(คำถาม & คำตอบ) ปรัชญาวิทยาศาสตร์ กับนโยบายวิทยาศาสตร์ | OPENING TALK - Siam-Quantum Nexus 2026| ศ.ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ | ไอซีทีควอนตัมไทยสำหรับสังคมทั่วไปทุกวงการ | May 10, 2026
- K Sripimanwat

- 2 วันที่ผ่านมา
- ยาว 4 นาที
[ Siam-Quantum Nexus 2026's OPENING TALK ] -- การบรรยายออนไลน์ "ปรัชญาวิทยาศาสตร์และนโยบายวิทยาศาสตร์" รวมทั้งบทวิพากษ์นโยบายเอไอและคำถามคำตอบกรณีควอนตัมไทย โดย ศ.ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ นักปรัชญาแถวหน้าของเมืองไทย
Opening Talk: Siam-Quantum Nexus 2026
(On Air - May 10, 2026 - 10:00 PM (GMT+7)
คำถาม & คำตอบ :
"ปรัชญาวิทยาศาสตร์และนโยบายวิทยาศาสตร์"
คำถาม (Q-Thai forum) ๑) วิทยาศาสตร์เพื่อความกินดีอยู่ดี... หรือแค่กิจกรรมภาพลักษณ์นโยบาย ?
จากที่อาจารย์กล่าวว่าวิทยาศาสตร์เป็นกิจกรรมที่แยกไม่ออกจากสังคมและวัฒนธรรม และในสังคมประชาธิปไตย "นโยบายต่าง ๆ มีที่มาจากประชาชน" แต่ปัจจุบันจุดเชื่อมอย่างกรณีพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์หรือท้องฟ้าจำลอง ขาดหายไปเมื่อเนื้อหาลงลึกในเนื้อหาวิทยาศาสตร์ชาวบ้านทั่วไปจึงไม่สนใจ ควรทำอย่างไรให้ "นโยบายวิทยาศาสตร์" โครงการล้ำสมัยในแต่ละช่วงการแถลงนโยบายที่แปรเปลี่ยนไปตามเวลา ไม่เป็นเพียงกิจกรรมของนักวิชาการหรือผู้ดูแลนโยบายที่แปลกแยกออกไปจากสังคม แต่สามารถแปรผลกลับไปสู่ "ความกินดีอยู่ดีและความเจริญก้าวหน้า" ของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมครับ?
คำตอบ (โสรัจจ์): การแปลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นความกินดีอยู่ดีของประชาชน เป็นเรื่องซับซ้อน เพราะงานวิจัยบางอย่างก็ดูเหมือนว่าจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความกินดีอยู่ดี เช่นการวิจัยด้านดาราศาสตร์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่างานวิจัยทางวิทยาศาสตร์จะไม่เกี่ยวข้องเลย ตัวอย่างที่น่าจะตรงที่สุดได้แก่การพัฒนายา ซึ่งต้องอาศัยความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สูงมากๆ ทั้งด้านเภสัชวิทยา เคมี ชีววิทยา และอื่นๆ แต่การพัฒนายาใหม่มาตัวหนึ่ง ก็ยังต้องอาศัยกระบวนการอีกมาก เช่นการตลาด การทดสอบ clinical trial การสร้างความยอมรับในบรรดาแพทย์ ในความคิดของผม ประเทศไทยอาจจะยังไม่อยู่ในสถานะที่จะเป็นผู้ผลิตยาใหม่ๆในเวลานี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำไม่ได้เลย เพียงแต่ว่าต้องมีนโยบายที่ชัดเจน และไม่แยกส่วน เพราะทั้งหมดสัมพันธ์กัน รวมไปถึงนโยบายด้านการศึกษา และการสร้างจุดเชื่อมแบบที่คุณว่ามาด้วย จุดเชื่อมเช่นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ จะมีประโยชน์ในด้านการสร้างความรักในวิชาวิทยาศาสตร์ในเด็ก ซึ่งจะพัฒนาเป็นนักวิจัยที่ดีได้ แต่การจะพัฒนาได้ก็ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานและระบบการสนับสนุนที่เพียงพอ เมื่อสองสามวันก่อน มีข่าวว่ามีนักศึกษาชาวไทยสามารถพิสูจน์ความรู้ใหม่ในคณิตศาสตร์ออกมาได้ เป็นข่าวไปทั่วโลก คำถามก็คือว่า หากนักศึกษาคนนี้เรียนอยู่เมืองไทย ไม่ได้เจอกับนักคณิตศาสตร์เก่งๆระดับโลกที่เขากำลังศึกษาเรื่องนี้กัน เขาจะทำแบบนี้ได้มั้ย ผมเชื่อทำไม่ได้ เพราะโลกของเขาไม่ได้ถูกเปิด การไปเรียนที่อังกฤษทำให้เขาได้เปิดโลก พบกับหัวข้อวิจัยใหม่ๆ พูดเรื่องใหม่ๆ ซึ่งไม่มีพูดกันในวงการคณิตศาสตร์ในประเทศไทย ดังนั้นโจทย์จึงอยู่ที่การสร้างระบบนิเวศหรือโครงสร้างพื้นฐานทางภูมิปัญญาในแง่นี้ จุดเชื่อมจึงอยู่ที่ว่าพวกพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศดังกล่าว และก็ต้องเชื่อมกับระบบนิเวศด้านการพัฒนาเศรษฐกิจด้วย ระบบนี้รวมไปถึงอุตสาหกรรมที่จะเอางานวิจัยไปพัฒนาเป็นต้นแบบ และเป็นสินค้าต่อไป

คำถาม ๒) ทัศนะและความจริง... ผู้กำหนดทิศทางวิทยาศาสตร์ไทยที่แท้จริง?
