บทสรุปการบรรยาย (Seminar Proceedings) SIAM-Quantum NEXUS 2026 | Aug 18, 2026 | มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ |
- K Sripimanwat

- 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 7 นาที
บทสรุปการบรรยาย
(Seminar Proceedings)

บทนำ
การสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่เที่ยงแท้ (Genuine Science Communication)
เกียรติศักดิ์ ศรีพิมานวัฒน์
IEEE ComSoc & Quantum IT group - Chair
ในโลกปัจจุบันที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ช่องว่างในการรับรู้ ความเข้าใจ และความไว้วางใจระหว่างภาคส่วนวิทยาศาสตร์กับพลเมืองในสังคมกลับขยายกว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โครงการเสวนาวิชาการสยามควอนตัมเน็กซัส 2569 (SIAM–Quantum NEXUS 2026) จึงถูกริเริ่มขึ้นภายใต้ความร่วมมือของสมาคมสถาบันวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์แห่งประเทศไทย (IEEE Thailand Section) ร่วมกับภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และการบรรยายหัวข้อที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เพื่อขับเคลื่อนแนวคิด “การสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่เที่ยงแท้” (Genuine Science Communication) ซึ่งมุ่งเน้นการถ่ายทอดข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา มิใช่เพียงเพื่อสร้างความตื่นเต้นหรือความหวังที่เกินจริงให้แก่สังคม แต่เพื่อร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการตั้งคำถามและระบบนิเวศแห่งความไว้วางใจที่เข้มแข็ง
กิจกรรมสัมมนาในครั้งนี้มีความพิเศษแตกต่างจากวันวิทยาศาสตร์ในปีก่อนหน้า เนื่องจากเป็นการปรับมุมมองใหม่โดยเปลี่ยนให้นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยเป็นฝ่ายรับฟังมุมมองจากสหสาขาวิชา ทั้งทางประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ จิตวิทยา และธรรมาภิบาล เพื่อร่วมกันบูรณาการศาสตร์ต่างๆ ในการนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์อย่างโปร่งใสและคุ้มค่า ประเด็นหารือที่สำคัญมุ่งเป้าไปที่ความตระหนักรู้ต่อปัญหา “การลวงล่อด้วยพันธสัญญาทางนวัตกรรมและเทคโนโลยี” (Technological Promise) ซึ่งนำไปสู่กระแสวิทยาศาสตร์เทียม (Pseudoscience) การลดทอนการตระหนักรู้ (literacy) ด้านวิทยาศาสตร์ของสังคม รวมถึงความเสี่ยงในการจัดซื้อจัดจ้างเทคโนโลยีภาครัฐที่ขาดการตรวจสอบทางเทคนิค อันเป็นโจทย์ท้าทายทั้งในระดับบุคคล ระดับองค์กรการศึกษา และระดับนโยบายของประเทศอย่างเป็นลูกโซ่
บทที่ ๑: เปิดงานและหลักฟิสิกส์ควอนตัมเบื้องต้น
รองศาสตราจารย์ ดร.สุภาพ ชูพันธ์
หัวหน้าภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะผู้ดำเนินงานจัดกิจกรรมเสวนาทางวิชาการในหัวข้อ “สื่อสารวิทยาศาสตร์สู่สังคม” เนื่องในวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ๒๕๖๙ นี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสถาปนาวัฒนธรรมการสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่เที่ยงแท้ และสร้างแนวคิดกลั่นกรองวิเคราะห์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ในสังคมไทย โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงความรู้เทคโนโลยีควอนตัมและนวัตกรรมสมัยใหม่ข้ามสาขาวิชาชีพ เพื่อปูรากฐานและสร้างความตระหนักรู้แก่คณาจารย์ นักวิจัย ตลอดจนประชาชนทั่วไป
หลักการทางฟิสิกส์ควอนตัม (Quantum Physics) มีนิยามและความหมายดั้งเดิมตามหลักธรรมชาติวิชาการว่าด้วย “ความไม่ต่อเนื่อง” ซึ่งเป็นวิทยาการที่มีประวัติศาสตร์และพัฒนาการมาอย่างยาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษ อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันและแวดวงการพาณิชย์ มักปรากฏการแอบอ้างและการโฆษณาชวนเชื่อที่นำเอาคำศัพท์ทางวิชาการชั้นสูง เช่น “ควอนตัม” หรือ “ปัญญาประดิษฐ์” (AI) ไปใช้เป็นเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ ปรับแต่งสรรพคุณเพื่อประโยชน์ทางการค้า ตลอดจนเป็นสิ่งกระตุ้นความพึงใจและความตระหนกทางอารมณ์ของประชาชนโดยปราศจากพื้นฐานข้อเท็จจริงและการตรวจสอบยืนยันเชิงประจักษ์ การประสานงานเสวนาในครั้งนี้จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อร่วมอธิบาย และตั้งแนวทางป้องกันตัวเองของสังคมด้วยวิธีวิทยาศาสตร์อย่างมีจรรยาบรรณสากล
บทที่ ๒: ปาฐกถาพิเศษ: วิทยาศาสตร์ภาคประชาชน: แท้ เทียม หรือเกินจริง
รองศาสตราจารย์ บุญรักษา สุนทรธรรม
ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) และอดีตผู้อำนวยการผู้ก่อตั้ง
เนื่องในวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติของประเทศไทย วันที่ ๑๘ สิงหาคม ของทุกปี ได้รับการประกาศสถาปนาขึ้นเพื่อระลึกถึงพระปรีชาสามารถและคุณูปการทางประวัติศาสตร์ในปี พ.ศ. ๒๔๑๑ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงคำนวณการเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง ณ ตำบลหว้ากอ ได้อย่างแม่นยำล่วงหน้า และทรงเสด็จพระราชดำเนินไปพิสูจน์ยืนยันความจริงทางดาราศาสตร์ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์และคณะทูตต่างประเทศ เหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นและสัญลักษณ์สำคัญของการพิสูจน์ยืนยันสัจธรรมตามหลักการวิทยาศาสตร์อย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรกของสยามประเทศ
การขับเคลื่อนงานวิจัยและการนำเอาองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ใช้เพื่อความเจริญก้าวหน้าของสังคมและประเทศชาติในยุคปัจจุบัน หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องประสานงานกับสาธารณะและสถาปนาสิ่งที่เรียกว่า “ความไว้วางใจของสังคม” (Social Trust) ซึ่งความไว้วางใจนี้ย่อมไม่อาจจัดตั้งขึ้นได้ด้วยคำประกาศหรือวาทกรรมลอยๆ ทว่าต้องวางตัวอยู่บนความถูกต้องเที่ยงตรงของการให้ข้อมูลและการสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่เที่ยงแท้ (Authentic Science Communication) วิทยาศาสตร์ในฐานะระเบียบวิธีปัญญามีธรรมชาติที่เติบโตและงอกงามได้ด้วยการตั้งคำถามและหลักฐานประจักษ์ มิใช่ความเชื่อและการโอนอ่อนยอมรับโดยปราศจากการตรวจสอบ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ความก้าวหน้าเกิดขึ้นจากการจัดสังเกต การลงมือทดลองประเมิน การวิพากษ์ผลลัพธ์ และการปรับปรุงแก้ไขฐานความเข้าใจให้ทันต่อข้อค้นพบใหม่อยู่เสมอ
การสื่อสารเทคโนโลยีในยุคที่การแข่งขันทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทวีความรุนแรง มีความเสี่ยงอย่างยิ่งที่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จะถูกเร่งรัดหรือลดทอนคุณค่าผ่านระบบโฆษณาประชาสัมพันธ์ ตลอดจนวาทกรรมความคาดหวังที่ลอยตัวสูงพ้นขีดจำกัดความจริงเชิงประจักษ์ การสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่เที่ยงแท้จึงจำต้องทำหน้าที่เปิดเผยอย่างซื่อตรง ทั้งในมิติศักยภาพ ขีดจำกัดทางเทคนิค สภาพความไม่แน่นอน ตลอดจนประเด็นที่จำเป็นต้องศึกษาพัฒนาวิจัยเพิ่มเติม เพื่อสร้างความไว้วางใจและพยุงระบบนิเวศวิทยาศาสตร์ (การกำหนดนโยบายสาธารณะ การสร้างกลไกมีส่วนร่วมของพลเมือง การสื่อสารอย่างรับผิดชอบ และการกำกับดูแลด้วยความโปร่งใส) ให้เป็นฐานรากของวัฒนธรรมปัญญาและส่งต่อผลประโยชน์แก่พลเมืองไทยรุ่นต่อๆ ไปอย่างยั่งยืน
บทที่ ๓: จากยุคปรมาณูสู่ยุคควอนตัม: การทูตเชิงวิทยาศาสตร์ในโลกที่เปลี่ยนแปลง
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขวัญชนก กิตติวาณิชย์
ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
๓.๑ นิยามและพื้นที่ปฏิสัมพันธ์ของคู่ปฏิบัติตามหลักการทูตเชิงวิทยาศาสตร์
การทูตเชิงวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) คือกรอบการวิเคราะห์มิติพื้นที่ปฏิสัมพันธ์ข้ามศาสตร์ระหว่างการหมุนเวียนของความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยมีฐานคติสำคัญว่า ความรู้และเทคโนโลยีไม่ได้เดินทางข้ามพรมแดนอย่างเป็นอิสระเสรี ทว่าร้อยรัดอยู่กับโครงสร้างทางอภิสิทธิ์และอำนาจการเมืองระหว่างประเทศ (Knowledge-Power Nexus) เครือข่ายการวิจัย ห้องปฏิบัติการ ทรัพยากร และผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มีการกระจุกตัวและจัดวางอย่างไม่สมมาตรในเวทีโลก ภายใต้พรมแดนอภิสิทธิ์นี้ การทูตเชิงวิทยาศาสตร์จึงอิงอยู่กับสี่คำถามหลักเชิงระบบ ได้แก่ ใครคือผู้ผลิตความรู้? ใครเป็นเจ้าของสิทธิ์ทางเทคโนโลยี? ใครสามารถได้รับอนุญาตให้เข้าถึงทรัพยากรเหล่านั้น? และใครเป็นผู้มีอำนาจสถาปนามาตรฐานและกติการะดับสากล?
