:

สํานักงานคณะกรรมการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
หมายเหตุ:
ร่วมเสนอแนะ สนับสนุน ประสานกิจกรรมได้ที่ contact email: thailand_chapter@comsoc.org
Alliance:
Disclaimer:
SIAM-Quantum Nexus 2026
- a public serving project by volunteers
no conflict of interest & none of personal agenda involved
๐
since IYL2015 through
Welcome volunteers !
๐






















































ความคิดเห็น