อาจารย์พูดถึงทัศนะที่แตกต่างกันระหว่าง Realism และ Instrumentalism และยังชี้ให้เห็นว่าในอดีตแม้ทัศนะวิทยาศาสตร์เองที่เคยโด่งดังเชื่อว่าจริง ทั้งกรณีของอริสโตเติล หรือกรณี “โลกเป็นศูนย์กลาง” ก็ยังถูกพิสูจน์ว่าไม่ใช่มาแล้ว และอีกมากมายหลายครั้งในประวัติศาสตร์ ขณะที่ในสังคมไทยยังไม่ทันได้ลงลึกถึงสร้างเนื้อหาวิทยาศาสตร์ได้เอง กลับที่มีระบบวัฒนธรรมหน่วยงานสถาบันและงบประมาณเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นหลัก ... เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า "ทฤษฎีหรือนโยบาย" ที่รัฐเลือกสนับสนุนนั้นมาจากทัศนะที่รอบด้าน ถูกต้อง ? และปรัชญาวิทยาศาสตร์จะช่วยสร้างกระบวนการที่ทำให้ประชาชน "ร่วมพิจารณาเสมอ" ได้อย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้การกำหนดทิศทางวิทยาศาสตร์ถูกผูกขาด หรือรับความเสี่ยงจากผู้มีอำนาจผู้กำหนดนโยบายแต่ฝ่ายเดียว?
คำตอบ: เราจะมั่นใจได้ว่านโยบายวิทยาศาสตร์ถูกต้องเมื่อรัฐบาลผู้ใช้นโยบายมีความชอบธรรมในการบริหารงาน ความชอบธรรมในกระบวนการประชาธิปไตยก็มาจากการที่การเข้ามาของรัฐบาลเป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง เช่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย และได้รับอำนาจมาจากประชาชนอย่างแท้จริง ตัวอย่างที่มักจะยกกันมากได้แก่นโยบายของสหรัฐหลังจากที่สหภาพโซเวียตปล่อยดาวเทียมดวงแรกของโลก Sputnik ดาวเทียมดวงนี้เหมือนกับไปปลุกสหรัฐให้ตื่นขึ้นมาและเห็นความสำคัญของการศึกษาวิจัยวิทยาศาสตร์ จากนั้นก็เริ่มลงทุนด้านนี้อย่างขนานใหญ่ ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี้ตั้งเป้าไว้ว่าภายในสิบปี สหรัฐจะต้องส่งยานอวกาศและส่งคนไปเดินบนดวงจันทร์ให้ได้ ตอนที่เคนเนดี้ตั้งเป้านี้ ก็มีหลายฝ่ายหัวเราเย้ยหยันว่าเป็นไปไม่ได้ หลังจากที่สหภาพโซเวียตปล่อยดาวเทียมดวงแรก สหรัฐก็ออกคำสั่งจัดตั้งองค์การ NASA เพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านอวกาศของประเทศ คำสั่งออกมาเมื่อปี ค.ศ. 1958 ในสมัยที่ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ยังดำรงตำแหน่ง และประธานาธิบดีเคนเนดีได้กล่าวสุนทรพจน์เรื่องจะไปดวงจันทร์ภายในสิบปี ในปี 1962 ซึ่งหลังจากนั้นเพียงเจ็ดปี สหรัฐก็ส่งยานอพอลโลและนักบินอวกาศไปเดินบนดวงจันทร์สำเร็จในปี 1969 สิ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างนั้นก็คือว่า ประชาชนชาวสหรัฐเห็นชอบกับนโยบายอวกาศของประเทศเป็นส่วนใหญ่ เรื่องนี้ขัดกับนโยบายสงครามเวียดนามซึ่งเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันอย่างสิ้นเชิง เพราะประชาชนชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับสงครามนี้ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า ความเห็นชอบของประชาชนมีความสำคัญเป็นอย่างมาก