๓.๒ บทเรียนประวัติศาสตร์เชิงเปรียบเทียบจากยุคสงครามโลกสู่ยุคสงครามเย็น
ในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ปฏิบัติการที่นำความรู้และเครื่องมือเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระดับชาติปรากฏชัดเจนผ่านสองกรณีศึกษาสำคัญ
ปฏิบัติการ Tizard Mission (พ.ศ. ๒๔๘๓): ความร่วมมือลับสุดยอดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่ง Sir Henry Tizard ได้นำพาคณะผู้แทนทางวิทยาศาสตร์จากสหราชอาณาจักรเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก เพื่อส่งมอบความลับทางเทคโนโลยีเครื่องสร้างคลื่นไมโครเวฟกำลังสูง (Cavity Magnetron) แก่สหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งเป็นอุปกรณ์พลิกประวัติศาสตร์สำหรับการพัฒนาระบบเรดาร์ (Radar) จนนำไปสู่การจัดตั้งสถาบันวิจัยและห้องทดลอง MIT Radiation Laboratory ที่มีบทบาทอย่างยิ่งต่อชัยชนะในสมรภูมิรบ
การแข่งขันและร่วมมือในยุคสงครามเย็น (Space Race): การที่สหภาพโซเวียตประสบความสำเร็จในการยิงดาวเทียม Sputnik 1 ขึ้นสู่วงโคจรโลกในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้กระตุ้นให้เกิดสภาวะหวาดตระหนกและการแข่งขันด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างรุนแรงในสหรัฐอเมริกา นำไปสู่การก่อตั้งองค์การ NASA พ.ศ. ๒๕๐๑ และการตรากฎหมายความมั่นคงด้านการศึกษาแห่งชาติ (National Defense Education Act - NDEA) พ.ศ. ๒๕๐๑ เพื่อสนับสนุนทุนวิจัย บุคลากร และตรรกศาสตร์ขั้นสูง
อย่างไรก็ตาม มิติด้านความร่วมมือเชิงพหุภาคีในยุคดังกล่าวยังคงดำเนินอยู่คู่ขนานผ่านเวทีการทูตที่สำคัญ เช่น โครงการ Atoms for Peace (ปรมาณูเพื่อสันติ) ใน พ.ศ. ๒๔๙๖ การจัดตั้งสถาบันนิวเคลียร์ฟิสิกส์แห่งยุโรปหรือเซิร์น (CERN) พ.ศ. ๒๔๙๗ และการก่อตั้งทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) พ.ศ. ๒๕๐๐ ซึ่งทำหน้าที่วางหลักเกณฑ์การตรวจสอบ แลกเปลี่ยน และควบคุมความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์ภายใต้กฎกติกาและระเบียบระหว่างประเทศ
๓.๓ กรอบนโยบายเชิงสากล ๓ มิติของสถาบัน Royal Society และ AAAS
ในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ รายงานผลการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์ร่วมโดยราชสมาคมแห่งลอนดอน (The Royal Society) และสมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์แห่งอเมริกา (AAAS) ได้จัดระบบและเผยแพร่แนวคิดการทูตเชิงวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบภายใต้โครงสร้างสัมพันธ์ ๓ มิติหลัก
มิติความสัมพันธ์เชิงนโยบาย | คำอธิบายขอบข่ายและเป้าหมายเชิงระบบ |
วิทยาศาสตร์ในการทูต(Science in Diplomacy) | การนำเอาหลักฐาน ข้อเท็จจริง และความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปสนับสนุนและให้ข้อมูลแก่ผู้ตัดสินใจเชิงนโยบายต่างประเทศและการทูต |
การทูตเพื่อวิทยาศาสตร์(Diplomacy for Science) | การใช้ความสัมพันธ์และกลไกทางการทูตเพื่อสนับสนุน สร้างสิทธิประโยชน์ และเอื้ออำนวยความสะดวกในการจัดหาทุนวิจัยและสร้างเครือข่ายความร่วมมือข้ามประเทศ |
วิทยาศาสตร์เพื่อการทูต(Science for Diplomacy) | การใช้องค์ความรู้และการมีส่วนร่วมร่วมกันทางวิทยาศาสตร์เพื่อปรับปรุง ประสานรอยร้าว และฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีความตึงเครียดทางการเมือง |
๓.๔ การทูตเชิงควอนตัม (Quantum Diplomacy) และยุทธศาสตร์ที่ตั้งของประเทศไทย
ในศตวรรษที่ ๒๑ เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) ได้รับการประเมินสถานะในฐานะ “เทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Technology) ที่มีผลผูกพันอย่างยิ่งต่อความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงปลอดภัย และการดำรงอธิปไตยทางเทคโนโลยี (Technological Sovereignty) การเปรียบเทียบเชิงลึกชี้ให้เห็นว่า ดุลพฤติกรรมเชิงโครงสร้างของเทคโนโลยีควอนตัมกำลังเดินตามรอยต่อทางประวัติศาสตร์ของยุคนิวเคลียร์ปรมาณูดั้งเดิมใน ๔ ด้านหลัก ได้แก่ (๑) วาทกรรมแห่งคำมั่นสัญญา (Promise) ทางนวัตกรรมใหม่ (๒) รูปแบบหุ้นส่วนทางเทคโนโลยี (Cooperation), (๓) สภาพความตึงเครียดเชิงความมั่นคง (Security) และ (๔) ความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียม (Inequality) ในการเข้าถึงอุปสรรคต้นน้ำ เช่น โครงสร้างพื้นฐานทางฟิสิกส์ ซัพพลายเชน ตลอดจนฐานบุคลากรระดับผู้เชี่ยวชาญ (Quantum Talents)
สำหรับประเทศไทย การวางตำแหน่งยุทธศาสตร์ท่ามกลางระเบียบควอนตัมที่กำลังก่อตัว จำเป็นต้องขับเคลื่อนผ่านกรอบการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ ๔ ด้าน ได้แก่
ขีดความสามารถเฉพาะตัว (Capacity) การมุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้และการพัฒนาฐานกำลังคน ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญของประเทศเองในขอบเขตที่สอดรับกับความต้องการ
ระบบเครือข่ายความร่วมมือ (Networks) การพิจารณารูปแบบข้อตกลงและเลือกสรรการเข้าเป็นพันธมิตรวิจัยกับค่ายอารยประเทศอย่างเป็นอิสระและมีความสมดุล
สิทธิ์การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน (Access) การจัดตั้งสิทธิ์การเข้าถึงโครงสร้างเทคโนโลยีระดับสูงผ่านระบบคลาวด์และเครือข่ายสากล เพื่อรักษาขีดความสามารถโดยไม่ต้องพึ่งพิงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเบ็ดเสร็จ
บทบาทนำในการร่วมกำหนดกติกา (Agency) การร่วมมีส่วนแสดงทัศนะเชิงจริยธรรมและการกำกับดูแลอย่างเท่าทัน เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากสถานะผู้รอรับเทคโนโลยีพัสดุ (Technology Recipient) ไปสู่การเป็นหุ้นส่วนผู้สร้างสรรค์องค์ความรู้ (Knowledge Partner) อย่างสมเกียรติและรอบคอบ
“เมื่อเราเพิ่มคำว่า Power เข้ามา ภาพของ Science Diplomacy จะเปลี่ยนไปพอสมควร เพราะความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้เดินทางไปทั่วโลกอย่างเสรีหรือเท่าเทียมกันเสมอไป
“Science creates possibilities. Politics shapes how those possibilities are used. (วิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่เปิดโอกาสและความเป็นไปได้ใหม่ ๆ แต่การเมืองและสถาบันจะเป็นตัวกำหนดว่าโอกาสเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้อย่างไร)”
“The future is negotiated — but not on equal terms. (อนาคตเป็นเรื่องของการเจรจาต่อรอง แต่ไม่ได้อยู่บนเงื่อนไขที่เท่าเทียมกัน)”
“Diplomacy happens in the tension between openness and control. (การต่างประเทศและการทูตเกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะความตึงเครียดระหว่างความเปิดกว้างเชิงวิชาการและการควบคุมเชิงยุทธศาสตร์)”
“Technology is never just technology. เทคโนโลยีไม่เคยเป็นเพียงเทคโนโลยี เมื่อเทคโนโลยีหนึ่งมีความสำคัญมากพอ มันจะเชื่อมโยงเข้ากับสถาบัน การเงิน นโยบาย ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทันที”.