ทีนี้เราจะสามารถสร้างกระแสความสนใจให้ประชาชนหันมาให้ความสำคัญแก่วิทยาศาสตร์ได้ด้วยการดูเรื่อง Sputnik เป็นตัวอย่าง ในปัจจุบันทุกคนกำลังพูดเรื่องเอไอ นโยบายด้านเอไอของประเทศก็ค่อนข้างคลุมเครือ มีแต่นโยบายด้านผู้ใช้กับการพัฒนากำลังคน ซึ่งก็ไม่ชัดเจนว่าจะพัฒนาแบบไหน อย่างไร สิ่งที่รัฐบาลควรทำเพื่อสร้างความมั่นใจและเสียงสนับสนุนให้แก่นโยบาย ก็คือ ทำเป็นแนวคิดสั้นๆ กระชับ เพื่อให้สื่อสารกับประชาชนได้ชัดเจน แบบเดียวกับที่เคนเนดีทำเรื่องจะไปดวงจันทร์ แต่เรื่องนี้มีประเด็นสำคัญตรงที่ว่า เมื่อเคนเนดีพูดแล้ว แม้ว่าจะมีหลายคนคิดว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่การที่มีองค์การ NASA หนุนหลังเรื่องนี้อยู่ และมีการทุ่มงบประมาณมหาศาลต่อเนื่อง เพื่อดำเนินงานให้ได้เป็นจริง ก็ทำให้นโยบายเป็นจริงขึ้นมาได้โดยไม่เป็นเรื่องเพ้อฝัน ลองคิดดูว่าหากเคนเนดีพูดเฉยๆ โดยไม่มีการจัดตั้ง NASA ไม่มีการทุ่มงบประมาณ ไม่มีการกระทำเป็นรูปธรรมใดๆ เรื่องนี้ก็จะกลายเป็นเรื่องขบขันแน่นอน แบบที่อดีตรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งเคยพูดไว้ ว่าไทยจะไปดวงจันทร์ แล้วก็กลายเป็นเรื่องขำขันไป
คำถาม ๓) เมื่อคนไทย “หลงทาง” บนเส้นทางวิทยาศาสตร์ (โดยเฉพาะควอนตัม)
จากที่อาจารย์ตั้งข้อสังเกตว่าปัจจุบันเรา “ไม่มีจุดเชื่อม” ระหว่างประชาชนกับวิทยาศาสตร์ที่ลึกซึ้งพอ ดั่งที่เคยมีในพิพิธภัณฑ์หรือท้องฟ้าจำลอง ดังนั้น การขาดจุดเชื่อมโดยเฉพาะเทคโนโลยีควอนตัมวิทยาการที่สนใจสิ่งที่เล็กลงระดับอนุภาค แต่กลับใช้ทรัพยากรสูงมากมายขึ้น มาพร้อมกับความซับซ้อนยิ่งยวดด้วย เพราะประสาทสัมผัสมนุษย์ไม่สามารถเข้าถึงได้ทางตรง การหาความรู้ที่แท้จริงแบบ Empiricism หรือประสบการณ์นิยมจึงทำไม่ได้ แม้แนวทางทัศนะ Instrumentalism กับกระบวนการทดลองที่นักวิทยาศาสตร์ทำกันอยู่ก็ไม่สามารถสรุปอนุมานทำให้คนทั่วไปเข้าใจได้โดยง่าย หากยังสร้างความสับสนหนักขึ้นได้ด้วย (ดังเช่น “ควอนตัมศรีธนญชัย” คำถามข้อ ๖) ดังนั้น ควรสร้างความตระหนักรู้ในสังคมประชาธิปไตยด้วยการสร้างจุดเชื่อมกับเรื่องควอนตัมอย่างไร ให้สามารถเป็นกิจกรรมของคนในสังคมร่วมกันได้ ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนไม่เพียงแต่เป็น “ผู้รับผล” จากนโยบายควอนตัมภาครัฐฯ เท่านั้น แต่มีความเข้าใจที่ถูกต้องจนสามารถ “ตั้งคำถามและพิจารณา” นโยบายวิทยาศาสตร์ของรัฐที่พิลึกพิลั่น (คำถามข้อ ๗) ได้อย่างรู้เท่าทัน ตามเจตนารมณ์ของปรัชญาวิทยาศาสตร์?
คำตอบ: เรื่องควอนตัมเป็นเรื่องที่ผมไม่ค่อยมีความรู้มากนัก ตัวอย่างของการใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้เท่าที่รู้ก็มีเรื่องคอมพิวเตอร์ควอนตัม ทีนี้หากมีคำถามว่าประเทศไทยจะสร้างเทคโนโลยีนี้ขึ้นเองได้อย่างไร คำตอบก็จะเป็นไปในแนวเดียวกับในข้อที่แล้ว สิ่งสำคัญก็คือว่า ประเทศไทยไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้ การพัฒนาเทคโนโลยีที่ซับซ้อนนี้ต้องเริ่มจากการศึกษาในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย การวิจัยในห้องแล็บ การเชื่อมโยงกับบริษัทอุตสาหกรรมที่จะลงทุนและจะได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ แต่การเชื่อมโยงกับศูนย์วิจัยของต่างประเทศที่ทำเรื่องนี้อยู่ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เราทำเรื่องนี้ได้ด้วยการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับศูนย์วิจัย quantum computing ในประเทศชั้นนำต่างๆ ส่งนักเรียนไปเรียนเพื่อที่จะได้เป็น postdoc ที่ทำงานในห้องแล็บเหล่านี้ และที่สำคัญคือรัฐบาลต้องเห็นความสำคัญด้วยการทุ่มงบประมาณ และมีการติดตามการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ การทำเช่นนี้ได้ผล จำเป็นต้องมีการเชื่อมโยงที่แนบแน่นระหว่างวิทยาศาสตร์กับประชาชน ตัวอย่างของเรื่องนี้ก็ได้แก่เรื่องประธานาธิบดีเคนเนดีดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ความเชื่อมโยงดังกล่าวอยู่ในรูปของการที่ประชาชนเห็นว่าวิทยาศาสตร์สามารถให้ประโยชน์แก่ชีวิตของเขาได้จริง มีความผูกพัน หวงแหน และภาคภูมิใจในความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ ตัวอย่างเรื่องนักคณิตศาสตร์ไทยที่ได้พิสูจน์ทฤษฎีสำคัญที่ยกมาข้างต้น เป็นตัวอย่างที่ดีในกรณีของประเทศไทย ข้อสังเกตก็คือว่า ไม่มีสื่อของไทยสำนักใดเลยที่เอาเรื่องนี้มาตีข่าว ไม่มีการยกย่องเชิดชูนักคณิตศาสตร์คนนี้ในสื่อใดๆ ทั้งๆที่เขาได้ทำความสำเร็จระดับโลก แบบนี้ไม่เป็นการส่งเสริมความเชื่อมโยงแบบที่กำลังพูดอยู่นี้แต่อย่างใด เรื่องที่ประชาชนควรจะมีสิทธิมีเสียงในการตั้งคำถามต่อนโยบายวิทยาศาสตร์ก็มีความสำคัญ อันที่จริงประชาชนควรมีสิทธิในการวิพากษ์นโยบายสาธารณะใดๆของรัฐทั้งหมด เพราะรัฐก็มาจากประชาชนเอง แต่รัฐกับนักวิชาการที่เกี่ยวข้องก็มีหน้าที่สรุปเนื้อหาต่างๆของเรื่องวิทยาศาสตร์ให้ประชาชนเข้าใจได้โดยง่ายด้วย เรื่องนี้ในต่างประเทศเขาทำเป็นหลักสูตรเฉพาะ เรียกว่า “การสื่อสารวิทยาศาสตร์” (science communication) จุดมุ่งหมายก็คือสื่อสารเนื้อหาของการวิจัยวิทยาศาสตร์ด้วยภาษาที่คนทั่วไปเข้าใจ เป็นภาษาแบบที่พบในสื่อมวลชนทั่วไป ไม่ใช้ภาษาที่พบในบทความวิจัยในวารสารวิชาการ ตัวอย่างที่ดีได้แก่ https://www.bbc.com/news/science_and_environment ส่วนเรื่องกิจกรรมของคนในสังคม เราก็ทำได้ด้วยการจัดกิจกรรมประเภทประชุมหรือสัมมนาที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม มารับฟัง มาเสนอความคิดเห็นถามคำถามได้ มหาวิทยาลัยต่างๆควรจัดเรื่องนี้เป็นประจำ การสัมมนาเช่นนี้คณะวิชาด้านสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์จัดเป็นประจำ และคณะด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม ก็ควรจัดเช่นเดียวกันด้วย
คำถาม ๔) การจัดสรรโอกาสที่กระจุกตัว
จากคำถามสำคัญในนโยบายไทยที่อาจารย์ยกมา “เหตุใดการสนับสนุนจึงมุ่งไปที่การเกษตรและการแพทย์เป็นหลัก” ในขณะที่ด้านอื่นเช่นคณิตศาสตร์ได้รับการสนับสนุนน้อยมาก มีข้อเสนอว่าควรวางแผนนโยบายอย่างไรไม่ให้งบประมาณและการพัฒนา “กระจุกตัว” อยู่แค่บางสาขาหรือบางกลุ่ม แต่เป็นการกระจายโอกาสในการสร้างความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่ครอบคลุมทุกมิติของสังคมไทย?