— ผศ.ดร.ขวัญชนก กิตติวาณิชย์
บทที่ ๔ พื้นฐานการสื่อสารนโยบายและการมีส่วนร่วมของพลเมือง (Public Engagement)
รองศาสตราจารย์ ดร.ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์
คณบดีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
๔.๑ พลเมืองกับกระบวนการสื่อสารและกำหนดนโยบายสาธารณะ
การพิจารณากระบวนการสื่อสารนโยบายสาธารณะและการสร้างความมีส่วนร่วมของพลเมือง (Public Engagement) วางตัวอยู่บนพื้นฐานสำคัญที่รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ จำต้องร่วมกันสร้างทัศนะปัญญาในการตอบโจทย์ปัญหาร่วมกันของประเทศ โดยธรรมชาติของการดำเนินงานนโยบาย เริ่มต้นจากคำถามเชิงปรัชญาว่า “ถ้ารัฐมีนโยบายที่ดีมาก แต่ประชาชนไม่มีความเข้าใจ นโยบายนั้นยังจะจัดว่าเป็นนโยบายที่ดีอยู่หรือไม่?” ทัศนะรัฐศาสตร์ชี้ขาดชัดแจ้งว่าความเข้าใจของพลเมืองคือเงื่อนไขชี้วัดความล้มเหลวหรือสำเร็จเชิงนโยบาย หากปราศจากความเข้าใจ ประชาชนย่อมไม่อาจนำไปประยุกต์ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง หรืออาจเกิดการละเมิดกฎเกณฑ์โดยปราศจากเจตนาร้าย ดุลความรับผิดชอบจึงไม่อาจโยนให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทว่าต้องแก้ไขด้วยการจัดตั้งระบบการสื่อสารและเปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็นสองทางอย่างมีจรรยาบรรณ
๔.๒ ระดับการมีส่วนร่วมและความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมของพลเมือง
กระบวนการทางนโยบายสาธารณะแบ่งขอบข่ายออกเป็น ๓ ขั้นหลัก ได้แก่ (๑) การตัดสินใจนโยบาย (Decision Making), (๒) การนำนโยบายไปปฏิบัติ (Implementation), และ (๓) การประเมินผลนโยบาย (Evaluation) เพื่อตอบสนองต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) บนรากฐานความคุ้มค่า โปร่งใส และสร้างความไว้วางใจสะสมในสังคม
ตามหลักวิชาการของ Joel Westheimer ได้ระบุคุณลักษณะการแสดงบทบาทพลเมืองเพื่อเป้าหมายส่วนรวมและการร่วมกำหนดนโยบายสาธารณะออกเป็น ๓ ระดับพฤติกรรม
พลเมืองผู้รับผิดชอบต่อตนเอง (Personally responsible Citizen) พลเมืองที่ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตนตามระเบียบกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทำหน้าที่ดูแลครอบครัว รักษาวินัยพฤติกรรม และหลีกเลี่ยงการสร้างความเดือดร้อนแก่สถาบันส่วนรวม
พลเมืองผู้มีส่วนร่วม (Participatory Citizen) พลเมืองที่ตื่นตัวเชิงสังคม ก้าวเข้าสู่การมีบทบาทร่วมคิดร่วมทำในเวทีและโครงการพัฒนา แสวงหาช่องทางแสดงออกในกรอบกติกาสังคมเพื่อตอบสนองต่อปัญหาสาธารณะ
พลเมืองที่มุ่งสู่ความยุติธรรม (Justice oriented Citizen) พลเมืองระดับวิเคราะห์ ที่มุ่งพิจารณาสมมติฐานทางสังคม มองปัญหาเชิงลึกถึงโครงสร้างความเหลื่อมล้ำและขอบข่ายกฎหมายนโยบายสาธารณะ แสวงหาระบบป้องกันและปกป้องสังคมจากความผิดพลาดเชิงโครงสร้างนโยบายแอบแฝงอย่างถาวร
๔.๓ อุปสรรคและสิ่งรบกวนเชิงโครงสร้างระบบสื่อสารนโยบายภาครัฐ (Noise ๗ ด้าน)
ในการสื่อสารนโยบายสาธารณะ มักปรากฏสิ่งรบกวนและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของช่องทางข่าวสาร (Noise) ๗ ประการสำคัญที่ผู้รับผิดชอบพึงตระหนักและสกัดกั้นเพื่อความปลอดภัยทางปัญญา
ข้อมูลมากเกินความจำเป็น (Information Overload) การให้รายละเอียดข้อกำหนดตัวแปรที่ยากต่อกระบวนการทำความเข้าใจของคนทั่วไป
ภาษาสำนวนราชการเชิงซับซ้อน (Administrative Jargon) การขาดกระบวนการย่อยสำนวนกฎหมายให้เป็นภาษาเขียนที่เป็นสากลและเข้าใจง่ายเชิงประจักษ์
ภัยคุกคามจากข่าวลวง (Fake News) การจัดตั้งและแพร่ข้อมูลข่าวสารบิดเบือนที่ทำให้เกิดอคติและความเข้าใจคลาดเคลื่อนเชิงพฤติกรรม
สภาวะขาดความเชื่อมั่นไว้วางใจ (Distrust) สภาวะเชิงลบที่พลเมืองปฏิเสธการโอบรับสารเนื่องจากขาดความเชื่อถือศรัทธาต่อสถาบันผู้ส่งสาร
อคติและความเชื่อทางการเมืองเฉพาะตน กรอบอารมณ์ความรู้สึกที่มีอิทธิพลสกัดกั้นข้อมูลเชิงตรรกะที่เป็นประโยชน์สาธารณะ
การครอบงำด้วยระบบอัลกอริทึมดิจิทัล (Filter Bubble) กลไกปิดกั้นและจำกัดการเข้าถึงข่าวสารข้ามชุดความเชื่ออย่างเปิดกว้าง
ประสบการณ์ความเจ็บปวดล้มเหลวในอดีต ความทรงจำเชิงลบจากนโยบายภาครัฐที่ล้มเหลวก่อนหน้า ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคบดบังความชอบธรรมของนโยบายใหม่
เพื่อจำกัดอุปสรรคเหล่านี้ การสื่อสารและประกาศทางเลือกนโยบายสาธารณะจำต้องดำเนินตาม ๓ เสาหลักสำคัญ ได้แก่ (๑) การวิเคราะห์ลักษณะผู้ฟังอย่างถ่องแท้ (Know your audience) (๒) การแสดงเนื้อหาข้อความสารอย่างชัดเจนสอดรับกับผลกระทบจริง (Make it clear) และ (๓) การจัดสร้างกลไกตรวจสอบเสียงสะท้อนต้อนกลับเพื่อการทบทวน (Create feedback) เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ (Trust) และปะติปะต่อความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทางออกสังคม (Sense of Belonging / Sense of Ownership) อย่างยั่งยืน
“ถ้ารัฐมีนโยบายที่ดีมาก แต่ประชาชนไม่เข้าใจ นโยบายนั้นยังถือเป็นนโยบายที่ดีอยู่หรือไม่?”
“ความรู้สึกเป็นเจ้าของของพลเมือง ไม่ใช่การล้อมรั้วบ้านให้สูงขึ้นเพื่อปกป้องของของตัวเองโดยไม่สนใจนอกบ้าน... แต่คือการที่คุณรู้สึกว่าตนเองสามารถที่จะไปมีบทบาทหรือกระทำบางสิ่งบางอย่าง (action) เพื่อร่วมดูแลและรักษาพื้นที่สาธารณะด้วยกันได้”
“ถ้ารัฐสื่อสารได้ดีมาก แต่ประชาชนไม่มีโอกาสพูดกลับ นั่นคือการมีส่วนร่วมของพลเมืองหรือไม่? ... ต้องระวัง… ถ้ามีเฉพาะการสื่อสารด้านเดียวโดยไร้กลไกรับฟังเสียงสะท้อนกลับ (feedback) มันจะกลายเป็นโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ได้ทันที”
— รศ.ดร.ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์
บทที่ ๕: จิตวิทยาเบื้องหลังวิทยาศาสตร์เทียม (Psychology of Pseudoscience)
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไชยันต์ สกุลศรีประเสริฐ
ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
๕.๑ จิตวิทยาพฤติกรรมศาสตร์และเกณฑ์อุดมคติของปัญหาเส้นแบ่งพรมแดนอธิปไตยความรู้
ในมิติวิชาการ ปัญหาสถานะและขอบเขตเชิงโครงสร้างของศาสตร์ทางด้านจิตวิทยา (Psychology) มักเผชิญหน้ากับความก้ำกึ่งคาบเกี่ยวในสารบบวิชาการ เช่น การถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยนักวิทยาศาสตร์ธรรมชาติว่าระเบียบวิธีประเมินผลขาดเกณฑ์ตรวจวัดเชิงกายภาพทางฟิสิกส์เด่นชัด ทว่าทางกลับกัน กลุ่มคณาจารย์ในสายสังคมศาสตร์มักมีความเห็นคัดค้านว่าระเบียบวิธีวิจัยและสถิติเชิงปริมาณของจิตวิทยามีความเป็นเหตุเป็นผลและเป็นวิทยาศาสตร์เข้มข้นจนลดทอนความยืดหยุ่นเชิงสังคมลงไป จิตวิทยาจึงวางตัวอยู่บนพรมแดนตรงกลางที่เป็นโอกาสดีในการทำหน้าที่ร่วมวิเคราะห์ ศึกษา และตรวจประเมินปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาพฤติกรรมเบื้องหลัง “วิทยาศาสตร์เทียม” (Pseudoscience) ที่ระบาดแทรกซึมทัศนะปัญญาของคนในสังคมมาโดยตลอด
ตามนิยามสากลของพจนานุกรม Oxford Dictionary วิทยาศาสตร์เทียมคือชุดของทฤษฎี ความเชื่อ หรือระเบียบวิธีที่บางกลุ่มกล่าวอ้างว่าตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น โดยมีพฤติกรรมเฉพาะตัวคือ การพยายามกล่าวอ้างเกินจริงลอยๆ ที่ปราศจากกลไกตรวจสอบพิสูจน์เชิงปฏิเสธได้ อาศัยอคติและความเชื่อมั่นส่วนตนนำหน้าระเบียบวิธีวิจัยทางวิทยาศาสตร์และที่น่ากลัวที่สุดคือการยังคงปักหลักเชื่อถืออย่างแข็งกร้าวแม้จะมีพยานหลักฐานทดสอบทางวิทยาศาสตร์ออกมาชี้ชัดแล้วว่าข้อมูลเหล่านั้นผิดพลาดลวงโลก
พัฒนาการจัดระบบและแก้ปัญหาเส้นแบ่งพรมแดนอธิปไตยความรู้ (Demarcation Problem) เพื่อการแยกวิทยาศาสตร์แท้ออกจากวิทยาศาสตร์เทียม ได้รับการวางโครงสร้างลุ่มลึกในศตวรรษที่ ๒๐ โดย คาร์ล ป็อปเปอร์ (Karl Popper) นักปรัชญาวิทยาศาสตร์ผู้ปฏิวัติแนวคิดดั้งเดิมที่ปักใจเชื่อเพียงเรื่องของการพิสูจน์ยืนยันข้อสรุปซ้ำๆ (Verification / Justification) มาสู่กรอบคิดที่ได้รับการยอมรับสากลในปัจจุบันคือ “หลักการตรวจสอบเพื่อปฏิเสธหักล้างหาข้อบกพร่องขัดแย้ง” (Falsification / Falsifiability) เป็นแกนหลักในการวินิจฉัย โดยกำหนดสัจธรรมว่า สมมติฐานหรือทฤษฎีใดๆ ที่สถาปนาขึ้นโดยปราศจากช่องทางหรือหลีกเลี่ยงที่จะยอมให้วิทยาศาสตร์ทดสอบเพื่อจับผิดหักล้างได้ ย่อมล้มเหลวในแง่ของ Falsification และไม่จัดเป็นวิทยาศาสตร์ เช่น ทฤษฎีจิตใต้สำนึก (Unconscious) และ Oedipus Complex ของ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ในอดีต ที่ระบบความเชื่อได้รับการออกแบบให้เอาตัวรอดจากการทดสอบได้เสมอ (กล่าวคือ ตรวจเจอก็ถูกต้องตามคำทำนาย แต่ถ้าขุดคุ้ยไม่เจอก็ยังคงอ้างว่าถูกต้องเพราะปมถูกกดทับซ่อนลึกไว้) ดุลภาพเอาตัวรอดเชิงกลไกที่ตรวจทักท้วงเพื่อลบล้างไม่ได้นี้ชี้ชัดว่าเป็นวิทยาศาสตร์เทียม
๕.๒ บทเรียนลัทธิ Dorothy Martin ภาวะ Cognitive Dissonance และกลไกสมองสองระบบ
ในการวิเคราะห์เชิงพฤติกรรมศาสตร์เพื่อตอบคำถามว่า เหตุใดมนุษย์จึงยังคงยอมรับและทุ่มเททุนรอนให้แก่ความเชื่อลวงโลกอย่างเหนียวแน่นแม้จะได้รับข้อมูลข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์แล้ว ปรากฏการศึกษาวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ชิ้นคลาสสิกโดย ลีออน เฟสติงเกอร์ (Leon Festinger) และคณะร่วมวิจัยในทศวรรษ ๑๙๕๐ จากการแฝงตัวเข้าสังเกตการณ์กลุ่มสาวกของลัทธิ โดโรธี มาร์ติน (Dorothy Martin) ที่ปักใจเชื่อตามคำทำนายว่ามนุษย์ต่างดาวจะขับขี่จานบินอวกาศมารับเฉพาะกลุ่มสาวกผู้ภักดีเพื่อพาหนีอุทกภัยสากลน้ำท่วมโลกในอเมริกาเหนือในวันที่ ๒๑ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๕๔ ความเชื่อมั่นรุนแรงส่งผลให้สาวกหลายรายถึงขั้นลาออกจากตำแหน่งงาน ลาออกจากมหาวิทยาลัย และบริจาคทรัพย์สินเงินทองทั้งหมด ทว่าเมื่อถึงเวลากำหนดนัดหมายกลับปรากฏเพียงความว่างเปล่า ปราศจากจานบิน มนุษย์ต่างดาว หรือภัยพิบัติใดๆ
ในการแก้สภาวะตระหนกโกรธเกลียดช่วงแรกหลังคำทำนายล้มเหลว มาร์ตินได้ประกาศวาทกรรมปรับตัวอย่างรวดเร็วว่า “พลังอธิษฐานจิตและสวดวิงวอนอย่างแน่วแน่ของพวกเราทุกคน ได้แผ่พลังสะสมจนมนุษย์ต่างดาวตัดสินใจช่วยปกป้องโลกใบนี้จากน้ำท่วมไว้ได้ในที่สุด” ผลประเมินเชิงพฤติกรรมเปิดเผยข้อมูลที่น่าทึ่งว่า แม้จะมีสาวกบางรายโกรธและเดินแยกย้ายจากไป ทว่ากลุ่มสาวกที่เสียสละและสูญเสียเงินทองไปหมดสิ้นแล้ว กลับแสดงออกถึงความยินดี มีพลังศรัทธาเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ และเริ่มเดินทางป่าวประกาศชักจูงใจผู้อื่นให้มาร่วมเชื่อมั่นอย่างเป็นล่ำเป็นสันยิ่งกว่าช่วงเวลาก่อนหน้าเกิดเหตุ
สภาวะอึดอัดจิตใจนี้ ถูกเรียกว่า “ภาวะความไม่ลงรอยกันทางปัญญา” (Cognitive Dissonance) ซึ่งหมายถึง สภาวะอารมณ์อันแสนสับสนและทรมานของมนุษย์เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพยานหลักฐาน ข้อเท็จจริง หรือข้อมูลใหม่ที่ขัดแย้งขัดขืนอย่างรุนแรงกับชุดความเชื่อ อัตลักษณ์ หรือการตัดสินใจที่ตนเองเคยทุ่มเทฝังตัวลงไป และเมื่อสมองมนุษย์เผชิญหน้ากับ Cognitive Dissonance ย่อมมีกลไกตอบสนองเพื่อบำบัดความอึดอัดใจโดยอัตโนมัติ ๓ เส้นทางเลือกหลัก ได้แก่ (๑) การยอมรับความจริงเพื่อสลัดความเชื่อเดิมและปรับทัศนคติใหม่ตามเหตุผลเชิงประจักษ์, (๒) การแสดงออกปฏิเสธหลักฐานใหม่ที่เป็นความจริงเชิงวิทยาศาสตร์เพื่อพยุงรักษาความชอบธรรมของความเชื่อเดิมไว้, หรือ (๓) การแสวงหาบิดเบือนข้อมูลเพื่อสถาปนาเหตุผลวิบัติเข้าข้างตนเองให้มา สอดรับรองกับกรอบความเชื่อเก่า