คำตอบ: เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ สาเหตุที่การสนับสนุนการวิจัยของไทยกระจุกตัวเช่นนี้ ก็มาจากการคิดว่างานวิจัยบางสาขามีประโยชน์แก่ประเทศมากกว่าสาขาอื่นๆ อย่างคณิตศาสตร์ ประเทศไทยไม่เคยมีนักคณิตศาสตร์ระดับโลก และงานวิจัยด้านคณิตศาสตร์ของประเทศก็ไม่เป็นที่รู้จักมากนัก งานวิจัยเลยมีน้อย อีกสาเหตุหนึ่งก็มาจาการที่ประเทศไทยมีนักวิจัยด้านการเกษตรกับการแพทย์เป็นจำนวนมาก ดังนั้นทุนวิจัยที่ลงไปให้สองด้านนี้จึงมีมากตามไปด้วย เรื่องนี้ทำให้มีคำถามต่อเนื่องมาว่า เพราะเหตุใดสาขาอื่นๆจึงมีจำนวนนักวิจัยน้อย คำตอบก็น่าจะมาจากการให้ความสำคัญที่เน้นเพียงบางสาขาตั้งแต่แรก โดยพอบางสาขามีหลักสูตรน้อย ก็จะทำให้มีอาจารย์ในหลักสูตรนั้นๆน้อยไปด้วย ซึ่งตรงกันข้ามกับด้านการเกษตรกับการแพทย์ ซึ่งมีอาจารย์เป็นจำนวนมาก (ในด้านการเกษตรนักวิจัยส่วนใหญ่ทำงานอยู่ตามกระทรวงต่างๆ ไม่ได้อยู่แต่เพียงในมหาวิทยาลัย) และในจำนวนมากนั้นส่วนใหญ่ก็ทำวิจัยกัน เพราะมีองคาพยพที่ช่วยเกื้อหนุนตั้งแต่ต้น ทางแก้คือเริ่มตั้งแต่หลักสูตร อย่างเช่นสาขาวิทยาศาสตร์เช่นฟิสิกส์หรือเคมี ก็ควรขยายออกไปทั้งปริมาณและคุณภาพ วิธีหนึ่งได้แก่ให้มหาวิทยาลัยที่มีจำนวนมาก เช่นราชภัฏกับราชมงคล มีการเรียนการสอนการวิจัยด้านเหล่านี้ ซึ่งปัจจุบันมีน้อยมาก ข้อเสนอนี้มักได้รับคำตอบว่า มหาวิทยาลัยเหล่านี้ไม่ได้มีภารกิจในการมุ่งผลิตงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ แต่หากเป้าหมายของประเทศคือสร้างความเข้มแข็งด้านวิทยาศาสตร์ให้แก่ประเทศ ภารกิจของมหาวิทยาลัยเหล่านี้ก็ต้องเปลี่ยนแปลง เริ่มจากการปรับปรุงคุณภาพของการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย รับอาจารย์ที่เป็นนักวิชาการด้านต่างๆที่มีผลงานวิจัยเป็นที่ประจักษ์ เหตุผลสำคัญของการกระจุกตัวของการสนับสนุนงานวิจัยอยู่ที่ความเชื่อว่า งานวิจัยบางสาขามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องพัฒนา เพื่อยังผลให้เกิดการพัฒนา แต่ความเชื่อเช่นนี้ขาดมิติประการหนึ่งได้แก่การที่วิชาการต่างๆมีความสัมพันธ์กันทั้งหมด การที่จะยกระดับคุณภาพของสาขาวิชาหนึ่ง จำเป็นจะต้องยกระดับไปให้หมดทุกสาขาวิชา ดังนั้นรัฐบาลอาจเน้นการสนับสนุนสาขาใดสาขาหนึ่งเป็นพิเศษ แต่พื้นฐานก็คือว่า ทุกสาขาจะต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเท่าเทียมกันทั้งหมด
คำถาม ๕) เน้น “การใช้” แต่ขาดมิติ “การผลิต”
จากที่กล่าวว่านโยบาย AI ของไทยเน้นที่การพัฒนากำลังคนเพื่อประยุกต์ใช้ แต่ “ขาดมิติเรื่องประเทศไทยควรจะสร้างอย่างไร” การมีทัศนคติเพียงแค่เป็นผู้ใช้งาน จะทำให้เราสูญเสียความสามารถในการพึ่งพาตนเองในระยะยาว และควรปรับนโยบายอย่างไรให้คนไทยเปลี่ยนสถานะจากการเป็นผู้ใช้ มาเป็น “ผู้สร้าง” เทคโนโลยีได้จริงจัง เพราะอดีตสี่สิบปีที่ผ่านมาเรายังคงห่างไกลจากการเป็นผู้สร้างในทุกสาขาวิทยาการ ดังนั้น ควรต้องอาศัยปัจจัยใด ต้องเพิ่ม หรือลด สัดส่วนอย่างไร อาทิ งบ กำลังคน ความรู้ และนโยบาย เป็นต้น ?