ปฏิเสธไม่ได้ว่า รอยรั่วไหลทางปัญญานี้ มีรากแก้วลึกซึ้งมาจากโครงสร้างการทำงานเชิงวิวัฒนาการของสมองมนุษย์ที่มีเป้าหมายค้ำชูพฤติกรรมการเอาตัวรอดตามคำประกาศสากลว่า “สมองมีไว้เพื่อให้มนุษย์เอาชีวิตรอดในป่า ไม่ได้มีไว้สำหรับการจดจ่ออ่านแผ่นรายงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์” สมองจึงทำงานแบ่งออกเป็น ๒ ระบบหลัก (Dual-process Theory)
สมองระบบที่ ๑ คิดไว (System 1: Associative Information Processing) ทำงานรวดเร็ว เป็น Default Mode อัตโนมัติ สิ้นเปลืองพลังงานต่ำ (Autopilot) ตัดสินใจบนสัญชาตญาณ ความเคยชิน และความจำเก่าเพื่อพยุงชีวิตให้ปลอดภัยและรวดเร็ว ทว่ามีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างคือพร้อมที่จะเปิดช่องว่างให้เกิดอคติและความผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้ง่ายดาย
สมองระบบที่ ๒ คิดช้า (System 2: Reflective Information Processing) ทำงานบนฐานคิดตรรกะ เหตุผล การไตร่ตรอง ตรรกวิทยา และการจดจ่อสมาธิในเรื่องยากลำบากอย่างเที่ยงตรง ทว่าข้อจำกัดสูงสุดคือความเหนื่อยล้าทางสมอง (Cognitive Fatigue) และความตึงเครียดสูงเนื่องจากกินพลังงานทางสรีรวิทยาสูงมาก มนุษย์ส่วนใหญ่จึงหลีกเลี่ยงที่จะประคองสติอยู่บนระบบที่ ๒ เป็นเวลานาน และเลือกที่จะปล่อยผ่านพฤติกรรมกลับไปสู่พฤติกรรมการประหยัดพลังงานบนสมองระบบที่ ๑ ตลอดเวลา
๕.๓ ข้อจำกัดและอุปสรรคทางปัญญา ๖ ประการ ตลอดจนกลไกสัจธรรมการส่งต่อความเชื่อลวง
ในการวิเคราะห์เชิงสรีรวิทยา สมองมนุษย์พัฒนาความสัมพันธ์กับธรรมชาติเพื่อประหยัดต้นทุนชีวิต โดยสัญชาตญาณของการระวังภัยผิดพลาดเชิงสถิติแบบ False Positive (การหวาดระแวงและจัดตั้งการป้องกันภัยล่วงหน้าเมื่อพุ่มไม้สั่นไหว ทั้งที่ความจริงเป็นเพียงลมพัดและปราศจากสัตว์ร้าย) มีต้นทุนทางจิตใจต่ำกว่าความประมาทเลินเล่อเลี่ยงการตรวจสอบแบบ False Negative (การละเลยและคิดว่าปลอดภัย ทั้งที่มีเสือร้ายซุ่มอยู่จริงซึ่งย่อมต้องจ่ายด้วยราคาของชีวิต) อคติตามธรรมชาตินี้เป็นตัวแปรสำคัญที่สถาปนาอุปสรรคทางปัญญาหลัก ๖ ประการที่เอื้ออำนวยแก่วิทยาศาสตร์เทียมในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การจัดรูปแบบเกินจริง (Apophenia & Pattern-seeking) ความพยายามโดยสัญชาตญาณในการประมวลหาแบบแผนหรือสร้างกรอบสมมติฐานเชื่อมโยงความสอดคล้องจากสิ่งสุ่มดั้งเดิมที่ปราศจากความเกี่ยวข้องกัน
อคติเชิงยืนยันสิ่งเก่า (Confirmation Bias) การจดจำข่าวสาร ข้อมูล และแง่มุมประเมินที่สอดสลับรองรับความเชื่อดั้งเดิมของตนเองได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่สมองจะปฏิเสธและสูญเสียพยานหลักฐานใหม่ที่ขัดแย้งออกไปอย่างรวดเร็ว
ความต้องการระเบียบควบคุมและความแน่นอน (Need for Control & Certainty) ความตระหนกตื่นกลัวในสภาวะวิกฤต เช่น การป่วยไข้หนัก หรือการตกงานเชิงโครงสร้าง เป็นสิ่งผลักดันทางจิตวิทยาให้ผู้คนหันมาสวามิภักดิ์ต่อวิทยาศาสตร์เทียม หรือสินค้าโชคลาภบำบัดเพื่อฟื้นฟูความมั่นใจว่าตนเองยังคงควบคุมชะตาชีวิตได้
ความง่ายในการประมวลผล (Processing Fluency) การยอมรับชุดคำอธิบายที่ย่อยง่าย ลื่นไหล เช่น “พลังงานควอนตัมขับล้างสารพิษสะสมในระบบ” ซึ่งสมองสามารถดูดซับได้รวดเร็วกว่าการอธิบายพยาธิสภาพของโรคตามกระบวนการชีวเคมีแพทย์แผนปัจจุบันที่ยาวเหยียดซับซ้อน
เหตุผลเชิงอารมณ์นำตรรกวิถี (Emotional Reasoning) การตัดสินใจบนฐานรากของความกลัว ความหวัง ความศรัทธา และอารมณ์ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลนำทางล่วงหน้า จากนั้นสมองระบบที่ ๒ จึงค่อยทำหน้าที่เสาะแสวงหาเศษความจริงเชิงสถิติและตัวเลขอ้างอิงมาประทับตราสวมทับในภายหลัง
การค้ำชูและปกป้องอัตลักษณ์ส่วนบุคคล (Protecting Self & Identity) การใช้กรอบศรัทธาและการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารเพื่อบำรุงรักษาสถานะความเป็นกลุ่มก้อน อุดมการณ์ ค่านิยม ตลอดจนวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมตนเองให้คงทนปลอดภัยจากการแทรกซึมลบล้าง
กลโกงและการแพร่กระจายความลวงเหล่านี้ระบาดในวงกว้างผ่านกลุ่ม “ผู้เชี่ยวชาญเทียม” (Pseudo Experts) ที่มีพฤติกรรมฉกฉวยเอาชื่อเสียง ยศตำแหน่งราชการ หรือศัพท์แสงวิชาการชั้นสูงมาแอบอ้างสวมบทบาท โดยละเว้นกระบวนการทดลองและประเมินผลที่เป็นกลางเบื้องหลังอย่างสิ้นเชิง ควบคู่กับการสถาปนาสารหรือผลิตภัณฑ์ที่ขัดต่อสามัญสำนึกดั้งเดิมแต่ไม่เกินขอบเขตจินตนาการทางสติปัญญาที่สมองพอยอมรับได้ (Counterintuitive & Plausible) เช่น วัตถุประสงค์กรณีเครื่องตรวจเลือด Edison ของ Theranos โดย Elizabeth Holmes หรือกรณีสตาร์ตอัปลวงโลก คริสตัลบำบัด และกรณี “เหรียญพลังงานควอนตัม” (Quantum Pendant) ที่อวดอ้างการปล่อยคลื่นอินฟราเรดปรับสมดุลโมเลกุลน้ำในร่างกาย ทั้งที่จากการเปิดโปงประจักษ์พบเป็นเพียงกล่องพลาสติกเปล่าแผ่รังสีเป็นอันตราย ตราบใดที่พลเมืองส่วนใหญ่มีต้นทุนในการตรวจสอบประเมินผลความจริงค่อนข้างต่ำและไม่คุ้มค่าต่อเวลาส่วนบุคคล (Low Epistemic Stakes) วิทยาศาสตร์เทียมย่อมสามารถเอาชนะและแข่งขันสัญญะความเชื่อในระบบสังคมร่วมสมัยได้อย่างไร้ข้อกังขา
“สมองมีไว้เพื่อให้มนุษย์เอาชีวิตรอดในป่า ไม่ได้มีไว้สำหรับการจดจ่ออ่านแผ่นรายงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์”
“Karl Popper ระบุว่า 'การถูกตรวจสอบเพื่อปฏิเสธหักล้างหาข้อบกพร่องขัดแย้ง (Falsification)' เป็นหลักแกนกลางในการแยกวิทยาศาสตร์ออกจากวิทยาศาสตร์เทียม... อะไรที่ไม่เปิดโอกาสให้ทำการตรวจสอบเพื่อหักล้างจับผิดได้ สิ่งนั้นไม่นับเป็นวิทยาศาสตร์”
“มนุษย์ไม่ได้แสวงหาข้อมูลความจริงตลอดเวลา แต่เราจะแสวงหาความจริงเชิงประจักษ์อย่างเข้มข้นก็ต่อเมื่อชีวิต ผลประโยชน์ส่วนตัว หรือความมั่นคงปลอดภัยตกอยู่ในความเสี่ยงและความแน่นอนเข้ามาสั่นคลอนคุกคาม”
“Pseudoscience (วิทยาศาสตร์เทียม) ไม่ได้แข่งขันกับวิทยาศาสตร์บนมิติของ 'อะไรจริง/อะไรเท็จ' เพียงอย่างเดียว แต่หลายครั้งมันกำลังทำหน้าที่ตอบโจทย์และแข่งขันบนมิติของอัตลักษณ์ ตัวตน การรวมกลุ่ม และค่านิยมทางสังคมด้วย”
“เมื่อเผชิญหน้ากับภาวะความไม่ลงรอยกันทางปัญญา (Cognitive Dissonance) มนุษย์มักเลือกปกป้องจิตใจโดยการยอมปฏิเสธความจริงเชิงวิทยาศาสตร์ หรือคิดค้นเหตุผลวิบัติเข้าข้างตนเองเพื่อบำรุงรักษาและประคองความเชื่อเดิมไว้”
— ผศ.ดร.ไชยันต์ สกุลศรีประเสริฐ
บทที่ ๖: ธรรมาภิบาลและการป้องกันการทุจริตเชิงนโยบายในการจัดซื้อจัดจ้างเทคโนโลยีภาครัฐ
คุณจตุพร ณ จันตา
เจ้าพนักงานป้องกันการทุจริตชำนาญการ กลุ่มงานป้องกันการทุจริต
สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดเชียงใหม่
๖.๑ ทิศทางนโยบายและรูปแบบการทุจริตเชิงระบบการบริหารพัสดุราชการ
การจัดหาพัสดุและจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์เทคโนโลยีและเครื่องมือวิจัยของภาครัฐในปัจจุบัน มีการประสานงานและกำกับดูแลอย่างเข้มงวดภายใต้ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง พ.ศ. ๒๕๖๐ ในกระบวนการร้องเรียนเพื่อส่งตรวจคดีของสำนักงาน ป.ป.ช. สถิติข้อมูลปรากฏความจริงเชิงระบบว่า เรื่องร้องเรียนร้อยละ ๘๐ คือสภาวะบกพร่องในตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความคลาดเคลื่อนทางเอกสารพัสดุ หรือความไม่รู้ระเบียบกฎหมายอย่างเท่าทันโดยไม่มีเจตนาทุจริตทำความผิด ขณะที่มีเพียงร้อยละ ๒๐ เท่านั้นที่เป็นคดีความผิดที่มีเจตนาคิดทุจริตคดโกงอย่างแท้จริง ซึ่งหน้าที่ประเมินและไต่สวนคดีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่วางอยู่บนฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๗ ถึง ๑๖๒ เป็นหลัก
ตามเกณฑ์การประเมินทางวิชาการและระเบียบสากลขององค์กรความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International - TI) ได้จำแนกความเสียหายเชิงประพฤติมิชอบออกเป็นสองขั้วดุลยภาพที่ตรงข้ามกันเชิงระบบสังคมอย่างชัดแจ้ง
การทุจริตทั่วไป (Petty Corruption) พฤติการณ์กระทำความผิดในระดับพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานระดับล่าง มูลค่าความสูญเสียต่อครั้งค่อนข้างต่ำ ทว่าเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และสืบทราบตรวจสอบข้อบกพร่องได้ง่ายตรงประเด็น
การทุจริตเชิงนโยบาย (Policy / Grand Corruption) การสมรู้ร่วมคิดขับเคลื่อนโดยผู้มีอำนาจตัดสินใจระดับนโยบาย ผู้บริหาร และกลุ่มทุนพาณิชย์ ในการจงใจบิดเบือนโครงการนโยบายสาธารณะ หรือจงใจกลั่นแกล้งออกแบบตัวแปรขอบข่ายงาน (TOR) มีมูลค่าการรั่วไหลแผ่นดินระดับมหาศาลร้อยล้านพันล้านบาท และสืบสวนหาพยานหลักฐานได้ยากที่สุดเนื่องจากพัสดุกระดาษทุกขั้นตอนดูถูกต้องสอดคล้องกับระเบียบกระทรวงทุกประการ การเจาะลึกเฉพาะรายละเอียดคุณลักษณะทางเทคนิคและวิศวกรรมเฉพาะทางเท่านั้นที่สามารถตรวจสอบระงับความลวงลักษณะนี้ได้
ภายใต้กรอบการระวังภัย สำนักงาน ป.ป.ช.ได้จัดลำดับความเร่งด่วนในการสืบสวนและตรวจสอบโดยเร็วเมื่อได้รับความเสี่ยง ๔ มิติหลัก ได้แก่ (๑) ประเด็นและเรื่องร้องเรียนที่คุกคามทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมป่าไม้ (๒) โครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่มีมูลค่างบประมาณแผ่นดินเกินกว่า ๕๐ ล้านบาทขึ้นไป (๓) ข้อมูลความผิดปกติที่ปรากฏหรืออยู่ในความสนใจของสื่อมวลชนหลัก และ (๔) ข้อมูลและเบาะแสแจ้งเตือนเชิงลึกจากระบบเครือข่ายภาคสังคมของ ป.ป.ช. จังหวัด
๖.๒ ถอดบทเรียนกรณีศึกษาลวงแผ่นดิน GT200 และ Alpha 6
คดีคลาสสิกของความสูญเสียในสังคมไทยคือความเสียหายจากการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์ลวงจับวัตถุระเบิด GT200 และ Alpha 6 (ผลิตโดย Global Technical Ltd ประเทศอังกฤษ นาย Gary Bolton เป็นเจ้าของสัญญา จัดซื้อล็อตแรก พ.ศ. ๒๕๔๘ ในราคาสูงเครื่องละ ๑.๔ ล้านบาทด้วยวิธีพิเศษ และจัดจำหน่ายโดย เอวิเอ แซทคอม) ซึ่งมีหน่วยงานรัฐไทยถึง ๑๙ แห่งตกเป็นคู่สัญญาจัดซื้อร่วมกัน วงเงินเสียหายสะสมรวมกว่า ๑,๑๓๕ ล้านบาท โดยกองทัพบกทำสัญญาจัดซื้อมากที่สุดถึง ๗๕๗ เครื่อง มูลค่าเสียหายเฉพาะส่วนกว่า ๖๘๒ ล้านบาท ทว่าความสูญเสียเชิงประวัติศาสตร์นี้กินระยะเวลานานกว่า ๑๖ ปีในการคลี่คลายทางคดี (พ.ศ. ๒๕๔๘ - ๒๕๖๔) และแม้ศาลจะชี้ขาดให้บริษัทคู่สัญญาชดใช้ค่าเสียหาย ๖๘๓.๔ ล้านบาท ทว่าเงินหลวงอีกกว่า ๔๐๐ ล้านบาทกลับสูญหายไปโดยไม่อาจติดตามคืนได้
แกนหลักความลวงทางวิทยาศาสตร์ของ GT200 คือการที่ผู้ขายแอบอ้างสวมรอยทฤษฎีกลวงโลกเพื่อพรางตัวจากการตรวจสอบว่า “เครื่องมือทำงานได้โดยประจุไฟฟ้าสถิตจากกระแสหัวใจของผู้ถือเครื่อง โดยปราศจากการพึ่งพาแบตเตอรี่หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ใดๆ” ซึ่งผลเอกซเรย์ประจักษ์พิสูจน์ยืนยันความลวงระดับนานาชาติชี้ชัดว่า ภายในเครื่องเป็นเพียงช่องพลาสติกเปล่าและการ์ดกระดาษที่ปราศจากแผงวงจรไฟฟ้าว่ามีระดับประสิทธิภาพการตรวจจับเทียบเท่ากับการเดาสุ่มร้อยเปอร์เซ็นต์
บทเรียนสำคัญ ๔ ประการจากคดี GT200
ประการแรก: วาทกรรมวิทยาศาสตร์เทียมและโฆษณาชวนเชื่อลวงโลก สามารถเจาะและแอบอ้างช่องโหว่งบประมาณแผ่นดินได้ หากการอนุมัติโครงการขาดความมีส่วนร่วมและการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์จากผู้เชี่ยวชาญอิสระที่เป็นกลาง
ประการที่สอง: การยอมใช้ช่องทางจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษหรือวิธีเฉพาะเจาะจง เป็นจุดกำเนิดพฤติการณ์ที่ทำให้ขั้นตอนการทดสอบตรวจสอบคุณลักษณะจำเพาะทางวิศวกรรมถูกละเว้นและข้ามผ่านไปอย่างง่ายดาย
ประการที่สาม: สภาวะสั่งซื้อพัสดุตามค่านิยมเลียนแบบ โดยอ้างอิงสัญญะว่ามีหน่วยงานความมั่นคงแห่งอื่นใช้มาก่อนหน้า ย่อมขยายความสูญเสียแก่ทรัพย์สินแผ่นดินให้ทวีความรุนแรงเชิงระบบสังคมเป็นทวีคูณ
ประการสุดท้าย: ความร้ายแรงและความเสียหายสูงสุดจากคอร์รัปชันเชิงนโยบาย มิได้จำกัดขอบข่ายอยู่เพียงแค่ความเสียหายของตัวเลขการเงินแผ่นดิน ทว่าส่งผลต่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยในชีวิตของพลเมืองปฏิบัติงานในพื้นที่โดยตรง
๖.๓ คดีล็อกสเปกและภัยแฝงความทับซ้อนเชิงพฤติกรรมการใช้อำนาจ