คำตอบ: คำตอบของเรื่องนี้ก็คล้ายคลึงกับคำตอบข้อ 4 การจะเน้นการเป็น “ผู้สร้าง” เทคโนโลยีได้ เราต้องเน้นการเป็น “ผู้สร้าง” ความรู้เสียก่อน ก็คืองานวิจัย เทคโนโลยีในปัจจุบันเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ความรู้อย่างเข้มข้นมากๆ ดังนั้นการสนับสนุนงานวิจัยอย่างจริงจังจึงเป็นสิ่งจำเป็น ตัวอย่างของสหรัฐซึ่งเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี ก็คือว่า มีกลุ่มนักวิจัยที่มีพลังสร้างสรรค์ อยากจะผลิตงานวิจัยและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงโลก เช่นสตีฟ จ๊อบ ผู้ก่อตั้งบริษัทแอปเปิล เขามีวิสัยทัศน์ว่าอยากเห็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนอย่างไร แล้วก็มุ่งมั่นจะทำงานเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์นั้น (ตัวอย่างเช่น คอมพิวเตอร์แอปเปิล เครื่องแมค ไอพอด ไอโฟน ฯลฯ เหล่านี้ไม่เคยมีมาก่อน) การทำงานก็คือว่า จ๊อบไปขายไอเดียให้ผู้ลงทุน แล้วผู้ลงทุนก็จะให้ทุนมาทำงาน เราอาจจะทำเช่นนี้ในกรณีของการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆในประเทศไทยได้ ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบันจะใช้ทรัพยากรมากมหาศาล แต่ก็พอจะมีช่องทางให้บริษัทไทยพัฒนาแนวคิดใหม่ๆที่อิงอาศัยเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ ข้อเสนอก็คือว่า แทนที่จะมุ่งพัฒนากำลังคน หรือพัฒนาการใช้เทคโนโลยี ซึ่งเป็นเรื่องพื้นๆ แนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีจะต้องรวมไปถึงการให้โอกาสให้แก่บริษัทคนไทยใหม่ๆที่มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีด้วย
คำถาม ๖) “ควอนตัมศรีธนญชัย” !
ในสังคมไทยที่กำลังระบาดด้วยปรากฏการณ์ "ควอนตัมศรีธนญชัย" ซึ่งหยิบยืมคำวิทย์ไปฟอกขาวสินค้าหลอกลวงหรือสร้างภาพลักษณ์โครงการเกินจริงนั้น อาจารย์มีคำแนะนำอย่างไรให้สังคมไทยสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ด้วยตนเองเพื่อรับมือกับวาทกรรมควอนตัมแปลกปลอมเหล่านี้ และเราจะสื่อสารความจริงอย่างไรให้มีพลังเหนือกว่า นิทาน "วิทย์รัฐพันลึก" ที่กำลังทำให้ประชาชนหลงทาง ? เช่น จากหลักการ Scientific Realism หรือหลักการอื่น ๆ
คำตอบ: หลักการสำคัญได้แก่ “ความคิดเชิงวิพากษ์” หรือ critical thinking ซึ่งเป็นความสามารถหรือทักษะที่จะไม่เชื่ออะไรจนกว่าเรื่องนั้นจะมีหลักฐานเพียงพอ หรือมีเหตุผลสนับสนุนที่เชื่อถือได้ เรื่องนี้ควรมีการสอนอย่างจริงจังในทุกคณะในมหาวิทยาลัย รวมไปถึงในโรงเรียนมัธยมด้วย ความคิดเชิงวิพากษ์จะเป็นการสร้างภูมิคุ้นกันนี้โดยตรง ตัวอย่างที่เกิดขึ้นบ่อยได้แก่การโฆษณาเกินจริง เช่นโฆษณาว่ากินน้ำมะนาวแล้วรักษาโรคมะเร็งได้ คนที่มีทักษะความคิดเชิงวิพากษ์จะไม่เชื่ออะไรเหล่านี้ เพราะจะสงสัยไว้ก่อนว่า น้ำมะนาวมีผลต่อการรักษาโรคมะเร็งได้อย่างไร หรือหากมีการอ้างอิงคุณสมบัติของเทคโนโลยีใดๆอย่างเลิศลอย เช่นมีการโฆษณาการอบรมการใช้งาน ChatGPT ว่าสามารถใช้เขียนวิดิโอที่ทำให้ได้ยอดผู้ชมเป็นแสนๆคน เทียบกับการสร้างวิดิโอด้วยตัวเอง ที่มียอดผู้ชมเพียงหลักร้อยเป็นอย่างมาก เพื่อให้มีผู้เรียนมาเรียนวิชาการเขียน prompt กับตนเอง การโฆษณาเช่นนี้ก็เป็นไปได้สูงว่า จะเกินจริง และเป็นที่ชวนสงสัยว่า ลำพังแค่การเขียน prompt จะสร้างยอดผู้ชมได้มากขึ้นเท่านี้ได้อย่างไร ลักษณะนิสัยที่ชอบสงสัยไว้ก่อนเช่นนี้ เป็นเป้าหมายของการศึกษาแบบความคิดเชิงวิพากษ์ ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมทั้งการศึกษาแบบวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์
คำถาม ๗) บทพิสูจน์ยุทธศาสตร์ Frontier Research และ Roadmap 2026 ?