คดีชี้มูลล็อกสเปกสำคัญในประวัติศาสตร์รัฐไทย ได้แก่ คดีจัดซื้อคอมพิวเตอร์ศาลรัฐธรรมนูญ ๒๘๑ เครื่อง ชี้มูลฐานละเมิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๑, ๑๕๗ และกฎหมายฮั้ว, คดีจัดซื้อครุภัณฑ์ศึกษา สพป.เพชรบูรณ์ เขต ๓ งบแปรญัตติ พ.ศ. ๒๕๕๖ บังคับโรงเรียน ๑๕๘ แห่งจัดหาจากบริษัทเป้าหมายล่วงหน้า, และคดีล็อกสเปกจัดซื้อรถบรรทุกน้ำดับเพลิง อบต.วังไทร ซึ่งศาลพิพากษาจำคุกคนเขียน TOR ตามมาตรา ๑๕๑ หนักที่สุดเชิงระบบ
คุณลักษณะเฉพาะของเครื่องมือวิทยาศาสตร์และครุภัณฑ์วิจัยมักตกเป็นเป้าหมายของการล็อกสเปกเนื่องจากมีราคาสูงต่อรายการ มีความซับซ้อนเฉพาะตัว และคู่ค้าน้อยรายในตลาด สถาปัตยกรรมทางกฎหมายจำต้องพยุงความซื่อสัตย์ของการจัดหาพัสดุ ผ่านเกณฑ์พิจารณาสามเสาหลัก
เกณฑ์ธรรมาภิบาล พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง พ.ศ. ๒๕๖๐ (มาตรา ๘ และมาตรา ๙) มาตรา ๘ กำหนดหัวใจสำคัญ ๔ ประการคือ คุ้มค่า โปร่งใส ประสิทธิภาพ และตรวจสอบได้ และมาตรา ๙ บัญญัติกฎเหล็กห้ามมิให้กำหนด TOR เอื้ออำนวยหรือสอดรับใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์ยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งโดยเฉพาะ เว้นแต่จะพิสูจน์เชิงวิทยาศาสตร์ได้อย่างเป็นกลางจริงในตลาดโลก
เกณฑ์โทษความรับผิดทางอาญา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๑ (จำคุก ๕-๒๐ ปี หรือตลอดชีวิตฐานใช้อำนาจจัดซื้อจัดการทรัพย์หลวงโดยทุจริต) มาตรา ๑๕๗ (จำคุก ๑-๑๐ ปี) และ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง มาตรา ๑๒๐ (จำคุก ๑-๑๐ ปี)
เกณฑ์ผลประโยชน์ทับซ้อนและกฎหมายฮั้ว (พ.ร.บ.ฮั้ว พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๑) การเขียน TOR ล็อกสเปกเอื้อประโยชน์ มีความผิดอาญาตามมาตรา ๑๑ ตรงที่สุด เคียงคู่กับเกณฑ์ข้อห้ามรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเกิน ๓,๐๐๐ บาทต่อครั้งจากผู้เสนอราคาและบริษัทเอกชนตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๒๖-๑๒๘ (เช่น กรณีศึกษาเทศบาล พ. ในเชียงใหม่ ลงนามทำ MOU อนุมัติจัดสร้างศูนย์การค้าโดยพ้นฐานเรียกสินบนมาตรา ๑๔๙ ทว่ากลับตอบรับการเดินทางไปทัวร์และท่องเที่ยวต่างประเทศจีนหัวละ ๘๐,๐๐๐ บาทจากเอกชนคู่สัญญา คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดมาตรา ๑๒๘ ทันทีเนื่องจากรับผลประโยชน์เกิน ๓,๐๐๐ บาทโดยมิชอบ)
๖.๔ มาตรการสลับเกราะป้องกันข้าราชการระดับปฏิบัติการตาม ป.ป.ช. หมวด ๗
สัญญะของการทุจริตเชิงนโยบายมักพัฒนามาในรูปของภัยผูกติดผู้ค้ารายปี (Vendor Lock-in) เช่น การซื้อฮาร์ดแวร์มูลค่า ๑ ล้านบาทแต่ซ่อนภาระค่าบำรุงรักษาเฉพาะรุ่น สัญญาอัปเกรดซอฟต์แวร์แฝง ค่าลิขสิทธิ์ และค่าสอบเทียบ (Calibration) พ่วงรายปีรวมสิบปีมูลค่ารวมกว่า ๑๐ ล้านบาท (Total Cost of Ownership - TCO) ตลอดจนพฤติกรรมการแอบแบ่งซื้อแบ่งจ้างซอยวงเงินต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาทเพื่อเลี่ยงการประมูลอิเล็กทรอนิกส์ e-bidding ไปใช้วิธีเฉพาะเจาะจงประเคนราคากลางที่สูงเกินจริงแก่บริษัทเครือข่าย
เพื่อปกป้องเจ้าหน้าที่ผู้กำหนด TOR และผู้เซ็นตรวจรับที่มักเผชิญหน้ากับสภาวะบีบคั้น คุกคาม หรือสั่งการทุจริตเชิงอำนาจโดยวาจาจากผู้บริหารและอิทธิพลในที่ทำงาน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. พ.ศ. ๒๕๖๑ หมวด ๗ (มาตรา ๑๓๐ ถึง ๑๓๗) ได้จัดตั้งระบบปกป้องพลเมืองดีอย่างมีจรรยาบรรณสากล
(หมายเหตุ)
ฝ่ายบริหารและคณาจารย์ผู้ร่าง TOR ต้องพึงระวัง 'วาทกรรมโหนศัพท์ไอทีหรู' เช่น การนำคำศัพท์อันน่าประทับใจอย่าง 'ปัญญาประดิษฐ์ (AI)', 'ควอนตัม (Quantum)', 'บล็อกเชน (Blockchain)' หรือ 'บิ๊กดาตา (Big Data)' มาเขียนพาดหัวประทับตราใบเสนอจัดตั้งโครงการเพื่อสร้างความชอบธรรมและภาพลักษณ์ความล้ำยุคตบตาผู้พิจารณางบประมาณแผ่นดินส่วนกลางที่ขาดแคลนความเชี่ยวชาญด้านเทคนิควิศวกรรม ซึ่งเมื่อได้รับการอนุมัติงบประมาณไปแล้ว กลับพบพฤติการณ์ซื้อมาคิดทำทิ้งหรือจัดซื้ออุปกรณ์พ่วงบริการราคาแฝงรายปีที่ทับซ้อนและใช้งานไม่ได้จริงตามประสิทธิภาพที่โอ้อวดโฆษณา นำมาซึ่งทุกขลาภและความสูญเสียมหาศาลต่อระบบการเงินของชาติ
เกราะคุ้มครองพยานพ้นภัยฟ้องปิดปาก (มาตรา ๑๓๑ และ ๑๓๒) การให้สิทธิพ้นความรับผิดเชิงแพ่งและอาญาแก่พยานผู้แจ้งเบาะแสโดยสุจริต (Anti-SLAPP Law) พร้อมกลไกจัดหาทนายความ ออกค่าใช้จ่ายสู้คดี และวางหลักทรัพย์ประกันตัวโดย ป.ป.ช. ตลอดจนอำนาจศาลสั่งจำหน่ายคดีออกเมื่อสืบพบการแกล้งฟ้อง
สิทธิ์ขอเปลี่ยนโยกย้ายตำแหน่งงานรักษาตัว (มาตรา ๑๓๓) การอนุญาตให้ข้าราชการขอย้ายสายงานข้ามหน่วยเพื่อหนีอิทธิพลคุกคาม โดยรักษาเงินเดือนและระดับสิทธิ์ประโยชน์เดิมคงเดิมครบถ้วน
ทางออกฉุกเฉินสวมเกราะพ้นโทษวินัยและอาญา ๑๐๐% (มาตรา ๑๓๔) ในกรณีที่ข้าราชการหรือนักวิจัยผู้ร่าง TOR ถูกผู้บังคับบัญชาบีบบังคับสั่งการด้วยวาจาให้เขียน TOR ล็อกสเปกเอื้ออำนวยเอกชน หากผู้ปฏิบัติงานได้กระทำมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๔ มาตรการ ได้แก่ ทำหนังสือทักท้วงโต้แย้งคำสั่ง, ยื่นขอหนังสือสั่งการที่เป็นลายลักษณ์อักษร ยื่นรายงานรายงานเหตุการณ์จริง หรือแจ้งเบาะแสต่อ ป.ป.ช. ภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่สั่งการพฤติกรรมนี้จะคุ้มครองให้ผู้ปฏิบัติงานคนนั้นพ้นผิดพ้นโทษทางวินัยและอาญา ๑๐๐% อย่างถาวรเชิงระบบกฎหมาย (ดังคดีตัวอย่างของบุคลากรทางการแพทย์สังกัดกระทรวงสาธารณสุขในอดีต)
มาตราพยานกลับใจคดีพัสดุปลายน้ำ (มาตรา ๑๓๕) การเปิดสิทธิ์ยอมรับเป็นพยานคดีวิจัยปลายน้ำของ ป.ป.ช. และมาตรา ๑๓๑ และ ๑๓๗ (เงินนำจับและส่วนแบ่งเงินรางวัลคดีร่ำรวยผิดปกติแผ่นดิน)
ในแนวปฏิบัติเชิงป้องกันเพื่อขจัดปัญหาล็อกสเปกและภัยซื้อพ่วงเทคโนโลยี คณาจารย์และเจ้าหน้าที่พัสดุพึงร่วมสแกนความเสี่ยงผ่าน “แนวป้องกันสามด่านเชิงนโยบาย” (ด่านที่ ๑ ทบทวนความจำเป็นจริงก่อนเขียน TOR -> ด่านที่ ๒ กำหนดสเปกเพื่อเปิดการแข่งขันเสมอ -> ด่านที่ ๓ ตรวจรับงานพัสดุโดยวิศวกรผู้ใช้เครื่องมือจริง) พร้อมร่วมสแกนโครงการวิญญูชนผ่านระบบ ACT Ai, ITA, e-GP และสายด่วน ป.ป.ช. ๑๒๐๕
“การทุจริต ถ้าไม่คิดเรื่องคุณธรรมศีลธรรม มันคือ ‘นวัตกรรม’ เพราะมักจะมีการพัฒนาวิธีคิดและกลโกงใหม่ๆ เพื่อหลบเลี่ยงระบบตรวจสอบของรัฐอยู่เสมอ”
“การทุจริตเชิงนโยบาย (Policy / Grand Corruption) ตรวจจับยากที่สุด เพราะพัสดุกระดาษทุกขั้นตอนดูถูกต้องสอดคล้องตามระเบียบกระทรวงทุกประการ จะตรวจจับกลโกงล็อกสเปกเหล่านี้ได้ด้วยการตรวจเจาะลึกเนื้อหาและสเปกเฉพาะทางเทคนิคเท่านั้น”
“ด่านป้องกันความสูญเสียและรักษางบประมาณแผ่นดินที่สำคัญและมีประสิทธิภาพสูงสุด แท้จริงแล้วคือเครือข่ายของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์อิสระหรือภาควิชาการในการช่วยกันเข้ามาร่วมตรวจสอบสเปกพัสดุก่อนออกประกาศจัดซื้อ”
“คำถามเดียวที่ตรวจจับการล็อกสเปกได้เกือบทุกกรณีคือ: 'ถ้าตัดพารามิเตอร์แปลกประหลาดข้อนี้ออก หรือปรับลดลงมาหนึ่งขั้น จะกระทบผลสัมฤทธิ์ของงานวิจัยอย่างไร และจะมีคู่ค้ากี่รายที่สามารถผ่านเกณฑ์การประมูลเพิ่มขึ้นบ้าง'”
— จตุพร ณ จันตา
Paving the Way for coming Quantum Era:
Sustainable Platform & Community Development
(Science & Technology, Social Sciences, Education, Humanities, Political Science & Law, Economics)
(Official Web)
เกริ่นนำโครงการ
วัตถุประสงค์
เพื่อสร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย เชื่อมโยงภาควิชาการ ภาคอุตสาหกรรม และนโยบายภาครัฐ
เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และเครื่องมือการเรียนรู้แบบเปิดด้านการสื่อสารควอนตัม (communications) การคำนวณควอนตัม (computing) และการตรวจวัดควอนตัม (sensing)
เพื่อส่งเสริมการสื่อสารวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือ ลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีและข้อมูล
เพื่อเตรียมบุคลากรและสังคมไทยให้พร้อมเข้าสู่ยุคควอนตัมโลก พร้อมภุมิคุ้มกันวิทยาศาสตร์เทียม
เพื่อสร้างจดหมายเหตุควอนตัมไทยและเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างรุ่นของนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้กำหนดนโยบาย
คำสำคัญ (keywords); วิทยาศาสตรศึกษา (science education) การสื่อสารวิทยาศาสตร์ (science communication) การจัดการความรู้ (knowledge management) การจัดนิทรรศการวิทยาศาสตร์ (sciecne fair) สารสนเทศ (ไอซีที) เชิงควอนตัม (quantum information & communications technology) การสร้างทรัพยากรและสื่ออนาคต (future resources) จดหมายเหตุควอนตัมโลกและประเทศไทย (World and Thai quantum milestones) การพัฒนาบุคลากรและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (human resource development & networking)
๓) ผู้รับผิดชอบโครงการ
ภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ
IEEE Thailand Section Quantum IT group & IEEE Communications Society (Thailand Chapter)
ประธานกรรมการอำนวยการกิตติมศักดิ์:
คณบดี คณวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง (KMITL) และ
นายกสมาคม IEEE Thailand Section
ประธานโครงการ:
รศ.ดร.สุภาพ ชูพันธ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (สถาบันการศึกษา) และ
ดร.เกียรติศักดิ์ ศรีพิมานวัฒน์ (สมาคมวิชาชีพ)
คณะที่ปรึกษา:
ศ.ดร.ชิดชนก เหลือสินทรัพย์ - ราชบัณฑิต (วิทยาการคอมพิวเตอร์)
ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน - ราชบัณฑิต (ฟิสิกส์)
รศ.ดร.โกศล เพ็ชร์สุวรรณ์ - อดีตอธิการฯส.พระจอมเกล้าฯลาดกระบัง (ธรรมาภิบาลและการศึกษา)
รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม - อดีต ผอ.ส.วิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ฯ (บริหารงานวิจัย)
ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช - นายกสภา มทส. (การจัดการความรู้ - KM)
พันธมิตรต่างประเทศ:
Fundacja (โปแลนด์), Senetas (ออสเตรเลีย), SPINQ (จีน), TCQC-CACR (จีน), Qasky (จีน)
๔. ผลกระทบ (impact)
ภาคสังคมประชาชนทั่วไป เข้าถึงองค์ความรู้และทรัพยกรสื่อสร้างทักษะไอซีทีควอนตัม เกิดความเข้าใจและมีภูมิคุ้มกันควอนตัมแปลกปลอมเบื้องต้น ด้วยผลจากการร่วมสื่อสารวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่เหมาะสม
ภาคการศึกษาและการวิจัย เกิดการรวมกลุ่มใช้ผลผลิตต่อยอดสู่ด้านอื่น ๆ ได้ เช่น โครงการพัฒนาบุคลากร งานวิจัยและพัฒนาที่เหมาะสมกับประเทศไทย จากการร่วมกันสื่อสารวิชาการสาธารณะที่ถ้วนทั่วครบทุกด้าน
ภาคอุตสาหกรรมหรือธุรกิจ ได้รับการส่งเสริมให้สามารถติดตาม เข้าถึง และปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่นี้ได้รวดเร็วพร้อมกับลดความเสี่ยงด้วยข้อมูลของโครงการที่ครอบคลุมและอ้างอิงตรวจสอบได้
ภาครัฐโดยผู้กำหนดนโยบาย ทั้งด้านโทรคมนาคม สารสนเทศ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและที่เกี่ยวข้อง ตระหนักถึงศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยี พร้อมร่วมสื่อสารนโยบายวิทยาศาสตร์ที่เป็นกลางรู้และเท่าทัน
กสทช. สามารถนำผลลัพธ์จากโครงการนี้ไปใช้เพื่อร่วมกำหนดแนวทางสนับสนุนส่งเสริมและตรวจสอบกิจกรรมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับไอซีทีควอนตัมเทคโนโลยีแขนงใหม่ของประเทศได้
“SIAM–Quantum Nexus 2026” คือจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และนวัตกรรมควอนตัมของประเทศไทยอย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือของภาควิชาการ อุตสาหกรรม และนโยบายสาธารณะ เพื่อให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในยุคเศรษฐกิจควอนตัมโลก โดยใช้การเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ และการสื่อสารที่เท่าทันเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาอนาคตของชาติ
Partners:

สํานักงานคณะกรรมการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
หมายเหตุ:
ร่วมเสนอแนะ สนับสนุน ประสานกิจกรรมได้ที่ contact email: thailand_chapter@comsoc.org
Alliance:
Disclaimer:
SIAM-Quantum Nexus 2026
- a public serving project by volunteers
no conflict of interest & none of personal agenda involved
๐
since IYL2015 through
Welcome volunteers !
๐









































ความคิดเห็น