นอกจากนโยบายเอไอที่พบเห็นและเอ่ยถึงมากมาย แต่ช่วงโควิด ๑๙ ได้มีอีกนโยบายสำคัญหนึ่งที่ประกาศใช้ คือ ยุทธศาสตร์การวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) ที่มุ่งเป้าสู่ความเป็นเลิศระดับโลก และให้กำเนิด TQT Roadmap หรือ แผนที่นำทางการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย พ.ศ. 2563–2572” (๒๐ ก.พ.๖๓) เพื่อใช้นำทาง กำหนดอนาคตประเทศ โดยจะเป็นเสือควอนตัมตัวที่ห้าของเอเชีย ด้วยการทุ่ม 200 ล้าน ตั้งเป้าพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมให้สำเร็จภายใน 5 ปี สู่ระบบเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมระดับสูง พลิกโฉมประเทศสู่นิวนอร์มัล ... พ.ศ.๒๕๖๙ นี้ผ่านมาเกินครึ่งทางแล้ว เหลือเวลาสามปีเศษก่อนแผนงานนี้จะหมดอายุลงอาจกลายเป็นรายงานวิทยาศาสตร์เทียมโดยภาครัฐฯเอง อาทิ ควอนตัมใช้ดูแลสุขภาพสัตว์ ตรวจจับมะเร็ง & แผ่นดินไหว จัดอันดับผู้กู้หนี้เสีย การสร้างระบบโครงข่ายการสื่อสารความปลอดภัยสูงโดยใช้ระบบควอนตัม (~2025) และมุ่งเป้าการใช้งาน "ทุกครัวเรือน (~2029)” ฯลฯ … ขอความเห็นจากอาจารย์อีกหัวข้อใหญ่นอกจากเรื่องนโยบายเอไอที่ชาวบ้านทั่วไปเข้าถึงได้มากกว่า …
(อ้างอิง)
๐ “ยุทธศาสตร์การวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research)” https://www.nxpo.or.th/th/frontier-research-3/ และ
๐ แผนที่นำทางการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย พ.ศ. 2563 - 2572 https://www.nxpo.or.th/th/wp-content/uploads/2021/11/TQT-Roadmap-Whitepaper-Rev4-21-Sep-2020.pdf )

คำตอบ: ปัญหาของแผนต่างๆของประเทศไทยที่มีมาตลอดคือ มีแผน แต่ไม่มีการตรวจสอบว่าเมื่อเวลาผ่านไป ได้ทำตามแผนไว้มากน้อยเพียงใด และถ้าทำไม่ได้ตามแผนเกิดจากอะไร และจะแก้ไขอย่างไร ข้ออ้างที่มีมาตลอดคือ รัฐบาลเปลี่ยนบ่อย แต่ข้ออ้างนี้ฟังไม่ขึ้นในหลายกรณี เพราะทั้งหมดเป็นเรื่องของหน่วยงานที่สามารถดำเนินการได้เองโดยไม่ต้องฟังคำสั่งของรัฐบาลในทุกๆเรื่อง ดังนั้นสาเหตุที่แท้จริงก็คือ ไม่มีความจริงใจในการปฏิบัติตามแผน ไม่มีใครที่มองตัวเองว่าเป็น “เจ้าของ” งานตามแผนและตั้งใจจะทำให้เกิดได้ตามแผนจริงๆ

ดังนั้น ถ้าจะพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัม ต้องมีห้องแล็บหรือหน่วยงานที่ทำงานเรื่องควอนตัมโดยตรง แล้วทำไปเลยไม่ต้องสนใจแผน ใช้เงินเท่าที่มี เพราะเมื่อมีการใช้งบประมาณ ก็ต้องทำตามเงื่อนไขหลายประการ ซึ่งหลายประการนั้นบางครั้งก็ไม่นำไปสู่ความก้าวหน้าของงานวิจัย หรือไม่เช่นนั้นก็ร่วมมือกับต่างประเทศ
-- จบ
Paving the Way for coming Quantum Era:
Sustainable Platform & Community Development
(Science & Technology, Social Sciences, Education, Humanities, Political Science & Law, Economics)
(Official Web)
เกริ่นนำโครงการ
วัตถุประสงค์
เพื่อสร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย เชื่อมโยงภาควิชาการ ภาคอุตสาหกรรม และนโยบายภาครัฐ
เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และเครื่องมือการเรียนรู้แบบเปิดด้านการสื่อสารควอนตัม (communications) การคำนวณควอนตัม (computing) และการตรวจวัดควอนตัม (sensing)
เพื่อส่งเสริมการสื่อสารวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือ ลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีและข้อมูล
เพื่อเตรียมบุคลากรและสังคมไทยให้พร้อมเข้าสู่ยุคควอนตัมโลก พร้อมภุมิคุ้มกันวิทยาศาสตร์เทียม
เพื่อสร้างจดหมายเหตุควอนตัมไทยและเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างรุ่นของนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้กำหนดนโยบาย
คำสำคัญ (keywords); วิทยาศาสตรศึกษา (science education) การสื่อสารวิทยาศาสตร์ (science communication) การจัดการความรู้ (knowledge management) การจัดนิทรรศการวิทยาศาสตร์ (sciecne fair) สารสนเทศ (ไอซีที) เชิงควอนตัม (quantum information & communications technology) การสร้างทรัพยากรและสื่ออนาคต (future resources) จดหมายเหตุควอนตัมโลกและประเทศไทย (World and Thai quantum milestones) การพัฒนาบุคลากรและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (human resource development & networking)
๓) ผู้รับผิดชอบโครงการ
ภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ
IEEE Thailand Section Quantum IT group & IEEE Communications Society (Thailand Chapter)
ประธานกรรมการอำนวยการกิตติมศักดิ์:
คณบดี คณวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง (KMITL) และ
นายกสมาคม IEEE Thailand Section
ประธานโครงการ:
รศ.ดร.สุภาพ ชูพันธ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (สถาบันการศึกษา) และ
ดร.เกียรติศักดิ์ ศรีพิมานวัฒน์ (สมาคมวิชาชีพ)
คณะที่ปรึกษา:
ศ.ดร.ชิดชนก เหลือสินทรัพย์ - ราชบัณฑิต (วิทยาการคอมพิวเตอร์)
ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน - ราชบัณฑิต (ฟิสิกส์)
รศ.ดร.โกศล เพ็ชร์สุวรรณ์ - อดีตอธิการฯส.พระจอมเกล้าฯลาดกระบัง (ธรรมาภิบาลและการศึกษา)
รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม - อดีต ผอ.ส.วิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ฯ (บริหารงานวิจัย)
ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช - นายกสภา มทส. (การจัดการความรู้ - KM)
อาจารย์ชัชวาล ปุญปัน - (วิทยาศาสตร์เพื่อสังคม)
พันธมิตรต่างประเทศ:
Fundacja (โปแลนด์), Senetas (ออสเตรเลีย), SPINQ (จีน), TCQC-CACR (จีน), Qasky (จีน)
๔. ผลกระทบ (impact)
ภาคสังคมประชาชนทั่วไป เข้าถึงองค์ความรู้และทรัพยกรสื่อสร้างทักษะไอซีทีควอนตัม เกิดความเข้าใจและมีภูมิคุ้มกันควอนตัมแปลกปลอมเบื้องต้น ด้วยผลจากการร่วมสื่อสารวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่เหมาะสม
ภาคการศึกษาและการวิจัย เกิดการรวมกลุ่มใช้ผลผลิตต่อยอดสู่ด้านอื่น ๆ ได้ เช่น โครงการพัฒนาบุคลากร งานวิจัยและพัฒนาที่เหมาะสมกับประเทศไทย จากการร่วมกันสื่อสารวิชาการสาธารณะที่ถ้วนทั่วครบทุกด้าน
ภาคอุตสาหกรรมหรือธุรกิจ ได้รับการส่งเสริมให้สามารถติดตาม เข้าถึง และปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่นี้ได้รวดเร็วพร้อมกับลดความเสี่ยงด้วยข้อมูลของโครงการที่ครอบคลุมและอ้างอิงตรวจสอบได้
ภาครัฐโดยผู้กำหนดนโยบาย ทั้งด้านโทรคมนาคม สารสนเทศ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและที่เกี่ยวข้อง ตระหนักถึงศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยี พร้อมร่วมสื่อสารนโยบายวิทยาศาสตร์ที่เป็นกลางรู้และเท่าทัน
กสทช. สามารถนำผลลัพธ์จากโครงการนี้ไปใช้เพื่อร่วมกำหนดแนวทางสนับสนุนส่งเสริมและตรวจสอบกิจกรรมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับไอซีทีควอนตัมเทคโนโลยีแขนงใหม่ของประเทศได้
“SIAM–Quantum Nexus 2026” คือจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และนวัตกรรมควอนตัมของประเทศไทยอย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือของภาควิชาการ อุตสาหกรรม และนโยบายสาธารณะ เพื่อให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในยุคเศรษฐกิจควอนตัมโลก โดยใช้การเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ และการสื่อสารที่เท่าทันเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาอนาคตของชาติ
Partners:

สํานักงานคณะกรรมการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
หมายเหตุ:
ร่วมเสนอแนะ สนับสนุน ประสานกิจกรรมได้ที่ contact email: thailand_chapter@comsoc.org
Alliance:
Disclaimer:
SIAM-Quantum Nexus 2026
- a public serving project by volunteers
no conflict of interest & none of personal agenda involved
๐
since IYL2015 through
Welcome volunteers !
๐


















































ความคิดเห็น